ข่าว

เงินทองต้องรู้ : เงินงอก 3%

เงินทองต้องรู้ : เงินงอก 3%

06 มิ.ย. 2557

เงินทองต้องรู้ : เงินงอก 3% : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

 
                         เป็นไปตามความคาดหมาย หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผย “ภาวะสังคมไทยไตรมาสแรก ปี 2557”
 
                         ไตรมาสแรก ก็คือ สามเดือนแรกของปีนี้ ที่สภาพัฒน์บอกว่า การมีงานทำลดลง 1.8% เป็นการลดลงของการมีงานทำในภาคเกษตร 13.7% เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ขณะที่การมีงานทำนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 4.8% ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.89% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 0.72% ส่วนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อคนต่อสัปดาห์ ลดลงจาก 43.8 ชั่วโมงต่อคนต่อสัปดาห์ในปีที่แล้ว
 
                         ที่สอดคล้องกับภาวะสังคมไทยในไตรมาสแรก ก็คือ การก่อหนี้ครัวเรือน ที่พบว่า การก่อหนี้ชะลอลง จากข้อมูลยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคอุปโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 3.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ปัจจัยหลักๆ มาจากความกังวลเกี่ยวกับรายได้และการมีงานทำในอนาคต ทำให้ครัวเรือนชะลอการบริโภค แต่ก็มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น 
 
                         สภาพัฒน์บอกด้วยว่า แนวโน้มการว่างงานของผู้จบปริญญามีสูงขึ้น ในสาขาศิลปกรรมศาสตร์ วารสารศาสตร์ และสารสนเทศ ธุรกิจและบริหาร พาณิชยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ และคอมพิวเตอร์
 
                         ประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยเดินทางมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า อย่าเพิ่งคิดเรื่องหาเงินหรือแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเลย แค่รักษาเงินที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด หรือคิดแค่ใช้จ่ายเดือนชนเดือนให้เพียงพอ ก็น่าจะดีที่สุดแล้ว
 
                         ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูงแบบนี้ ดีที่สุด คือ มีรายได้เพิ่ม (ซึ่งยาก) และลดค่าใช้จ่าย (ซึ่งก็ยากเหมือนกัน) ถ้าทำแบบดีที่สุดไม่ได้ ก็ต้องทำข้างใดข้างหนึ่ง เพิ่มรายได้ด้วยรายจ่ายเท่าเดิม หรือลดรายจ่ายด้วยรายได้เท่าเดิม เพื่อเพิ่ม “ส่วนต่าง” ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่าย
 
                         มีข้อมูลที่น่าสนใจจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ที่เก็บข้อมูลในรอบ 10 ปี ระหว่างมีนาคม 2547 ถึงมีนาคม 2557 พบว่า การฝากเงินรายย่อยซึ่งมีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชี มีสัดส่วน 98% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด โดยในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการเพิ่มของยอดเงินฝากโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7% ต่อปี ต่ำกว่าการขยายตัวของรายได้ต่อหัวของคนไทยที่เพิ่มขึ้น 6.5% ต่อปี 
 
                         ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การขยายตัวของเงินฝากรายย่อย “ต่ำกว่า” การก่อหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มถึง 13.7% ต่อปี
 
                         เพราะในขณะที่เงินฝากเพิ่มขึ้นปีละ 5.7% การก่อหนี้ภาคครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นปีละ 13.7%
 
                         ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ยังศึกษาพฤติกรรมการออมของคนไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งช่วงบัญชีเงินฝากตามขนาดของบัญชี พบว่า การเติบโตของยอดเงินในบัญชีจะเพิ่มตามขนาดของบัญชี เช่น กลุ่มบัญชีเงินฝากที่มียอดฝากไม่เกิน 5 หมื่นบาท จะมีการขยายตัวของยอดเงินฝากรวม 4.5% ต่อปี ต่ำกว่ากลุ่มบัญชีเงินฝากที่มียอด 5 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท ที่ขยายตัว 6.3% ซึ่งอาจจะหมายความว่า ผู้มีกำลังออมสูงกว่า สามารถให้เงินทำงานได้มากกว่า 
 
                         คำแนะนำพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สูง ก็คือ สามารถเพิ่มเงินออมได้ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจจริง โดยลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่กระทบกับคุณภาพชีวิต เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการพนัน 
 
                         จากตัวเลขการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2554 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบมีสัดส่วน 1% ของค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นต่อเดือน หากเลิกส่วนนี้ได้ เงินออมก็จะงอกเงย 1%   ส่วนค่าใช้จ่ายเล่นหวยและการพนันมีสัดส่วน 1% ของค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นต่อเดือน ถ้าเลิกเหล้าและการพนันได้ เงินออมก็จะงอกเงย 2% และยิ่งหากลดค่าใช้จ่ายด้านสื่อสาร (ซึ่งก็คงหมายถึงค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และสารพัดโซเชียล เน็ตเวิร์ค ทั้งหลาย) ที่มีโครงสร้างประมาณ 3% ของรายจ่ายรายเดือนลงได้สักหนึ่งในสาม เงินออมก็จะเพิ่มขึ้น 3%
 
                         3% สำหรับบางคนกับการซื้อความสุขส่วนตัวอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย และคุ้มค่ากับการยอมสูญเสีย แต่ 3% ที่งอกเงยขึ้นมาหากลด ละ เลิก สิ่งไม่จำเป็น เมื่อทำต่อเนื่อง พอกพูนและเพิ่มพูน เงินงอก 3% ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
 
                         ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ยังพบด้วยว่า กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยจะมีสัดส่วนหนี้ที่นำมาใช้ในการบริโภคอุปโภคต่อหนี้สินทั้งหมดค่อนข้างสูง โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท มีสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค 51% เทียบกับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท ที่มีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 36%  สะท้อนให้เห็นภาวะออมน้อย แต่กู้มาบริโภคหนัก
 
                         ตัวเลขจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย สะท้อนภาพที่ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้เห็นว่า ในรอบระยะเวลานั้นมีทั้งช่วงปีที่เศรษฐกิจดี และช่วงปีที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่พฤติกรรมการออม พฤติกรรมการใช้จ่าย พฤติกรรมการกินอยู่ และพฤติกรรมการก่อหนี้ แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป 
 
                         ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ผู้ที่มีรายได้ไม่สูง ก็ยังออมน้อย ใช้จ่าย-กินอยู่เกินฐานะ และก่อหนี้มาก ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่า ยังออมมากและมีแนวโน้มมากขึ้น พยายามกินอยู่ต่ำกว่าฐานะ และหยุดก่อหนี้
 
                         บางที เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ก็ไม่เกี่ยว !
 
 
 
 
 
--------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : เงินงอก 3% : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)