ข่าว

หลงกลพม่า...บีบ"ผู้ลี้ภัย"เหยียบทุ่นระเบิด

หลงกลพม่า...บีบ"ผู้ลี้ภัย"เหยียบทุ่นระเบิด

28 มิ.ย. 2552

พม่ารบกะเหรี่ยงที่ชายแดนแม่สอด จ.ตาก เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมไม่ได้รับความสนใจมากนัก แม้การสู้รบจะทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายร้อยคน หรือทำให้ชาวกะเหรี่ยงกว่า 3,000-6,000 คนหลบหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ตามศาลาวัดตามเขตชายแดนไทย อาจเป็นเพราะ

 ประเด็นน่าสนใจของการสู้รบครั้งนี้ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา เมื่อชาวกะเหรี่ยง 2 คนที่ลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ไม่กี่สัปดาห์ ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม พร้อมทั้งข่าวลือว่าทหารพม่าข่มขู่ให้ผู้ลี้ภัยทั้ง 3,000 กว่าคนเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้านเดิม ไม่เช่นนั้นจะยึดบ้านและที่ดิน รวมถึงเครื่องมือทำมาหากินทั้งหมด

 จึงเกิดคำถามตามมาว่า "เหตุใดกองทหารถึงอยากได้ชาวกะเหรี่ยงกลับไปพื้นที่เดิม ?"...คงอยากได้มากขนาดยอมเสี่ยงตายฝ่าด่านชายแดนเข้ามาเข่นฆ่าเรฟูจี ที่อยู่ในอารักขาของทหารไทย

 ย้อนอดีตกลับไปจะรู้ว่าสาเหตุการสู้รบเกิดขึ้นมายาวนานกว่า 60 ปี กองทัพกะเหรี่ยงเรียกตัวเองว่า "เคเอ็นยู" หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen Nation Union) ได้ร่วมมือกับ "เคเอ็นแอลเอ" กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army) ต่อสู้กับทหารพม่า เพื่อให้มีรัฐบาลอิสระเป็นของตัวเอง แม้จะถูกทหารพม่าปราบปรามมาตลอด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในสงครามกองโจร และเงินอุดหนุนที่ได้มาจากการค้าขายในตลาดมืด ทำให้ทหารพม่าไม่สามารถเอาชนะได้ กระทั่งเมื่อปี 2537 กะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาพุทธขอแยกตัวออกจากเคเอ็นยู มาสร้างกองกำลังของตัวเอง เพราะรู้สึกว่าการนับถือศาสนาที่แตกต่าง ทำให้พวกตัวเองถูกกดขี่และด้อยค่าในสายตาของผู้นำกะเหรี่ยง ที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์

 นี่จึงเป็นบ่อเกิดของ "ดีเคบีเอ" กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army) เรียกย่อๆ ว่า กะเหรี่ยงพุทธ ทหารพม่าอาศัยจังหวะกะเหรี่ยงทะเลาะกันเอง เข้าไปแทรกแซงยื่นข้อเสนอให้กะเหรี่ยงพุทธได้รับสิทธิพิเศษ มีพื้นที่ปกครองเป็นของตนเอง แต่ต้องช่วยทหารพม่ากวาดล้างกะเหรี่ยงเคเอ็นยูให้สิ้นซาก โดยก่อสงครามรุกรานฐานทัพและยึดพื้นที่ทำมาหากินของชาวกะเหรี่ยงคริสต์เป็นระยะๆ

 การสู้รบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เกิดจากทหารพม่า 5 กองพัน จับมือกับกะเหรี่ยงพุทธประมาณ 3 กองพัน ระดมโจมตีหมู่บ้าน 20 แห่งของกะเหรี่ยงเคเอ็นแอลเอกับเคเอ็นยู เช่น ทีเก่อฮอ, หว่ามีกลา, แม่ละอะใน ฯลฯ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย 10 กว่ากิโลเมตร ด้าน อ.ท่าสองยาง และ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อกองทัพกะเหรี่ยงคริสต์ไม่มีอาวุธและไพร่พลเพียงพอกับการต่อกรกับทหารนับหมื่นคนของฝ่ายตรงข้าม ยุทธวิธีกองโจรจึงถูกนำมาใช้ แต่สิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญที่สุดคือการวางกับดักทุ่นระเบิดไว้รอบหมู่บ้าน ก่อนหอบข้าวของเคลื่อนย้ายหลบหนีมาฝั่งไทย

 มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าทหารพม่าเหยียบกับระเบิดตายไปหลายศพ จึงพยายามส่งตัวแทนมากดดันให้ชาวกะเหรี่ยงที่หนีมาลี้ภัยในเมืองไทยกลับคืนหมู่บ้านเดิม เพื่อให้ช่วยสำรวจว่ามีกับระเบิดฝังไว้ที่ไหนบ้าง พวกเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะแม่นยำเท่ากับผู้ที่ฝังมันเองกับมือ...

