
'วิษณุ'ปัดคสช.สั่งร่างรธน.ชั่วคราวแล้ว
'วิษณุ'ปัดคสช.สั่งร่างรธน.ชั่วคราวแล้ว โฆษกคสช.แจงยังไม่มีข้อสรุปแนวปรองดองระยะแรก แต่จะส่งให้ระยะ 2 เพื่อตั้งสภาปฏิรูป ปลัดกต.พบรมว.กต.เวียดนามเล็งพบออสซี่
5มิ.ย.2557 นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกระแสข่าวคสช.สั่งให้ร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวว่า ยังไม่ได้รับการมอบหมายหรือแจ้งจาก คสช. แต่อาจจะมีความตั้งใจหรือใครที่ไปทำหน้าที่ยกร่างขั้นต้นเสร็จแล้วอาจจะมาให้ดู แต่ตนยังไม่รู้ เพราะนั่นเป็นความตั้งใจของเขา แต่ก็คงเป็นไปได้ คงไม่มีใครไปปั้นเรื่องขึ้นมา แต่คิดว่าหากทำเสร็จระดับหนึ่งแล้ว อาจจะต้องมีคนขัดเกลา คนที่ดำเนินการจะเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือ หน่วยใดก็แล้วแต่ ซึ่งในเบื้องต้นนี้ ตนไม่รู้ แต่ที่มีคนบอกว่าให้ตนร่างนั้น ไม่เป็นความจริง ตอนนี้มีกฎหมายที่มาวางไว้ที่โต๊ะเยอะมาก
นายวิษณุกล่าวต่อว่า คสช.ได้มอบหมายให้ตนดำเนินการ 2 ส่วนคือ1.กฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ หลังจากยุบสภาไปแล้ว โดยให้ตนพิจารณาดูว่ากฎหมายฉบับใดที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ หรือควรจะรอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา รวมถึงกฎหมายที่ค้างอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายที่กระทรวง และหน่วยงานต่างๆ อยากแก้ไข แต่ติดขัดบางประการ ก็ให้ทำเสนอขึ้นมา เช่น บางเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ก็ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ ตนพิจารณาดูว่า บางฉบับรอให้มี สนช.ขึ้นมาพิจารณาก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนใน 1-2 วันนี้ โดยกฎหมายทั้งหมดถูกนำไปวางอยู่บนโต๊ะที่หัวหน้า คสช. จำนวนประมาณ 100-200 ฉบับ ซึ่งทาง คสช.ได้นำมาให้ตนดูแล้ว เมื่อตนดูแล้วบางฉบับก็ด่วนจริง บางฉบับสามารถรอให้มี สนช.ก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกประกาศ คสช.ในทันที 2. มีบางเรื่องโดยเฉพาะเจาะจง เช่นมีการออกประกาศ คสช. ไปก่อนแล้ว และมีหน่วยงานรายงานมาว่ามีข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือติดขัดอะไร ก็จะต้องมาแก้ไขต่อไป
“ตอนนี้ออกประกาศ คสช.50-60ฉบับ มีหลายหน่วยงานโวยวายว่ามีข้อขัดข้อง หรือ พบว่ามีช่องโหว่ ซึ่งก็ต้องมาตามแก้ให้เขา และผมก็ไม่ได้เป็นผู้ออกประกาศ คสช.เหล่านั้น ส่วนใหญ่เชิญเขาเข้ามาดูว่า ข้อขัดข้องคืออะไร และทำไมตอนนั้นไม่ยอมบอก เนื่องจากหน่วยงานที่มีปัญหาส่งรายละเอียดไปที่ คสช. “ นายวิษณุ ระบุ
เมื่อถามถึง รูปแบบ การตั้ง สนช. และจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่วันนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญอยู่ไหน หรือ ร่างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกวันนี้อ่านตามไลน์ที่ส่งมา แต่ตนยังไม่เห็นตัวร่าง มั่นใจว่าข่าวที่เกิดมาไม่ได้มีแต่งขึ้น แต่มีคนไปบอกว่า ตั้งใจว่าอย่างนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่มาเลย เมื่อถามถึง กรณีที่หากมีการยกเลิกอัยการศึกผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. จะไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศ คสช.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ก็สามารถเรียกให้บุคคลนั้นมารายงานตัวได้อยู่แล้ว โดยให้อำนาจ 10 ประการ โดย 1 ใน 10 ประการ เป็นอำนาจในการเรียก ดังนั้น แม้ยกเลิกอัยการศึก คดีก็ไม่สิ้นสุด เมื่อเป็นคดีแล้วก็ต้องดำเนินการต่อไป อาจจะดำเนินการทางด้านศาลทหาร หรือ ศาลพลเรือนก็ได้แล้วแต่คำสั่ง ไม่ใช่ว่ายกเลิกแล้วทำให้คดีสิ้นสุด เพราะความผิดสำเร็จไปแล้ว
โฆษกคสช.แจงยังไม่มีข้อสรุปแนวปรองดองระยะแรก
พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงว่า มีประเด็นที่สื่อยังเข้าใจไม่เพียงพอ ในเรื่องความความเข้าใจเรื่องของสำนักคณะกรรมการปรองดองเพื่อการปฏิรูป ที่มีลักษณะการทำงาน 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายปกครองและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) มีทั้งกิจกรรมการแสดงดนตรี ให้บริการทางการแพทย์ มีการพบปะกันในแต่ละพื้นที่ ส่วนที่สองคือคณะทำงานเตรียมการปฏิรูป ที่ระยะแรกคสช.จะอยู่ในฐานะของผู้อำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่ให้สนับสนุนให้มีเวที ให้แต่ละส่วนแต่ละคนมาพบปะกัน ในระดับพื้นที่ก่อน เพื่อเตรียมการไปสู่ระยะที่สอง ที่เข้าใจว่าจะเป็นสภาปฏิรูป
"ระยะแรกเป็นแค่กระบวนการเริ่มต้น แต่มีเสียงสะท้อนว่ายังดูบุคลากรที่เข้ามามีส่วนร่วมยังไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม กลุ่มต่างๆ แต่ย้ำว่ายังเป็นแค่การอำนวยความสะดวกให้มีโอกาสให้พบเจอ แสดงออก แล้วทางคสช.เราจะรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดในระยะนี้โดยจะไม่สรุปและประมวลผล แต่จะส่งไปให้ระยะที่สองเท่านั้น"พ.อ.วินธัย กล่าว
ลั่นติดตามคนที่ยังไม่มารายงานตัวเต็มความสามารถ
พ.อ.วินธัย กล่าวถึงการเรียกนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) เข้ารายงานตัวว่า การเรียกรายงานตัวท่านหลัง ๆ เป็นการเชิญมาทำความเข้าใจปรับทัศนคติ บางท่านก็ไม่ถูกควบคุมตัว และการเชิญรายงานตัวมีการปฏิบัติที่ไม่ใช่ลักษณะของผู้กระทำผิด ส่วนผู้ที่ไม่พร้อม ไม่สบายหรือป่วยอยู่ก็สามารถยื่นเอกสารและหลักฐานได้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการเร่งรัดให้เข้าพบ เป็นการปฏิบัติอย่างฉันท์มิตรไม่ได้เป็นศัตรูต่อกัน
ส่วนในด้านข้อมูลของผู้ที่ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเลขผู้ไม่มารายงานตัวไม่ชัดเจน เพราะการไม่มารายงานตัวมีหลายสาเหตุ ทั้งอาการเจ็บป่วย และความไม่พร้อมเพราะอยู่ต่างประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ก็มีวิธีที่จะตรวจสอบได้อยู่แล้ว ทั้งนี้มีบางคนที่ตั้งใจหลบหนีไปยังต่างประเทศจริง ๆ ก็กำลังใช้มาตรการในทางกฎหมายมากดดันอยู่อย่างเต็มที่และผู้จงใจหลบหนีไปยังต่างประเทศก็อยู่ในฐานะผู้หลบหนีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่เจ้าหน้าที่จะตามตัวได้นั้นคงยาก ส่วนข้อมูลว่าใครหนีไปที่ใดนั้นข้อมูลจะอยู่กับผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง คงเปิดเผยไม่ได้ แต่มั่นใจว่าหากเจ้าหน้าที่ทราบก็จะติดตามได้ นอกจากนี้การประสานไปยังประเทศต่าง ๆ ที่ผู้หลบหนีนั้นอาศัยอยู่นั้นต้องปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะขอความร่วมมือกับประเทศนั้น ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ผู้ที่หลบหนีอยู่ประเทศนั้นเชื่อว่าจะดำเนินการอย่างเต็มขีดความสามารถ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่สร้างความขัดแย้งใช่หรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า สื่อเป็นช่องทางหนึ่งที่มีผลต่อความขัดแย้งที่ผ่านมาในอดีต สื่อแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือสื่อค่อนข้างมีผล อาจจะมีการเสนอให้มีการแสดงออกและนำไปสู่ความขัดแย้ง หลายท่านที่ได้บริโภคสื่อและข่าวสารสื่อสามารถชี้นำความรู้สึกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคสื่อจะเหมือนกันหมด แต่มีข้อมูลชัดเจนว่าสื่อมีผลต่อการชี้นำความรู้สึกไปหลาย ๆ เชิง ทั้งก้าวร้าวหรือเกลียดชังก็มี
เรียกอดีตส.ส.เพื่อไทยรายงานตัวอีก
ผู้สื่อข่างรายงานว่า ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ คสช.ได้เรียกบุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 48/2557 จำนวน 3 คน ประกอบไปด้วย นายสมชาย สอนอุบล แกนนำเสื้อแดงจ.ปทุมธานี นายนาวิน บุญเสรฐ อดีตส.ส.พิจิตร พรรคเพื่อไทย และนายธานินทร์ อังสุวรังษี อดีตกรรมการ ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ซึ่งบุคคลที่มีรายชื่อดังกล่าวต้องเข้ามารายงานตัวภายในวันนี้ ที่ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก ภายในเวลา 13.00 -15.00 น.
จนกระทั่งเวลา 13.10น. ภรรยาของนายนาวิน บุญเสรฐ ได้เดินทางมาชี้แจงต่อ คสช. ว่า นายนาวิน ได้เดินทางเข้ารายงานตัวที่ค่ายพ่อขุนผาเมือง จ.เพชรบูรณ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาเวลา 13.30 น. นายธานินทร์ อังสุวรังษี อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ เดินทางมายังหอประชุมกองทัพบกด้วยรถยนต์ส่วนตัว และได้เข้ารายงานตัวต่อ คสช. เรียบร้อยแล้ว สำหรับ นายสมชาย สอนอุบล แกนนำเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ไม่ได้เข้ามารายงานตัวในวันนี้ตามคำสั่งของ คสช.แต่อย่างใด
"ประยุทธ์"สั่งกต.-ก.ท่องเที่ยวแจงต่างชาติ
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หัวหน้าคสช.ขอให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาช่วยสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ โดยใช้กลไกที่มีอย่างเต็มที่ ให้สร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. และหลัง 22 พ.ค. ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรและมีการเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชนคลี่คลายอย่างไรตามระดับ จึงอยากให้สร้างความเข้าใจในบริบทนี้
"คสช.ยังคงต้องทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องมีคสช.และสะท้อนให้เห็นปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศยึดอำนาจโดยคสช. ในวันที่ 22 พ.ค. นอกจากนี้ด้านการท่องเที่ยว ได้มีศูนย์ตามประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว ซึ่งหัวหน้า คสช.ได้มอบหมายให้ชี้แจงในด้านนี้ด้วย ซึ่งเดิมมีปัญหาด้านการจ่ายงบประมาณด้านการท่องเที่ยว แต่ขณะนี้ล็อกต่าง ๆ ก็คลายลงแล้วจึงอยากให้มีการชี้แจง ซึ่งเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นคืนมาได้"ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าว
ย้ำ3กลุ่มงานขับเคลื่อนประเทศถูกต้อง-ชอบธรรม
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมกลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดินใน 3 ส่วนงาน คือ กลุ่มงานฝ่ายกิจการพิเศษ กลุ่มงานฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และส่วนงานขึ้นตรงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมครบทุกภาคส่วน
พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอให้ทุกหน่วยงาน รวมทั้งองค์กรอิสระ เดินหน้าแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ภายใต้ความชอบธรรมและโปร่งใส ซึ่งคสช.จะให้การสนับสนุน โดยยึดมั่นตามหลักการที่ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายมากไปกว่านี้ และต้องการเห็นทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างชาติ สร้างวินัยให้สมบูรณ์ทัดเทียมกับต่างประเทศ ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ โดยกำชับให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มงานเร่งดำเนินการ ส่วนที่คสช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบภายในการทำงานแต่ละส่วนงานนั้นเชื่อว่า จะเกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม พร้อมย้ำทุกส่วนราชการ ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินงาน และศึกษาด้วยว่าจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวหรือไม่
ปลัดกต.พบรมว.กต.เวียดนามเล็งพบออสซี่
มีรายงานว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่แทนรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 4 - 5 มิถุนายน และมีกำหนดพบปะและหารือกับนายฝ่าม บิ่งห์ มิงห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนามในเวลา 11.00 น.
