ข่าว

กต.แจงต่างชาติ'จักรภพ'จัดม็อบต้าน

กต.แจงต่างชาติ'จักรภพ'จัดม็อบต้าน

05 มิ.ย. 2557

กต.แจงต่างชาติ'จักรภพ'จัดม็อบต้านในต่างแดน ผู้ตรวจการชง'ประยุทธ์'ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้นายกฯใช้อำนาจตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

               5มิ.ย.2557 นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีการเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งองค์กรต่อต้านรัฐประหารของนายจักรภพ เพ็ญแข ในต่างประเทศ ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ทำความเข้าใจและประสานกับประเทศทั้งในและนอกอาเซียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยได้แจ้งให้มิตรประเทศของไทยทราบถึงสถานการณ์ภายในและการดำเนินการภายใต้โรดแมป 3 ขั้นตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ประกาศไว้ พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายของไทยคือการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตย

               “เราหวังว่ามิตรประเทศของไทยจะเข้าใจและไม่เปิดให้ใครใช้ประเทศของเขาเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาค ซึ่งได้รับคำตอบที่แสดงถึงความเข้าใจอันดีและแสดงจุดยืนที่จะไม่ให้ใครใช้ประเทศของเขาเป็นฐานเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน”นายเสขกล่าว


ผู้ตรวจการชง'ประยุทธ์'ยกเลิกกองทุนน้ำมัน

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา นางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีหนังสือส่งถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเสนอเห็นควรให้ยกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 23 ธ.ค 2547  หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  เนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องตามกฎหมาย และจะทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับประโยชน์ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น  จึงควรพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป โดยมีการระบุว่า หากไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณา
           
               ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อเดือนเม.ย. 56 ขอให้พิจารณาและสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีรัฐเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมเข้ากับราคาน้ำมันขายปลีกในท้องตลาด ทำให้ประชาชนผู้บริโภคตกเป็นผู้ต้องรับภาระกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นเหตุให้ได้ความรับความเดือดร้อน ซึ่งผู้ตรวจฯได้การพิจารณาจนแล้วเสร็จก่อนหน้านี้ แต่ระหว่างการยกร่างหนังสือเพื่อส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้กับนายกรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณายกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แต่เกิดการรัฐประหารขึ้นก่อนคณะรัฐมนตรีรักษาการสิ้นสุดลง ผู้ตรวจฯ จึงได้มีหนังสือดังกล่าวส่งไปยังคสช. 
           
               สำหรับหนังสือที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปยังคสช. ระบุเหตุผลประกอบข้อเสนอให้คสช.พิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า การจัดตั้งกองทุนน้ำมันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรรีดังกล่าว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่สอดคล้องกับมาตรา 12ของพ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ที่ระบุว่า  การจ่ายเงินเป็นทุนหรือเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อการใดๆ ให้กระทำได้แต่โดยกฎหมาย  โดยโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติประกอบไปด้วย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือก๊าซธรรมชาติ (LPG)   ภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน เป็นผู้เรียกเก็บจากผู้ค้าน้ำมันผ่านหน่วยงานบริหารการจัดเก็บภาษี ทำให้ผู้ค้าน้ำมัน   ผลักภาระเงินที่จะต้องส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯดังกล่าวไปยังประชาชนผู้บริโภคในรูปของราคาขายปลีกที่สูงขึ้น
 
               นอกจากนี้การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชนผู้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเรียกเก็บผ่านผู้ค้าน้ำมันโดยหน่วยงานบริหารการจัดเก็บภาษีของรัฐ คือ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร  ซึ่งเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นรายได้ของรัฐที่รัฐบาลบังคับเก็บจากผู้บริโภค โดยไม่มีสิ่งตอบแทนโดยตรง เงินส่งเข้ากองทุนดังกล่าวจึงเป็นการนำเงินไปใช้จ่ายในการอุดหนุนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการเพียงบางราย    การเรียกเก็บเงินและการจ่ายเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง   จึงเป็นการดำเนินการไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับและให้อำนาจไว้ ขณะที่ตามหลักการคลังมหาชน การเก็บเงินจากประชาชนของภาครัฐนั้น จะต้องใช้ฐานอำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

               หนังสือดังกล่าวยังระบุอีกว่า ที่นายกฯอ้างว่าออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 แต่เมื่อพิจารณาพ.ร.ก.ฉบับนี้แล้ว ไม่พบว่ามีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจในเรื่องนี้ การมีคำสั่งนายกฯครั้งนี้จึงเป็นการออกคำสั่งที่มีเนื้อหาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกันการจะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายนี้ต้องออกเป็นกฎหมายในลำดับชั้นเดียวกัน

               “ทำให้การจัดตั้งกองทุนน้ำมันไม่มีกฎหมายรองรับและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการเรียกเก็บเงินและการใช้จ่ายเงินกองทุนน้ำมันฯตามคำสั่งนายกฯที่กำหนดให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันโดยไม่นำส่งคลังก่อน จึงไม่ชอบด้วยพ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 12 รวมถึงพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2502 ด้วย เห็นควรที่คสช.จะให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณายกเลิกคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสมควรพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับประโยชน์ในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น”

               อย่างไรก็ตามทางผู้ตรวจฯ ยังมีความเห็นเสนอว่าการบริหารกองทุนพลังงาน ของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เนื่องจากเมื่อพิจารณาพ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน พ.ศ. 2556 ที่จัดตั้งเป็นองค์การมหาชน มีหน้าที่จัดหาเงินมาดำเนินการเพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมั้นเชื้อเพลิงภายในประเทศ พร้อมดำเนินการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการบริหารกองทุนพลังงาน เมื่อกองทุนน้ำมันฯจัดตั้งและดำเนินการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจในการจัดเก็บ การจ่ายเงินกองทุนน้ำมัน การบริหารกองทุนของสถาบันบริหารกองทุนพลังงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย