
ปรองดองดินแดนแดง รับคิดต่าง-เปิดใจสลายขั้ว
07 มิ.ย. 2557
ปรองดองดินแดนแดง รับคิดต่าง-เปิดใจสลายขั้ว : โดย...ศุภชัย วิเศษสรรค์ / มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมี
เมื่อเมืองเชียงใหม่เคยถูกขนานนามดุจดังเมืองหลวงของคนเสื้อแดง พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ สำหรับตั้งโต๊ะพูดคุยปรองดอง แต่ในมุมมองของ "ศรีวรรณ จันทร์ผง" แกนนำแดงอิสระเชียงใหม่ ยังคงคาใจกับบรรยากาศภายใต้กฎอัยการศึก และรูปแบบที่เป็นรูปธรรมจากศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ผู้อาสาเข้ามาเป็นเจ้าภาพ
"แต่หากยกเลิกกฎอัยการศึก และทาง คสช.ประกาศจะให้มีเลือกตั้งภายในไม่เกิน 6 เดือน จะทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ อยู่ภายใต้สถานการณ์การเลือกตั้ง แล้วพูดคุยปรองดองกันจริงๆ ก็เหมาะสม และเห็นด้วยอย่างยิ่ง"
ศรีวรรณ ไม่มั่นใจว่า ผลของการพูดคุยปรองดองจะเดินย่ำซ้ำรอยคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือไม่ ที่สุดท้ายกลับไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ
สอดคล้องกับ "ด.ต.พิชิต ตามูล" แกนนำศูนย์ประสานงาน นปช.แดงเชียงใหม่ ผู้ที่แม้จะพร้อมยอมรับการเข้าร่วมพูดคุยปรองดองทุกเวที แต่เขามีข้อแม้ว่า จะต้องดำเนินไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการข่มเหงรังแก และการปฏิบัติสองมาตรฐาน "นี่จะเป็นการปรองดองที่แท้จริง และยั่งยืน"
แต่สำหรับ "กฤษณ์ ศรีเปารยะ" แกนนำ กปปส.เชียงใหม่ เขาไม่ได้มองโลกเอาไว้อย่างสวยหรูเสียทีเดียว เพราะแม้แนวทางที่ คสช.ตั้ง ศปป.จะเป็นความคิดที่ดี แต่ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ความคิดเห็นแตกแยกรุนแรง อาจจะปรองดองค่อนข้างยาก เพราะแม้ กปปส.เชียงใหม่ยินดีร่วมวงเสวนา แต่ก็ต้องมีเงื่อนไข
"กปปส.เชียงใหม่ไม่เห็นด้วย หากเชิญคนที่มีคดีติดตัวมาพูดคุยเพื่อสร้างความปรองดอง เพราะจะไม่ต่างกับการเปิดเวทีให้คนที่ทำผิดมาแก้ตัว และจะไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อการปรองดองในเชียงใหม่เลย"
ให้หลัง สิ้นเสียงประกาศยึดอำนาจการปกครองโดย คสช.เมื่อเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียงไม่นานนัก กลุ่มต่อต้าน คสช.ในเชียงใหม่เริ่มเคลื่อนไหวกันทันที จากการพบปะพูดคุยทางโซเชียลมีเดีย ยกระดับสู่การชุมนุมภายมใต้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ชุมนุมไปอย่างน้อย 8 ราย ว่ากล่าวตักเตือน ขอความร่วมมือ และคืนอิสรภาพให้ในเวลาต่อมา แฟลชม็อบต่อจากนั้น ดูประหนึ่งว่าเป็นกิจกรรมในห้วงสุดท้ายก่อนที่กลุ่มต่อต้านจะอ่อนแรงลงและโรยราไปในที่สุด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารก็เดินหน้าเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายทั้งภาคข้าราชการ ภาคเอกชนและกลุ่มการเมืองภาคประชาชนต่างๆ เช่น เชิญแกนนำเสื้อแดงและพันธมิตรเชียงใหม่พบปะพูดคุยหาทางออกของประเทศ, จัดเวทีบูรณการภาพลักษณ์เชียงใหม่ขอคำแนะนำจากภาคราชการและเอกชน พร้อมขอความร่วมมือขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และจัดกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ฯลฯ
พล.ต.ศรายุธ รังษี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ เห็นว่า เมื่อเชียงใหม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเป็นเช่นนี้ต่อไประยะหนึ่ง คาดว่าส่วนกลางอาจจะยกเลิกเคอร์ฟิวเหมือนกับเมืองพัทยา จ.ชลบุรี, เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต ในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้ และมทบ.33 อาจจะสั่งให้ทหารลดการถือปืนลงด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าสถานการณ์ภายในประเทศของไทยดีขึ้น และชาวเชียงใหม่ก็จะได้เริ่มการปรองดองต่อไป
อย่างไรก็ตาม เชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่และประชากรมาก และเป็นพื้นที่สีแดง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับภารกิจสร้างความปรองดองในมุมมองของ สุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด
"แต่ผมคิดว่า ทุกคนทุกสีเสื้อสามารถหันมาร่วมมือกันหาทางออกให้ประเทศได้ ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่มีใครเป็นศัตรูกัน อีกอย่างความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญต้องอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งนี้ทางจังหวัดจะใช้ความจริงใจตามนโยบายของ คสช.ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาทางการเมืองและปัญหาอื่นๆ อย่างจริงจัง และคงต้องให้กิจกรรมต่างๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป"
แม้เขาจะผลักดันให้รื้อฟื้นกิจกรรมต่างๆ ที่คล้ายกับลูกเสือชาวบ้าน และดนตรีเพื่อประชาชนขึ้นมาเป็นหนึ่งในแผนปรองดอง แต่พ่อเมืองเชียงใหม่ก็ยังย้ำว่า การสานเสวนา จะต้องเป็นเรือธง "ต้องนำประเด็นปัญหาของแต่ละท้องถิ่นมาพูดคุยหาทางออกด้วย เช่น ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์และการแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ อย่างแท้จริง”
ขยับลงมาที่ จ.พิษณุโลก อีกจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงจากการเมืองต่างขั้ว ต่างแนวคิด มีทั้งมวลชนแดง เหลือง และเสื้อขาว แม้จะยังไม่เกิดในสิ่งที่ทุกคนหวั่นหวาด หากแต่มาตรการป้องปรามและสร้างความปรองดองก็จำเป็นไม่ยิ่งหย่อน
มื้อกลางวัน ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองพิษณุโลก ห้วงหลังรัฐประหารผ่านพ้นไม่นาน แม่งานอย่าง "ระพี ผ่องบุพกิจ" ผู้ว่าฯ กับ "พ.อ.นพพร เรือนจันทร์" รองผบ.กองพลทหารราบที่ 4 แขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ ย่อมรู้สึกพึงใจไม่น้อย เมื่อรายรอบโต๊ะอาหารอันคลาคล่ำไปด้วยตัวแทนคนต่างขั้วดำเนินไปด้วยบรรยากาศสมานฉันท์ ทุกคนแลกเบอร์โทรศัพท์กันและกัน ระบายความอัดอั้นตันใจ เปิดใจกว้างพูดคุย ความคิดต่างหลอมรวมสู่เป้าหมายเดียว คือมุ่งพัฒนาชาติบ้านเมือง
แม้ พ.อ.นพพร จะรู้บอกว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกฝ่ายได้มาคุยกัน แต่ก็ขอร้องให้ยุติกิจกรรม "หากมีการเคลื่อนไหวใดๆ ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องดำเนินการ"
"ป๊อก เสืออยู่สาย" ในวัยอายุ 68 ปี ชาว ต.วัดจันทร์ อ.เมือง ที่มาร่วมงานคืนความสุขให้ประชาชน เชื่อว่า สถานการณ์จะดีขึ้น ปัญหาต่างๆ แก้ไขได้ เช่น โครงการจำนำข้าว
"ร.อ.อุบล พุทธรักษ์" นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านพิษณุโลก บอกว่า กิจกรรมผ่อนคลายจากกองทัพนั้น เป็นเรื่องดีที่ควรจัดให้บ่อยๆ แต่ก็ควรเชิญกลุ่มที่เคยมีความเห็นต่างทางการเมืองมาร่วมให้มากขึ้น
-------------------------
(ปรองดองดินแดนแดง รับคิดต่าง-เปิดใจสลายขั้ว : โดย...ศุภชัย วิเศษสรรค์ / มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมี)



