ข่าว

พิษณุโลกเก็บเห็ดตับเต่าขายกำไรงาม

พิษณุโลกเก็บเห็ดตับเต่าขายกำไรงาม

04 มิ.ย. 2557

พิษณุโลกเก็บเห็ดตับเต่าขายกำไรงาม ขณะที่ชาวคุ้งตะเภา จ.อุตรดิตถ์ ยึดอาชีพปลูกข่าขายสร้างรายได้

 
                      4 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มเข้าสู่หน้าฝนอย่างเต็มตัว ที่ตลาดใต้ หรือตลาดเทศบาล1 อ.เมืองพิษณุโลก มีพ่อค้าที่ขายของป่า นำเห็ดตับเต่ามาวางขาย กิโลกรัมละ 200 บาท และได้รับความสนใจซื้อหาจากประชาชนชาวพิษณุโลกจำนวนมาก เพราะนาน ๆ ครั้งจะพบเห็ดตับเต่ามาวางขายในตลาดเมืองพิษณุโลก เป็นเห็ดที่รสชาติอร่อย
 
                      นายนกเล็ก คงมา ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 815/1 ม.7 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก พ่อค้าขายเห็ดตับเต่า เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพหาของป่ามาขายที่ตลาดใต้หลากหลายชนิด ทั้งไข่มดแดง ยอดจิก ยอดมะกอก ผักหวาน ช่วงเริ่มต้นฤดูฝน เป็นช่วงที่เห็ดตับเต่าจะออกมาก จะขึ้นอยู่ตามชายป่า หัวคันนา ตามริมคลองน้ำที่มีดินชุ่ม ๆ ระยะนี้ตนก็ออกไปเก็บในเขตอ.วังทอง และ อ.บางระกำมาขาย ได้วันละประมาณ 10-20 กิโลกรัม มาขายเองที่ตลาดใต้กิโลกรัมละ 200 บาท และได้รับความสนใจซื้อหามาก เพราะระยะหลัง ๆ เห็ดตับเต่าเริ่มหาได้น้อยลง เป็นเพราะชาวนามีการปรับพื้นที่คันนามากขึ้น พื้นที่ที่เห็ดตับเต่าเคยขึ้นมีการปรับเป็นพื้นที่การเกษตร และมีการใช้สารเคมีมาก ทำให้เห็ดตับเต่าไม่ขึ้น
 
                      ลูกค้ารายหนึ่งที่มาซื้อเห็ดตับเต่า เปิดเผยว่า ช่วงต้นฤดูฝนก็จะหาซื้อเห็ดตับเต่าได้เป็นประจำ จำนำไปแกงใส่หน่อไม้ รสชาติจะอร่อยมาก เห็ดตับเต่าจะออกกรอบ ๆ หนึบ ๆ และจะมาหาซื้อที่ตลาดใต้มักไม่ผิดหวัง
 
 
อุตรดิตถ์ - ชาวคุ้งตะเภายึดอาชีพปลูกข่า-ขายราคาทองคำ
 
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานหน้าบ้านเลขที่ 118 หมู่ 5 ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นายเฉลียว อินเรือง อายุ 67 ปี พร้อมภรรยา และสมาชิกภายในครอบครัว ต่างใช้มีดปลายแหลม ตัดรากฝอย และตกแต่งข่าเกษตร ก่อนจะบรรจุใส่ถุงขนาด 10 กิโลกรัม ส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อไม่จำกัดจำนวน มีมากเท่าไหร่รับซื้อทั้งหมด ในราคากิโลกรัมละ 24-30 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,500 บาท หรือตันละ 25,000 บาท
 
                      นายเฉลียว กล่าวว่า อายุที่มากขึ้นประกอบกับการทำนาในปัจจุบันต้นทุนเพิ่มสูง ราคาต้องอิงกับนโยบายการของรัฐบาล และต้องขนข้าวไปขายถึงโรงสี ตนจึงตัดสินใจจัดสรรที่ดินให้ลูกๆ ได้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว เหลือให้สองตายายอยู่  3 ไร่ จึงหันมาปลูกข่าเกษตร เพราะการปลูกข่าไม่ต้องดูแลมาก ไม่มีโรครบกวนเหมือนพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยด้วย รดน้ำเพียงเดือนละ 2 ครั้ง หากเป็นช่วงที่มีฝนตกยิ่งดี ไม่ต้องรดน้ำ  ใส่ปุ๋ย ธรรมชาติมูลสัตว์ เจริญเติบโตได้ดี
 
                      หลังจากปลูกลงดิน ประมาณ 8 เดือนสามารถเก็บผลผลิตขายได้ เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะหากขุดข่าในกอยังคงมีหน่อใหม่ที่เจริญเติบโตเป็นกอใหม่ได้อีก ประมาณ 2-3 ปี ถึงจะลงทุนไถ่พรวน ขึ้นแปลง เริ่มต้นปลูกข่าใหม่ ซึ่งผลผลิตขุดขายได้ตลอดทั้งปี พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อไม่อั้น ราคาจะอยู่ที่ 24-30 บาท/กรัม เพียงขุดนำมาล้าง ตัดแตกเอารากฝอยออก ใส่ถุงละ 10 กิโลกรัม เฉพาะครอบครัวของตนมีกำลังขุดข่ามาส่งได้ได้เพียงวันละ 100 กิโลกรัม หรือ 2,500 บาท/วัน ทั้งนี้ 1 ไร่ เฉลี่ยได้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน หรือ 4,000 กิโลกรัม ทำให้ครอบครัวมีรายได้จากการขายข่า ตันละ 2,5000 บาท เท่ากับราคาทองคำ 1 บาท หรือไร่ละ 100,000 บาท
 
                      "ตอนนี้ลูกๆที่ได้รับการแบ่งที่ดิน หันมาปลูกข่าเกษตรเป็นอาชีพหลัก และทำนาปลอดสารพิษเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว ข่าคุณภาพดียังขาดตลาด เพียงแต่ว่าเกษตรกรเราไม่ค่อยใส่ใจ ค้นหาข้อมูลสิ่งง่ายๆเหล่านี้ ชอบไปทำอะไรที่มันยากๆ ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่ายต้นทุนต่ำให้ผลผลิตดีและให้ทั้งปีด้วย" นายเฉลียว กล่าว