
หนึ่งปีหลังสโนว์เดน แฉสะเทือนโลก
08 มิ.ย. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : หนึ่งปีหลังสโนว์เดน แฉสะเทือนโลก
ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเต็มนับจากเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างบริษัทคู่สัญญาของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอ็นเอ) วัย 29 ปีขณะนั้น ตัดสินใจที่จะเป็นคนเป่านกหวีด คัดลอกและขโมยเอกสารลับประมาณ 1.7 ล้านชิ้นตามรายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐ นำมามอบให้ เกลน กรีนวอลด์ ผู้สื่อข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษเวลานั้น และวอชิงตันโพสต์ เปิดโปงโครงการลับสอดแนมพลเมืองตัวเองและในประเทศอื่นอย่างกว้างไกลในโลกดิจิทัลที่เชื่อมถึงกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556
จากนั้นอีก 3 วันโลก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เปิดเผยตัวว่าเป็นคนรั่วข้อมูล
สโนว์เดนหนีไปฮ่องกงและขอลี้ภัยในรัสเซีย และลุ้นชะตากรรมอยู่ที่สนามบินมอสโก 39 วัน ระหว่างนั้นขอลี้ภัยใน 21 ประเทศ รัสเซียเป็นประเทศแรกที่ตอบรับ และอยู่ที่นั่นนับจากนั้นมา
มีความเห็นหลากหลายว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในรอบปี นอกจากสโนว์เดนวัย 30 ปียังกลับบ้านไม่ได้ ต้องหลบหนีข้อหาจารกรรมต่อไป ขณะสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ร้าย (มากขึ้น) ฐานรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวและใช้เทคโนโลยีสอดแนมอันล้ำลึกไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะดีหรือร้าย
โดยสรุปรวม รัฐบาลสหรัฐและรัฐสภาพยายามกอบกู้ศรัทธาจากสาธารณชน อย่างหนึ่งคือการลดชั้นความลับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการข่าวกรอง มากกว่าที่เคยทำในอดีต
แต่ในเรื่องของความโปร่งใสและการคุ้มครองสิทธิส่วนตัว เอลิซาเบธ กอยไทน์ ผู้อำนวยการร่วมโครงการความมั่นคงแห่งชาติและเสรีภาพ ศูนย์เบรนเนินเพื่อความยุติธรรมในนิวยอร์ก แสดงความเห็นว่ายังตอบไม่ได้ชัดเจน สาธารณชนและส.ส.ต่างตระหนักว่าเป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนก็ดูเหมือนใส่ใจมากขึ้น
เมื่อเดือนที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านกฎหมายควบคุมอำนาจสอดแนมของเอ็นเอสเอที่ขยายออกไปมากหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ภายใต้กฎหมายรักชาติ แต่มาตรการใหม่ตามกฎหมายเสรีภาพสหรัฐ สั่งห้ามการเก็บข้อมูลโทรศัพท์ภายในประเทศแบบเหมารวม เหลือเพียงรอการลงมติจากวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง แต่ร่างกฎหมายนี้มีการลดทอนถ้อยคำในนาทีสุดท้าย มีการปิดห้องคุยระหว่างรัฐบาลกับแกนนำสภา ขณะนี้จึงไม่ชัดเจนแล้วว่า ร่างกฎหมายนี้จะมีผลอย่างไรแค่ไหนกับการรวบรวมข้อมูลโทรศัพท์ชาวอเมริกัน
ส่วนผลกระทบนั้น แน่นอนว่า นอกจากทำให้จีนและรัสเซียได้เห็นขีดความสามารถด้านเทคนิคของเอ็นเอสเอ ผลกระทบระยะยาวยังได้แก่สหรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ในการที่จะทำให้นานาประเทศยอมรับการเปิดกว้างทางอินเทอร์เน็ต เพราะเสียเครดิตเป็นอันมากจากการเปิดโปงพฤติกรรมของเอ็นเอสเอ ยังไม่นับรวมกับขีดความสามารถของเอ็นเอสเอในการแกะรอยผู้ก่อการร้ายและสอดแนมฝ่ายตรงข้ามที่กระทบไปด้วย แต่ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน
ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับยุโรป และประเทศอื่นๆ จากอบอุ่น กลายเป็นเย็นชา หมางเมินและยุ่งเหยิง นับจากการเปิดโปงว่าผู้นำโลกหลายคนถูกล้วงข้อมูลด้วย แม้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา รับประกันว่าสหรัฐยุติการสอดแนมมิตรสหายแล้วก็ตาม
ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เยอรมนีได้ประกาศว่าจะเริ่มสอบสวนทางอาญากรณีดักฟังข้อมูลโทรศัพท์มือถือของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่กระอักกระอ่วนยิ่ง เนื่องจากประธานาธิบดีโอบามากำลังเยือนยุโรป เพื่อรำลึกครบรอบ 70 ปีวันดีเดย์ ที่นางแมร์เคิลก็ไปร่วมงานด้วย
ภาคสังคม
ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีนับจากการเปิดโปงของสโนว์เดน บริษัทด้านไอทีรายใหญ่ อาทิ กูเกิล เรดดิต มอซิลลา และกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิส่วนตัว จับมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อรณรณรงค์ภายใต้ชื่อ รีเซต เดอะ เนต และเรียกร้องให้เพิ่มการเข้ารหัสข้อมูลออนไลน์ เพื่อให้ปลอดจากการสอดแนมของรัฐบาล
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์ ExposeFacts.org หรือเปิดโปงความจริง เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมช่วยกันรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ หรือการกระทำนอกลู่นอกทางขององค์กร โดยหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาคือ แดเนียล เอลส์เบิร์ก อดีตนักวิเคราะห์ทหารที่เปิดโปงว่ารัฐบาลสหรัฐแอบขยายพื้นที่ทิ้งระเบิดในกัมพูชาและลาว ช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อปี 2514
เอลส์เบิร์ก กล่าวว่า รัฐบาลไหนๆ ก็พูดไม่จริง พวกเขาชอบทำงานในความมืด ไม่ให้ประชาชนที่ห่วงการตัดสินใจและวางแผนล่วงรู้ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมั่นใจว่าจะไม่มีใครเอาผิดได้ พวกเขาจะออกนโยบายบ้าๆ ออกมา
โอกาสกลับบ้าน
ทนายของสโนว์เดน ยืนยันแล้วว่า กำลังขอต่ออายุสถานะผู้ขอลี้ภัยในรัสเซียที่กำลังจะหมดอายุ 1 สิงหาคมนี้ แม้สโนว์เดนเปรยว่าอยากไปตั้งรกรากในบราซิล แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าคงยาก เพราะบราซิลก็ไม่อยากจะเคืองสหรัฐนานนัก
แม้นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวเมื่อกว่าสัปดาห์ก่อน ว่า หากสโนว์เดนมั่นใจว่าเป็นคนรักชาติ ก็ให้กลับมาสู้คดีในสหรัฐ แต่จอมแฉรุ่นพี่หลายคนออกมาเตือนสโนว์เดนไม่ควรกลับบ้าน เพราะยากจะได้รับการพิจารณาคดีเป็นธรรมกับข้อหาที่ตั้งภายใต้กฎหมายจารกรรมปี 1917
มาร์ชา โคลแมน-อาเดบาโย อดีตนักวิเคราะห์นโยบายระดับสูง สำนักงานคุ้มครองความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม ที่ถูกไล่ออกหลังปูดพฤติกรรมผิดๆ ของบริษัทเหมืองสหรัฐแห่งหนึ่งในแอฟริกาใต้ กล่าวว่า เราเห็นตัวอย่างมามากพอจนเข้าใจถ่องแท้ว่า สโนว์เดนจะเจอกับศาลเตี้ย จะถูกจำคุกตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
เบน วิสเนอร์ ทนายของสหภาพเสรีภาพพลเรือนอเมริกัน และที่ปรึกษากฎหมายให้สโนว์เดน กล่าวว่า กฎหมายจารกรรมอายุร้อยปี ไม่ได้เปิดช่องให้สโนว์เดนได้โต้แย้งว่า การเปิดโปงข้อมูลลับของเขาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมล้วนๆ กฎหมายนี้ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างการแบ่งปันข้อมูลกับสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับการขายความลับให้ศัตรูต่างชาติ
การเปิดโปงครั้งนี้แม้ทำให้นักข่าวคว้ารางวัลสื่ออันทรงเกียรติอย่างพูลิตเซอร์และนำไปสู่การปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์สหรัฐ และทั่วโลก ไม่อาจนำมาใช้สู้คดีภายใต้กฎหมายจารกรรมในสหรัฐ ทั้งยังอาจถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกหากกลับสหรัฐ
ด้าน ไมเคิล เจอร์มัน จากศูนย์เบรนเนินเพื่อความยุติธรรม มีสำนักงานในนิวยอร์ก กล่าวว่า การไต่สวนก่อนพิจารณาคดีในกรณีของเชลซี แมนนิง ที่แอบนำความลับไปให้วิกิลีกส์ เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติใช้กฎหมายนี้อย่างกร้าวแข็ง ในปีที่แล้ว แมนนิงถูกตัดสินจำคุก 35 ปีจากความผิดฐานละเมิดดกฎหมายจารกรรมและข้อหาอื่นๆ แต่ก่อนพิจารณาคดี แมนนิงถูกขังเดี่ยว 9 เดือน ที่ต่อมา ผู้พิพากษาศาลคนหนึ่งลงความเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินเลย
การเจรจาต่อรองกับรัฐบาลดูเหมือนเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สโนว์เดนหาทางกลับบ้านได้
-------------------------
10 เรื่องใหญ่ที่เอ็นเอสเอถูกเปิดโปง
1.ศาลลับไฟเขียวเอ็นเอสเอเก็บบันทึกโทรศัพท์ของชาวอเมริกัน
ระเบิดลูกแรกคือการที่เวริซอน (Verizon) บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ ถูกเปิดโปงว่ามอบบันทึกโทรศัพท์ลูกค้าแทบทั้งหมดให้เอ็นเอสเอ ต่อมา พบว่าไม่ใช่เวริซอนเจ้าเดียว แต่บริษัทโทรศัพท์อื่นๆ ในอเมริกาด้วย กลุ่มเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวได้ยื่นฟ้องศาลว่าโครงการนี้ผิดกฎหมาย ผู้พิพากษาศาลหนึ่งวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่อีกศาลหนึ่งกลับตัดสินว่าถูกกฎหมาย
2.พริซึม
ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น เอ็นเอสเอถูกถล่มด้วยระเบิดลูกที่สอง ชื่อว่า พริซึม (PRISM)
รายงานที่ออกมาครั้งแรกระบุว่าพริซึม เป็นโครงการของเอ็นเอสเอที่เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์บรรดาบริษัทไฮเทคยักษ์ใหญ่สหรัฐ อย่าง กูเกิล เฟซบุ๊ก ไมโครซอฟต์ และแอปเปิลได้โดยตรง แต่ความเป็นจริงพบว่าเลวร้ายน้อยกว่าที่คิด เอ็นเอสเอไม่ได้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นโดยตรง แต่สามารถร้องขอข้อมูลผู้ใช้ และบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
บริษัทเทคโนโลยีดาหน้าปฏิเสธว่า ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ต่อมา หันมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิเพื่อความโปร่งใสมากขึ้นกรณีรัฐบาลร้องขอข้อมูล ที่สุด รัฐบาลผ่อนปรนกฎเกณฑ์และเพิ่มความโปร่งใส
3.เอ็นเอสเอภาคอังกฤษ กับโครงการชื่อรหัส "เทมโพรา"
สำนักงานใหญ่การสื่อสารรัฐบาลอังกฤษ หรือสำนักสืบราชการลับอังกฤษ (จีซีเอชคิว) สอดแนมข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจากสายเคเบิลออพติกไฟเบอร์ทั่วโลก จีซีเอชคิว ทำงานใกล้ชิดกับเอ็นเอสเอส แลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองในโครงการที่มีชื่อรหัสว่า เทมโพรา (Tempora) และเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของเอ็นเอสเอ/จีซีเอชคิว ให้หน่วยข่าวกรองเก็บข้อมูลมหาศาลได้
4.เอ็นเอสเอล้วงข้อมูลผู้นำโลก
นิตยสารเดร์ ชปีเกล ของเยอรมนี รายงานตามเอกสารที่รั่วจากสโนว์เดนว่า เอ็นเอสเอสอดแนมผู้นำอย่างน้อย 122 ประเทศ อาทิ นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนี ประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟของบราซิล อดีตผู้นำเม็กซิโก กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ตลอดจนผู้นำในที่ประชุมจี-8 เมื่อปี 2553 และการประชุมสุดยอด จี -20 ในนครโตรอนโต
5.เอ็กซคีย์สกอร์ (XKeyscore)
เอ็กซคีย์สกอร์ เป็นเครื่องมือที่เอ็นเอสเอใช้ค้นหากิจกรรมเกือบทุกอย่างของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านข้อมูลที่ดักเก็บได้จากทั่วโลก เอ็นเอสเอระบุว่า เอ็กซคีย์สกอร์เป็นระบบค้นหาและเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างไกลที่สุด
6.เอ็นเอสเอพยายามเจาะรหัสข้อมูล
จะมีประโยชน์อะไรหากดักข้อมูลจากเคเบิลออพติกไฟเบอร์แล้ว อ่านไม่ได้ เพราะข้อมูลถูกเข้ารหัสไว้ เอ็นเอสเอจึงได้พัฒนาชุดเทคนิคและกลยุทธ์พลิกแพลง เพื่อเลี่ยงเทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูลที่เว็บไซต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง
สหภาพเสรีภาพพลเรือนอเมริกัน (เอซีแอลยู) ระบุว่าความพยายามของเอ็นเอสเอที่จะเอาชนะข้อมูลเข้ารหัส เป็นการมองสั้นและประมาท นอกจากบั่นทอนชื่อเสียงด้านเสรีภาพพลเรือนและสิทธิส่วนตัวแล้ว ยังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทใหญ่ๆ ทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยน้อยลง เปิดช่องการเจาะระบบ การสอดแนมของต่างชาติ และสอดแนมผิดกฎหมาย
7.ทีมเทคนิคเจาะระบบของเอ็นเอสเอ
เอ็นเอสเอมีทีมแฮ็กเกอร์ชั้นยอดที่มีรหัสเรียกขานว่า Tailored Access Operations (TAO) ที่เจาะระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ปล่อยมัลแวร์และวิธีสกปรกเมื่อกลยุทธ์สอดแนมอื่นๆ ล้มเหลว
เดร์ ชปีเกล สื่อเยอรมนี บรรยายว่า ทีเอโออาจเป็นหน่วยช่างประปาปาที่ถูกเรียกตัวมาเมื่อเข้าถึงเป้าหมายด้วยกระบวนการปกติไม่สำเร็จก็ได้ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นหน่วยยอดฝีมือในฐานะทีมปฏิบัติการลับ เพราะจะถูกเรียกตัวมาปฏิบัติการเฉพาะเรื่องเมื่อเอ็นเอสไม่อาจหาข่าวกรอง หรือต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายเพิ่มเติมผ่านโครงการสอดแนม
8.เอ็นเอสเอเจาะศูนย์ข้อมูลยาฮูและกูเกิล
เอ็นเอสเอเก็บข้อมูลผ่านเคเบิลออพติกไฟเบอร์ที่เชื่อมเซิร์ฟเวอร์ขนาดยักษ์ทั่วโลกของกูเกิล กับยาฮู โดยร่วมมือกับจีซีเอชคิว ภายใต้ชื่อรหัส มัสคูลาร์ (MUSCULAR) เรื่องนี้ทำให้สองบริษัทไม่พอใจอย่างมาก และประกาศแผนเพิ่มมาตรการรปภ.และเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการสอดแนม
9.เอ็นเอสเก็บข้อความด้วย
ภายใต้คำขวัญอย่างไม่เป็นทางการคือ เก็บให้หมด เอ็นเอสเอจึงไม่ได้สนใจแค่ข้อมูลอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังดักการส่งข้อความถึงราว 200 ล้านข้อความต่อวันทั่วโลกผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า "ดิชไฟร์" เอกสารที่รั่วระบุด้วยว่า เอ็นเอสเอแกะรหัสข้อมูลโทรศัพท์มือถือ และเข้าถึงเนื้อหาโทรศัพท์และข้อความได้อย่างง่ายดาย
10.เอ็นเอสเอดักฟังโทรศัพท์ทุกสายในสองประเทศ
เอ็นเอสเอดักฟังและเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์ทุกสายในบาฮามาส และอัฟกานิสถาน ผ่านซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า มิสติก (MYSTIC)
เว็บไซต์ที่เกลน กรีนวอลด์ เพิ่งเปิดไม่นานที่ชื่อว่า เดอะ อินเทอร์เซป เปิดโปงกรณีดักฟังในประเทศหมู่เกาะบาฮามาส ส่วนกรณีอัฟกานิสถาน เป็นวิกิลีกส์ที่นำมาเปิดโปง เพื่อประท้วงที่อินเทอร์เซป ไม่ยอมเปิดเผยชื่อประเทศที่สอง
-------------------------
(ที่มา : Mashable)



