
7เคล็ดไม่ลับ...กู้ให้โดนใจแบงก์
ไม่กี่วันที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าในการทำงานครบ 1 เดือนของศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
คุณสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. เป็นคนแยกแยะข้อมูลให้เห็นจะจะว่า ปัญหาที่พบมีเรื่องอะไรบ้าง
ข้อมูลที่ศูนย์ได้รับเป็นข้อมูลในลักษณะของการ “ร้องเรียน” ของผู้บริโภคที่ตลอดระยะเวลา 1 เดือน มีจำนวน 500 ราย เรื่องที่แจ้งเข้ามาส่วนใหญ่พบว่า เป็นปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อสูงถึง 160 ราย
“เราพบว่า ลูกค้าที่มีปัญหาการปล่อยสินเชื่อนั้นจะถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินมากที่สุด และสถาบันการเงินมักจะอ้างว่าลูกค้าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จึงไม่ให้สินเชื่อ” ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
นอกจากนี้ เรื่องที่สถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อ อีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาของลูกค้าเองที่ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน รวมทั้งเรื่องของบัตรเครดิต ที่ลูกค้าได้ยื่นขอสมัครบัตรเครดิตแล้วไม่ผ่านการอนุมัติ เนื่องจากมีรายได้ไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งหากว่า ลูกค้าสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีรายได้ที่เพียงพอก็ส่งเอกสารหลักฐานยืนยันไปยังสถาบันการเงินดังกล่าวได้
ตัวอย่างของปัญหาที่ศูนย์ได้รับข้อร้องเรียนและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นมาได้ ก็เช่น ร้องเรียนเรื่องไม่ผ่านเครดิตบูโร 44 ราย เอกสารไม่ครบ 28 ราย การปฏิเสธการให้สินเชื่อโดยไม่ทราบสาเหตุ 20 ราย หลักประกันไม่เข้าเกณฑ์ 10 ราย ร้องเรียนการปรับโครงสร้างหนี้ 53 ราย ได้ข้อยุติไปแล้ว 25 ราย มีการทวงหนี้โหด พนักงานพูดจาไม่สุภาพ ส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือนอนแบงก์ ซึ่งเรื่องนี้ ผู้บริหารแบงก์ชาติ บอกว่า ธปท.ได้ทำหนังสือตักเตือนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่รับจ้างทวงหนี้
จะว่าไปแล้ว การกู้ยาก ดูจะเป็นเรื่องปกติในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ เพราะสถาบันการเงินต้องยึดหลัก “เซฟตี้ เฟิร์สท” คือ ปลอดภัยไว้ก่อน เพราะถ้าปล่อยสินเชื่อแบบหละๆ หลวมๆ โอกาสที่จะเกิด “เอ็นพีแอล” สร้างปัญหาให้แก่ฐานะการเงินของสถาบันการเงิน ก็เป็นไปได้ง่ายๆ
แต่ไม่ใช่ว่า แบงก์จะไม่อยากปล่อยสินเชื่อ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า “ดอกเบี้ยเงินกู้” ที่แบงก์ได้รับจากสินเชื่อประเภทต่างๆ นั้น บันทึกบัญชีเป็น “รายได้” ของแบงก์ ยิ่งปล่อยสินเชื่อ (คุณภาพดี) ได้มาก รายได้ก็มากตามไปด้วย
ดังนั้น โอกาสที่แบงก์จะปล่อยสินเชื่อย่อมเป็นไปได้แน่นอน เพียงแต่ลูกค้าจะทำอย่างไรหรือเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งสินเชื่อนั้นๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ลมหายใจรวยริน ต้องการสภาพคล่องมาต่อชีวิตอย่างเร่งด่วนในขณะนี้
คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า "เคล็ดลับการขอสินเชื่อให้โดนใจแบงก์" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ "คู่มือธุรกิจ SMEs ตอน ก่อร่างสร้างธุรกิจ" จัดพิมพ์โดยธนาคารกสิกรไทย บอกวิธีเตรียมพร้อมไว้ 7 ขั้นตอน
อันดับแรก ภาคธุรกิจต้องเดินสเตทเม้นท์ (Statement) หรือเดินบัญชีให้มากเพราะธนาคารไม่ได้รู้จักธุรกิจของทุกคน ดังนั้น วิธีการที่ธนาคารใช้ดูก็จะอ้างอิงจากกระแสเงินสดเข้า-ออกในบัญชีเงินฝากของธนาคารแทน
อันดับสอง ประวัติการค้างชำระหนี้ทุกประเภทของกรรมการหรือหุ้นส่วนของบริษัท จะถูกนำมาพิจารณาในการอนุมัติสินเชื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อันดับสาม อย่าปล่อยให้มีประวัติเช็คคืน เพราะหากท่านมีประวัติการจ่ายเช็คและถูกคืน อาจเป็นการแสดงถึงความสามารถในการจัดการด้านการเงินหรือการขาดสภาพคล่องของธุรกิจ
อันดับสี่ เอกสารทางการค้ามีมูลค่าต้องเก็บไว้ให้ดี เพราะเอกสารทางการค้าจะแสดงถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบัญชีซื้อขาย สำเนาใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อสินค้า ใบเสร็จรับเงิน
อันดับห้า หลักประกันคือสิ่งสำคัญของการพิจารณาสินเชื่อ หลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับการขอสินเชื่อคือ สถานประกอบกิจการ รองลงมาคือหลักประกันอื่นๆ ที่ท่านมี เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ หรือเครื่องจักร
อันดับหก แหล่งรายได้และภาระหนี้จะเป็นตัวกำหนดวงเงิน แม้ว่าบางครั้งท่านอาจจะเสนอหลักประกันที่มีมูลค่าสูงกว่าวงเงินสินเชื่อที่ท่านขอ แต่ธนาคารก็อาจจะอนุมัติต่ำกว่าที่ขออีก เนื่องจากธนาคารมิได้มองมูลค่าหลักประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะดูภาระหนี้สินรวมและจำนวนเงินที่ท่านจะสามารถผ่อนชำระได้
และสุดท้าย ถึงไม่มีหลักประกันก็ยังขอสินเชื่อได้ แต่คุณสมบัติของผู้กู้ก็ต้องสูงกว่าการขอสินเชื่อปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทำงานยอดหมุนเวียนบัญชี งบการเงินที่ดี และอาจจะเป็นประวัติการติดต่อที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ทำได้ครบ 7 เคล็ดลับ...รับรองกู้ผ่านฉลุย
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