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าเวียดนามเป็นประเทศอาเซียนที่ 3 ที่ได้เดินทางมาเยือน เพราะถือว่าเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านของไทย จึงจำเป็นต้องชี้แจงทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ในประเทศไทยให้เกิดความเชื่อมั่นในอาเซียนด้วยกันก่อนว่ามีเหตุผลความจำเป็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เข้ามาควบคุมอำนาจชั่วคราว เพื่อให้เกิดความสงบและขณะนี้คสช.มีแผนปรองดองและแผนสำหรับการเดินหน้าเลือกตั้ง หรือแผน 3 ขั้นที่ชัดเจน เชื่อว่าจะทำให้นานาประเทศเข้าใจ โดยกระทรวงการต่างประเทศมีแผนที่จะเดินสายชี้แจงกับประเทศอาเซียนก่อน จากนั้นจะไปญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย
ทั้งนี้ยืนยันได้พยายามใช้ทุกช่องทางในการสื่อสารและทำความเข้าใจและหลังจากนี้มีกำหนดพบปะกับสื่อมวลชนต่างประเทศที่อยู่ในไทย เพื่อทำความเข้าใจในสถานการณ์ในประเทศให้ชัดเจน
"คำถามที่อยู่ในใจของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่คือกรอบเวลา ดังนั้นเมื่อเรามีกรอบเวลาที่ชัดเจนก็หวังว่าพัฒนาการต่าง ๆ จะทำให้มั่นใจมากขึ้น และเราก็จะเดินสายชี้แจง ที่ผ่านมาเราก็พยายามทำทุกช่องทาง และทุกโอกาส กลับไปจะไปเจอกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย เพราะข่าวที่ออกไป อาจจะคลาดเคลื่อน ก็ต้องชี้แจง"นายสีหศักดิ์ กล่าว
ส่วนที่หลายประเทศได้ประกาศยกเลิกความร่วมมือหรือตัดงบประมาณความร่วมมือกับไทยนั้น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าเป็นการตัดสินใจของประเทศเหล่านั้น แต่ก็ได้ชี้แจงและขอให้มองผลประโยชน์ในระยะยาว เพราะไทยไม่ได้หายไปจากแผนที่ ยังคงอยู่ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การเมืองในภูมิภาค ซึ่งการกระทำหรือท่าทีของบางประเทศที่แสดงออกมา อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเอง
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยังยืนยันว่าการที่คสช.ควบคุมตัวบุคคลบางคน ก็ยังอยู่ในอนุสัญญาสากลตามหลักมนุษยธรรม เพราะเป็นการควบคุมเพื่อความสงบ และไม่เกิน 7 วันตามข้อกฎหมาย จึงเชื่อว่านานาชาติเข้าใจ
เวียดนามเข้าใจสถานการณ์ในไทยดีขึ้น
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้เล่าให้เวียดนามทราบถึงสถานการณ์ของไทยและพัฒนาการล่าสุด และได้ชี้แจงสาเหตุที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการรักษาความสงบ และบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่ความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเวียดนามได้ขอบคุณที่มาชี้แจงและเห็นว่าไทยมีบทบาทที่สำคัญเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จึงมีความห่วงใยสถานการณ์ในไทย และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเวียดนามได้ติดตามสถานการณ์ในไทยและเห็นว่าไทยจะเข้าสู่ภาวะปกติ มีการประกาศแผนการดำเนินการตามขั้นตอน จึงมั่นใจว่าสถานการณ์ในไทยดีขึ้น และนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามก็ไม่กังวล อย่างไรก็ตามได้ขอให้เวียดนามสนับไทยในเวทีต่าง ๆ อาทิในการประชุมอาเซียน-ยุโรป เนื่องจากขณะนี้มีท่าทีจากบางประเทศที่กดดันไทยและลดระดับความสัมพันธ์ โดยขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวกับไทย ทั้งนี้มั่นใจว่าประเทศในอาเซียนด้วยกันจะมีความเข้าใจในประเทศไทย ซึ่งไทยมีบทบาทในอาเซียน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับ2



