ข่าว

ชาวนาแห่ไถ่ถอนรถไถหลังได้เงินจำนำข้าว

ชาวนาแห่ไถ่ถอนรถไถหลังได้เงินจำนำข้าว

05 มิ.ย. 2557

ชาวนาแห่ไถ่ถอนรถไถอุปกรณ์การเกษตร หลังได้รับเงินจำนำข้าว ตลาดสดคึกคักมีเงินหมุนเวียน ทหารขอเอกชนเข้าใจปฏิรูปทำเศรษฐกิจที่ดี

                เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนา อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่ได้รับเงินจำนำข้าวซึ่งค้างจ่ายมาตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มทยอยไถ่ถอนรถไถนาที่นำมาจำนำกับทางโรงรับจำนำในพื้นที่ ชาวนารายหนึ่งชื่อ นายประนอม ใหม่ทอง ชาวนาจาก ต.บ้านไร่ อ.ลาดยาว บอกว่า หลังจากได้เงินแล้ว ได้เริ่มการทำนาครั้งใหม่ จึงต้องมาไถ่ถอนรถไถนาที่นำมาจำนำไว้เมื่อ 6 เดือนก่อน ในราคา 15,000 บาท เพื่อที่จะนำไปใช้ทำนาอีกครั้ง ขณะที่ชาวนาอีกหลายคนต่างกล่าวด้วยความดีใจว่า รถไถนาและอุปกรณ์การเกษตร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ แต่ที่ผ่านมาต้องนำมาจำนำก็เพราะไม่มีเงินใช้จ่าย              

                เช่นเดียวกับที่ อ.ชุมแสง เกษตรกรที่ได้รับเงินแล้วก็ทยอยไถ่ถอนหัวรถไถ รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ เช่นกัน นายนิทัศน์ เกิดเพิ่มพูน เจ้าหน้าที่ประจำโรงรับจำนำอำเภอชุมแสง กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเกษตรกรต่างเดินทางมาไถ่ถอนหัวรถไถวันละ 3-4 เครื่อง ส่วนราคาที่นำมาจำนำไว้จะตกประมาณ 10,000 บาท ซึ่งหลายคนนำมาจำนำไว้นานกว่า 6 เดือน ดอกเบี้ยตกอยู่ที่ประมาณ 1% แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีใครขาดส่งดอกเบี้ย ที่ขาดส่งจริงๆ มีแค่ 1 ใน 100 อย่างตอนนี้มีหัวรถไถที่หลุดจำนำ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรที่นำหัวรถไถมาจำนำที่โรงรับจำนำชุมแสง จะมีทั้งชาวนาในพื้นที่ชุมแสง หนองบัว จ.นครสวรรค์ อ.โพทะเล จ.พิจิตร และบางส่วนจาก จ.เพชรบูรณ์ เนื่องจากโรงรับจำนำบางแห่งไม่รับจำนำเครื่องมือการเกษตร แต่ที่นี่รับจำนำ

                อย่างไรก็ตาม นอกจากจะมีเกษตรกรเดินทางมาไถ่ถอนรถไถนา ทรัพย์สินอื่นๆ ในช่วงนี้แล้ว ก็มีเกษตรกรบางกลุ่มนำหัวรถไถกลับมาจำนำใหม่อีกรอบ เนื่องจากเงินที่ได้จาก ธ.ก.ส.ต้องนำไปจ่ายหนี้ทั้งใน-นอกระบบที่กู้มาในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว

                ด้านนายราชัณย์ นครจินดา ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.นครสวรรค์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 76,992 ราย 12,311.36 ล้านบาท ถึงวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา จ่ายเแล้วประมาณ 9,848 ล้านบาท ล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย.) มีงบจัดสรรมา 1,913 ล้านบาท ซึ่งจะกระจายไปตามสาขา 16 สาขา เพื่อจ่ายให้ชาวนาต่อไป ขณะเดียวกัน ขณะนี้ ธ.ก.ส.มีแนวคิดทำผลิตภัณฑ์ข้าวสารจำหน่ายเองในอนาคต โดยการรับซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการพูดคุยวางแผนงาน คาดว่าประมาณปลายปี 2557 จะเป็นรูปธรรม

                ตลาดปากน้ำโพคึกคักหลังชาวนารับเงินจำนำข้าว มีรายงานว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของใน จ.นครสวรรค์คึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังมีการเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนาตามนโยบาย คสช. ทำให้ร้านค้า ตลาดสด เริ่มมีการจับจ่ายซื้อของกันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ร้านจำหน่ายปุ๋ย ยา และอุปกรณ์การเกษตร ก็มีเกษตรกรที่เป็นหนี้นำเงินมาชำระหนี้กันอย่างต่อเนื่อง พ่อค้า-แม่ค้าตามตลาดสดหลายแห่งบอกว่า มีชาวนาที่ได้รับเงินโครงการจำนำข้าวมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วง 3 วันที่ผ่านมายอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นกว่าช่วงที่ชาวนายังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว สำหรับยอดเงินโครงการจำนำข้าว 2,841 ล้านบาทที่โอนเข้า ธ.ก.ส.นครสวรรค์ เพื่อชำระค่าจำนำข้าวนั้น ธ.ก.ส.ก็ยังคงเร่งแจกเงินให้อย่างต่อเนื่อง เช่น ธ.ก.ส.บรรพตพิสัยได้รับเงิน 540 ล้านบาท ต้องเปิดทำการวันเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากมีชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินถึง 6,760 ราย ทั้งยังมีชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินในงวดแรกนี้อีกกว่า 3,000 ราย รวมกว่า 500 ล้านบาท


