ข่าว

ขอ'ทองโบราณ'คืนภารกิจด่วนเพื่อแผ่นดิน

ขอ'ทองโบราณ'คืนภารกิจด่วนเพื่อแผ่นดิน

05 มิ.ย. 2557

ขอ'ทองโบราณ'คืนภารกิจด่วนเพื่อแผ่นดิน : กันยา ขำนุรักษ์, ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน

                เหตุการณ์ขุดพบทองคำโบราณในพื้นที่สวนปาล์มของ "วิ ทับแสง" เกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่บ้านทุ่งอ้อ หมู่ 7 ต.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความฮือฮาและเป็นข่าวดังไปทั่วโลก กระทั่งมีชาวบ้านทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นเกิดอาการตื่นทองทะลักเข้ามาแสวงโชคอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สวนปาล์มเนื้อที่ 7 ไร่ ดูคับแคบไปถนัดตา

                ทว่า หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ทางสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ก็จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่และทองคำโบราณที่มีการขุดพบ พร้อมประสานความร่วมมือมายัง นายวิ ทับแสง เพื่อขอตรวจสอบและศึกษาพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์เก่าแก่ในสมัยอดีต หลังจากได้ตรวจพิสูจน์ทองคำบางส่วนที่มีการขุดพบจากชาวบ้านไปบ้างแล้ว จึงตัดสินใจขอให้นายวิเข้าแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ เพื่อห้ามผู้ใดบุกรุกพื้นที่ดังกล่าว ก่อนประสานความร่วมมือไปยังกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารให้เข้ามาช่วยดูแลพื้นที่ พร้อมกับวางลวดหนามเป็นแนวกั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา เพื่อรอการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบอย่างละเอียด

                ถึงวันนี้การพิสูจน์ทราบพื้นที่ดังกล่าวก็ยังไม่ได้ดำเนินการ เพียงแต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการในตอนนี้ ก็คือเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่ขุดพบทองคำโบราณดังกล่าว นำกลับมาส่งคืนให้ทางราชการ เพื่อจะได้นำมาศึกษาถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเก็บรักษาเป็นสมบัติของแผ่นดิน โดยที่ทางราชการยินยอมจ่ายให้ในราคาที่เหมาะสม

                ที่สำคัญภารกิจนี้ถือเป็นการทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ในการมีส่วนร่วมช่วยกันเก็บรักษาโบราณวัตถุ ซึ่งมากด้วยคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์แก่คนรุ่นหลังในอนาคต ด้วยการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาไว้เป็นทรัพย์สมบัติแผ่นดินที่ จ.พัทลุง

                นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะคนในพื้นที่ ระบุว่า เมื่อทราบกันแล้วว่าทองคำที่ขุดพบเป็นของเก่าแก่ในยุคอดีต จึงขอวอนให้ประชาชนที่ได้ขุดพบทองคำให้นำมามอบคืนให้ทางราชการ เพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ตรวจสอบและประเมินราคา ประเมินคุณค่าอย่างละเอียด เพื่อจะได้นำมาเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน สมบัติของคนพัทลุง ที่สำคัญเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา โดยทางราชการยินยอมจะจ่ายเงินให้เพื่อเป็นการตอบแทนตามความเหมาะสม และทองคำทุกชิ้นที่ได้กลับมานั้น จะนำมาเก็บไว้ที่ จ.พัทลุง โดยจะสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี และในอนาคตสถานที่ที่พบทองคำโบราณดังกล่าวก็อาจจะมีโอกาสพัฒนาฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.พัทลุง ต่อไปอีกด้วย

                ไม่ต่างกับ อนันต์ ชูโชติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมศิลปากร ที่เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมขอร้องให้ชาวบ้านที่ขุดพบทองคำโบราณเหล่านั้น นำมามอบคืนให้ทางราชการเพื่อเก็บรักษาเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน

                ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่า ขอความร่วมมือให้เหล่าบรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นต่างๆ เร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้านเรื่องการขอคืนทองคำดังกล่าวที่ขุดพบแก่เจ้าหน้าที่ โดยยืนยันว่าทางราชการจะใช้วิธีการประเมินราคา โดยดูในรายละเอียดของทองคำแต่ละชิ้นถึงมูลค่าและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ก่อนจะจ่ายเงินตอบแทนให้ชาวบ้านจำนวน 1 ใน 3 ของราคา และก็ยืนยันว่า จะให้ราคาสูงกว่าตามท้องตลาดในปัจจุบัน หากชาวบ้านรายใดมีความต้องการจะคืนทองคำที่ขุดพบให้แก่ทางราชการ เพื่อไว้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ของอดีตที่ผ่านมา สามารถติดต่อมอบคืนได้ที่เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง โดยทองคำทุกชิ้นจะถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นสมบัติของชาวพัทลุงและของแผ่นดินไทยเป็นอย่างดี

                ขณะที่ อานัฐ บำรุงวงค์ ผอ.สำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช และนักโบราณคดีของกรมศิลปากร กล่าวว่า ทองและวัตถุที่ชาวบ้านขุดพบเป็นของเก่าแก่สมัยอดีต สังเกตเบื้องต้นจากการทับถมของธรรมชาติมีความลึกลงไปในพื้นดินประมาณ 3 เมตร ซึ่งใช้ระยะเวลาการทับถมนานมาก จากการตรวจพิสูจน์ดูลักษณะฝีมือของช่างทำทองคำดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงสมัยอยุธยา หรือก่อนหน้านี้ แต่ในเบื้องต้นน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นของเก่าแก่รุ่นสร้างพระธาตุ หากขุดลึกลงไปอีกก็จะเจอน้ำไหลผ่าน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชัดได้ด้วยว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นทางน้ำเก่าแก่ในอดีตที่สามารถเชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลาได้ และทองคำดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ว่าคงเกิดอุบัติเหตุเรือล่ม พร้อมทั้งเชื่อว่าใต้พื้นดินในละแวกนั้นยังคงมีวัตถุโบราณหลงเหลืออยู่ให้เจ้าหน้าที่สำรวจอีก ซึ่งข้อสมมุติฐานจะชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรสามารถลงขุดสำรวจพื้นที่

                ส่วนเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ ระบุว่า ล่าสุดได้นำทองคำแผ่นที่ขุดพบ น้ำหนักร่วม 2 บาท ส่งมอบคืนให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เพื่อใช้ในการพิสูจน์ที่มาที่ไปอย่างละเอียดแล้ว พร้อมกับจ่ายเงินให้เป็นจำนวน 1 ใน 3 ของราคา และทองคำเหล่านี้ก็จะถูกเก็บรักษาอย่างดีไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินไทย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชมได้ศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พร้อมกันนี้ผู้ที่นำมาส่งมอบคืน ทางราชการจะเสนอให้เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลและแผ่นดินไทย

                นี่คือภารกิจหลักของทุกฝ่ายที่ต้องเร่งมือทวงคืนทองคำที่มากด้วยคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ และไม่ควรตกอยู่ในมือเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
                                                                                                                     
..............................................
(หมายเหตุ : ขอ'ทองโบราณ'คืน ภารกิจด่วนเพื่อแผ่นดิน : กันยา ขำนุรักษ์, ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน)