ข่าว

เร่งคืนปชต.-โปร่งใสตรวจสอบได้

เร่งคืนปชต.-โปร่งใสตรวจสอบได้

05 มิ.ย. 2557

เร่งคืนปชต.-โปร่งใสตรวจสอบได้ : บรรณาธิการประจำวันที่5มิ.ย.2557

            นับเป็นระยะเวลากว่า 10 วันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่อว่าจะเกิดความรุนแรง ถือเป็นช่วง 10 กว่าวันที่ คสช.ใช้ยาแรงในการพยายามควบคุมทุกฝ่ายให้สงบนิ่ง มีการออกคำสั่งเรียกตัวบรรดาบุคคลจำนวนหลายร้อยคนเข้ารายงานตัว ซึ่งจากรายชื่อที่ดูแล้วก็เป็นระดับแกนนำของทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง รวมถึงมาตรการกวาดล้างอาวุธสงครามครั้งใหญ่ ที่ต้องยอมรับว่าในห้วงสถานการณ์การเมืองมีความแตกแยก ได้มีการสะสมอาวุธและนำมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องเร่งกำจัดให้มากที่สุด ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันแม้จะนิ่งในระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องจับตาและพยายามบริหารจัดการไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

            ขณะเดียวกัน คสช.ได้ประกาศโรดแม็พ 3 ขั้นตอนเป็นปฏิทินในห้วงดำเนินการมีระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี 3 เดือน โดยเริ่มจากการสร้างความปรองดองให้สังคมอยู่ร่วมกันได้แม้เห็นต่าง เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงจนสูญเสียชีวิตดังอดีตที่ผ่านมา จากนั้นเตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูป พร้อมทั้งมีรัฐบาลชุดใหม่ก่อนเริ่มปีงบประมาณ 2558 คือก่อนวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการเดินหน้าเพื่อคืนประชาธิปไตยและอำนาจกลับสู่ประชาชน และขั้นตอนเหล่านี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้นำไปชี้แจงต่อนานาประเทศเพื่อทำความเข้าใจ โดยเฉพาะบางประเทศใช้วิธีการระหว่างประเทศตอบโต้การรัฐประหารของไทย โดยที่ประเทศเหล่านั้นไม่เข้าใจถึงรากฐานปัญหาความขัดแย้งของไทยอย่างแท้จริง

            ในส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีการวางพิมพ์เขียวคร่าวๆ แล้วว่าจะมีสมาชิกจำนวน 200 คน มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ขณะที่สภาปฏิรูปจะต้องทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ซึ่งตั้งศูนย์ย่อยขึ้นทั่วประเทศ โดยสภาปฏิรูปจะมีสมาชิก 150 คน แยกเป็น 2 ส่วน คือ คัดเลือกจากองค์กรวิชาชีพและองค์กรการศึกษา 140 คน อีก 10 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทำให้เห็นภาพรวมการขับเคลื่อนของ คสช.ตามที่ให้คำมั่นกับสังคมในการคืนประชาธิปไตยและอำนาจให้กลับสู่ปวงชนชาวไทย แม้ในเรื่องดังกล่าวอาจจะมีเสียงสะท้อนในเชิงดักทางไว้ว่าการแต่งตั้ง สนช.และสภาปฏิรูป ต้องมาจากทุกฝ่ายอย่าเลือกข้างเพื่อแสดงว่าความปรองดองนั้นทำจริงไม่ใช่เพียงลมปาก ตรงจุดนี้สำคัญที่ คสช.ต้องทำให้เห็นด้วย

            ขณะเดียวกัน คสช.ได้แสดงออกถึงการไม่เข้าไปล้วงลูกสั่งการข้าราชการประจำหรือเรื่องงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเป็นการป้องกันคำครหาและเสียงทักท้วงถึงการทำงานแบบรวมศูนย์ตรวจสอบไม่ได้ โดยออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดูแลด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมจิตวิทยา และด้านต่างๆ ห้ามเข้าไปก้าวก่ายงานของข้าราชการประจำ รวมทั้งการที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสต่อการดำเนินงานและโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน จึงถือว่า คสช.ก็มองออกถึงการจับตามองของฝ่ายต่างๆ ในสังคม ดังนั้น ถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามแผนโรดแม็พและบริหารจัดการอย่างที่วางขั้นตอนไว้ไม่มีแอบแฝงซ่อนเร้นก็จะสามารถนำพาประเทศออกจากวิกฤติได้