 แม้ว่ากองทัพพม่าจะยึดฐานที่มั่นได้หลายแห่ง แต่การสู้รบก็ยืดเยื้อออกไปกว่า 1 เดือน ในที่สุดทหารพม่าก็ประกาศว่าวันที่ 18 มิถุนายน จะเป็นวันดีเดย์ยึดฐานที่มั่นทั้งหมดจากกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ทำให้ผู้หญิงลูกเล็กเด็กแดงและคนแก่จากหมู่บ้านกะเหรี่ยง เริ่มหลบหนีกระสุนปืนข้ามชายแดนไทยวันละหลายร้อยคน ตัวเลขล่าสุดพบว่ามีถึง 3,500 คน จึงเกิดปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย น้ำและอาหาร รวมถึงคนเจ็บป่วยเริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรคทางเดินระบบหายใจ มาลาเรีย และโรคท้องร่วง

 เจ้าหน้าที่ผู้ทำงานเชิงลึกช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงตามแนวชายแดนแม่สอดมานานหลายสิบปี เปิดเผยว่า การแบกรับผู้ลี้ภัยสงครามกว่า 3,000 คนอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้นำทหารไทยบางคนเกิดความกลัวว่าจะรับผิดชอบไม่ไหว ผสมกับสายลับทางฝั่งโน้นยืนยันว่าทหารพม่าได้รับชัยชนะ ยึดฐานที่มั่นได้เกือบหมดแล้ว ความหวังที่จะรอเวลาให้หมดสิ้นเสียงปืน แล้วชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้จะเดินทางกลับพม่า ไปทำมาหากินตามเดิมเริ่มหมดลง กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีคำสั่งลับให้ผลักดันผู้ลี้ภัยบางกลุ่มออกไปนอกชายแดนไทยเริ่มได้รับการปฏิบัติ ไม่มีใครรู้ว่าชาวกะเหรี่ยงจำนวนเท่าไรถูกส่งให้กลับไปตายที่บ้านเกิด

 ด้วยเหตุนี้เครือข่ายเอ็นจีโอ เช่น มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ ฯลฯ จึงออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อการกดดันหรือบังคับผลักดันผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงกลับมาตุภูมิโดยไม่สมัครใจ พร้อมจี้รัฐบาลเข้ามาดูแลปัญหาผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ
 
 พร้อมกันนี้ได้แสดงหลักฐานว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน มีการบังคับผู้ลี้ภัย 99 คนออกจากพื้นที่ ต.แม่สลิด อ.ท่าสองยาง และมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะทยอยผลักดันผู้ลี้ภัยออกไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่การสู้รบยังไม่จบสิ้น ถือเป็นการละเมิดกฎจารีตระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักการการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement policy) 

 องค์กรสตรีกะเหรี่ยง (KWO-Karen Women Organization) แสดงความวิตกว่าผู้หญิงและเด็กจะไม่ปลอดภัย หากเจ้าหน้าที่ไทยบังคับอพยพผู้ลี้ภัยกลับไปฝั่งพม่า บรรดาผู้หญิงกะเหรี่ยงจะเสี่ยงต่อการถูกข่มขืน นอกจากนี้เด็กๆ ก็จะได้รับอันตรายจากความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลบหนีพื้นที่สู้รบ ที่สำคัญผู้ลี้ภัยจะเสี่ยงต่อการถูกฆ่า เพราะพื้นที่การสู้รบครั้งนี้มีการฝังกับระเบิดไว้เป็นจำนวนมาก

 "สุรพงษ์ กองจันทึก" รองประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ยืนยันว่า การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศ เพื่อไปเสี่ยงตายข้างหน้าเป็นความจริง ข้อมูลจากชายแดนถูกส่งมาเรื่อยๆ ขณะนี้สภาทนายความกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ อยากขอร้องให้คนไทยและสังคมไทยช่วยกดดันรัฐบาลอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยสงครามอาศัยอยู่ในเมืองไทย จนกว่าจะเกิดสันติภาพในพม่าและผู้ลี้ภัยสมัครใจที่จะกลับหมู่บ้านของตัวเอง