ทหารขอภาคเอกชนเข้าใจปฏิรูปประเทศเพื่อเศรษฐกิจที่ดี

                ที่อาคารคชสาร องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย พล.ต.พัฒนา มาตร์มงคล ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดทหารบกเชียงราย (กกล.รส.จทบ.ช.ร.) เป็นประธานในการจัดประชุมชี้แจงการดำเนินการต่อผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การพาณิชย์ ใน จ.เชียงราย โดยมีการจัดให้นายทหารแจ้งประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีมาตามลำดับ และมีที่ปรึกษาได้บรรยายข้อกฎหมายและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหา

                พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผบก.ภ.เชียงราย ในฐานะที่ปรึกษา กกล.รส.จทบ.ช.ร.กล่าวว่า ภาคเอกชนสามารถให้ความร่วมมือได้ด้วยการแจ้งพนักงาน ลูกจ้างหรือติดป้ายตามจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ หลังจากที่ผ่านมามีผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎอัยการศึกและข้อหาเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความทางอินเตอร์เน็ต โดยต้องถูกส่งขึ้นศาลทหาร ส่วนกรณีการห้ามออกนอกเคหะสถานหรือเคอร์ฟิวนั้นทาง กกล.รส.จทบ.ช.ร.ได้ขอความร่วมมือภาคเอกชนให้ปิดก่อนเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้เวลากับผู้ไปเที่ยวยามค่ำคืนได้กลับทันแต่ก็มีหลายรายกลับปิดในเวลากระชั้นชิดทำให้มีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมาก โดยช่วงแรกๆ มีมากนับ 100 คน ล่าสุดวันที่ผ่านมามีจำนวน 25 คน จึงจะมีการเชิญผู้ประกอบการให้ไปรับทราบแนวทางการดำเนินต่อไป

                ด้านนายมนัส โสกันธิกา รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และ พล.ต.พรชัย ดุริยพันธ์ รอง ผอ.กอ.รมน.เชียงราย ในฐานะที่ปรึกษาชี้แจงกรณีการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปว่ามุ่งเน้นให้ประชาชนมีจิตสำนึกในการเป็นคนไทยร่วมกัน เคารพในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ลดความหวาดระแวงและความขัดแย้งกัน วิธีการคือให้มีการทำประชาคมทุกหมู่บ้านใน 18 อำเภอของจังหวัดเนื้อหาให้ประชาชนแจ้งความต้องการ ข้ออึดอัดใจ ให้ดำเนินการในวันที่ 5 มิ.ย.เป็นต้นไป จากนั้นจะนำข้อมูลการพิจารณาแก้ไขปัญหาตามลำดับหากแก้ได้ในระดับ ตำบล อำเภอ ให้สามารถดำเนินการได้เลย หากไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับนั้นให้ส่งเรื่องให้กับทาง กกล.รส.จทบ.ช.ร.เพื่อแก้ไข หรือหากมากกว่านั้นก็จะส่งให้กองทัพภาคที่ 3 และ คสช.ต่อไป โดยแนวทางคือเน้นความสามัคคีและบูรณาการทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                พล.ต.พัฒนา มาร์ตมงคล ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดทหารบกเชียงราย (กกล.รส.จทบ.ช.ร.) กล่าวว่าที่ผ่านมาประเทศมีปัญหาเรื่องความแตกแยกหนักและเกิดความไม่สงบ เมื่อไม่มีความสงบการประกอบการของภาคเอกชนก็ไม่ดีตามจึงจะเห็นได้ว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด ดังนั้นในครั้งนี้จึงมีการเชิญภาคเอกชนมารับฟังและแจ้งถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นและการจะดำเนินการในอนาคต ทั้งนี้เรื่องที่จะขอความร่วมมือคือการขอให้ตรวจสอบภาคในองค์กร ลูกจ้าง พนักงาน ที่มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองให้นำมาคืนเจ้าหน้าที่ก่อนวันที่ 10 มิ.ย.นี้ เพราะหลังจากนั้นจะมีการกวาดล้างหนักรวมไปถึงกวาดล้างซุ้มมือปืน สินค้าหนีภาษี กลุ่มผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด

                ส่วนกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่ทาง คสช.ให้ไปรายตัวและหลบหนีอยู่นั้น การข่าวทหารแจ้งว่าได้หลบหนีอยู่ในพื้นที่ของ จ.เชียงราย โดยได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรๆ หนึ่งจึงแจ้งให้ได้ระมัดระวัง เพราะการให้การช่วยเหลือจะถือว่ากระทำผิดกฎหมายไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องการเขียนหรือโพสต์ข้อความต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ตซึ่งปรากฎพบมีการปลอมแปลงประกาศของ คสช.ในพื้นที่ จ.เชียงราย มาแล้ว ซึ่งการรับและนำไปเผยแพร่ต่อก็จะถือว่ามีความผิดไปด้วย

 

ตำรวจ-ทหารร่วมถกประเมินสถานการณ์ชุมนุม

                เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 5 มิ.ย. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง. รอง ผบ.ตร. ดูแลความมั่นคงประชุมร่วมตำรวจนครบาลและฝ่ายทหารวางมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่กทม.และจุดที่มีการชุมนุมเน้นย้ำการบังคับใช้ประกาศกฎอัยการศึกอย่างเคร่งครัดและอระชาชสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการชุมนุมคัดค้านต่อต้านประกาศกฎอัยการศึกและไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคสช.ภายในห้องปารุสกวัน 2 บช.น.ใช้เวลาประมาณ45นาทีพร้อมประเมินสถานการณ์ร่วมกันโดยภาพรวมการปฏิบัติ2ฝ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้งยขณะที่การชุมนุมในแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มลดลงประชาชนเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองมากขึ้นเหตุการณ์ปกติเรียบร้อยดีไม่มีความรุนแรงมีการปรับลดกำลังตำรวจบางส่วนลงและเพิ่มดารดูแลจัดการจราจรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น


นครบาลเดินหน้าอบรม"โครงการจราจรยิ้ม"

                พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ดูแลงานจราจร มีหนังสือถึง ผบก.น.1-9 และผบก.จร. ระบุว่า ตามนโยบายเกี่ยวกับการจราจรของ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา สบ 10 ได้กำหนด นโยบาย 5 จริง ได้แก่ ล็อคจริง ยกจริง จับจริง ขังจริง ยิ้มจริง และเพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายจราจรดังกล่าวเกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม จึงกำหนดให้ บก.น.1-9 และ จร.สั่งการให้ทุก สน. และ กก. ดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจตามโครงการสุภาพบุรุษจราจร (จราจรยิ้มจริง) ให้ดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนายให้ครบถ้วนในวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. 57 โดยมอบหมายให้ รอง ผกก.จร. และ สว.จร. เป็นวิทยากร มีหัวข้อการอบรม ดังนี้ 
                1.ด้านการบริหารด้วยมิตรไมตรี (จราจรยิ้ม) โดยกำหนดให้มีคำพูดประจำ เช่น ตำรวจจราจรยินดีรับใช้  2.ด้านการจับกุมด้วยความสุภาพ (จราจรยิ้ม) โดยเมื่อจับกุมผู้กระทำผิดให้ใช้คำพูดที่สุภาพ นุ่มนวล และสื่อให้เห็นถึงความห่วงใยในความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน  3.ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณ (จราจรยิ้ม) โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนาย ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต

                ทั้งนี้ การอบรมให้จัดทำรายงาน การถ่ายภาพ แล้วรายงานผลให้ บช.น.(ฝ่าย ฝอ.3 บก.อก.) ในภาพรวมของ บก.ทราบภายใน 10 มิ.ย.นี้

 

กาญจนบุรีคสช.จัดกิจกรรมเสวนาปรับแนวคิด  
    
               เมื่อเวลา 14.30 น.  จังหวัดกาญจนบุรี จัดกิจกรรมเสวนา "ปรับแนวคิด ร่วมใจพัฒนา สู่ความก้าวหน้า จังหวัดกาญจนบุรี" ณ ศาลา 60 พรรษามหาราช อ.เมืองกาญจนบุรี ภายใต้การดำเนินการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีหลักการสำคัญตามแนวทางของ คสช. ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ คืนความสุขให้สังคมไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สังคม จิตวิทยา และเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศ อันจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างเต็มรูปแบบ มีความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่ทุกคน ทุกหน่วยงานพึงพอใจ
    
               ภายในงานมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พระราชวิสุทธิเมธี รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี รอง.ผอ.กอ.รมน.จ.กาญจนบุรี ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้บริหาร อปท. ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจน หน่วยงานอื่นๆทุกภาคส่วน และมวลชนทุกกลุ่มสี จำนวนประมาณ 1,000 คน
    
               ภายหลังการเสวนาได้จัดให้มีการร่วมร้องเพลงสามัคคีชุมนุม รักกันไว้เถิด และสดุดีมหาราชา เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีมากยิ่งขึ้น ภาพรวมการจัดกิจกรรมดังกล่าวสำเร็จลุล่วงด้วยดี.