ข่าว

เรียก'ขรรค์ชัย-บรรณพจน์'รายงานตัว

เรียก'ขรรค์ชัย-บรรณพจน์'รายงานตัว

03 มิ.ย. 2557

คสช.เรียก'ขรรค์ชัย-บรรณพจน์'รายงานตัว สถานบันเทิงพัทยาเฮยกเลิกเคอร์ฟิว

              เมื่อเวลา 20.45 น.วันที่ 3 มิ.ย.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกประกาศฉบับที่  46/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ในวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ณ ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ เวลา 10.00-12.00 น.ดังนี้ 1.นายขรรค์ชัย บุนปาน 2.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ สั่ง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2557

 

 สถานบันเทิงพัทยาเฮคสช.ยกเลิกเคอร์ฟิว

 
              เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 3 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที่ คสช.ออกประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว ในพื้นที่ท่องเที่ยว อันประกอบไปด้วย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต  เพื่อลดปัญหาผลกระด้านการท่องเที่ยว ในส่วนของเมืองพัทยา นายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานชมรมสถานบันเทิงเมืองพัทยา ได้ออกมาแสดงความขอบคุณ คสช.พร้อมกับแสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบที่มีต่อธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงประกาศเคอร์ฟิวว่า ในช่วงที่ทางทหารประกาศเคอร์ฟิวธุรกิจภาคการท่องเที่ยวเมืองพัทยาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานบันเทิงภาคกลางคืน ซึ่งชาวต่างชาติเข้าใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นผับบาร์เบียร์ต่างๆ ซึ่งผลกระทบนั้นแผ่เป็นวงกว้างมาก เนื่องจากรายได้ของคนกลางคืนจะต้องกระจายไปสู่ภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง หรือแม้แต่ทุกๆภาคก็จะมีรายได้ลดตามลงมาด้วย
    
              แต่วันนี้ นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ทางคณะ คสช.ได้เล็งเห็นความสำคัญของประชาชน ก็ต้องฝากขอบคุณ คสช.เป็นอย่างมาก แทนพี่น้องที่ประกอบธุรกิจกลางคืน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ซึ่งจากนี้ไปเชื่อว่า จะนักท่องเที่ยวก็จะฟื้นความเชื่อมั่นกลับได้เช่นเดิมอย่างเร็ว และสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวในเร็ววัน และขอฝากถึงผู้ใหญ่ด้วยว่า หากมีการปรับทั้งทีก็ขอให้ปรับการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนต่อไป โดยเฉพาะภาคบริการ ภาคสังคมตอนกลางคืน และการท่องเที่ยว เช่นพัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ลงทุนน้อย แต่เราสามารถนำเงินเข้าประเทศได้เป็นอย่างมากๆ กว่าอุตสาหกรรมใดอีกด้วย

 

 ททท.เร่งฟื้นท่องเที่ยวรุกเจาะอิเหนา


              นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงานสัมมนาส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวเออีซี “ปักธงรุก บุกแดนอิเหนา รุกเข้าเวียดนาม” ว่า ตลาดนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียมีสัดส่วนของตลาดที่มีศักยภาพสูงถึง 28.3% ซึ่งกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านที่พัก 23,909 บาทต่อทริป สูง 1 เท่าตัวจากค่าเฉลี่ยตลาดอินโดนีเซียโดยรวม ททท.จึงวางแผนส่งเสริมสินค้าตลาดนี้อย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายเจาะกลุ่มตลาดคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการในการรุกขยายตลาดควบคู่ไปด้วย    

              "ททท.มุ่งพัฒนาสินค้าเจาะกลุ่มตลาดบนมากขึ้น มุ่งเป้ากลุ่มครอบครัวและกลุ่มสุภาพสตรีที่นิยมกิจกรรมช็อปปิ้ง เน้นเข้าไปทำตลาดสร้างการรับรู้กลุ่มผู้หญิงเป็นหลัก เพราะเป็นคนที่มีอำนาจการตัดสินใจมากที่สุดในครอบครัวด้านการวางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกจุดหมายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ" นางวิไลวรรณกล่าวและว่า การทำตลาดของ ททท. ในระยะสั้นได้เตรียมชูจุดขายมหกรรมอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์เซลล์ ในวันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคมนี้ ซึ่งปีนี้ได้รับความร่วมมือจากร้านค้าทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นแห่ง และเป็นปีแรกที่การบินไทยร่วมนำเสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ
    
              นางวิไลวรรณกล่าวต่อว่า ตามแผนการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว ที่ ททท.นำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กว่า 548 ล้านบาท รวมถึงกิจกรรมการจัดสตรีทแฟร์ใน 3 ถนนสายหลัก ได้แก่ ราชประสงค์-สยาม, อโศก และสีลม รวมถึงเมืองท่องเที่ยวหลัก เชียงใหม่ หัวหิน พัทยา ภูเก็ต ภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท โดยงานสตรีทแฟร์ จะมีทั้งกิจกรรมบันเทิงและการจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ หากได้รับงบประมาณแล้วสามารถจัดงานได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เชื่อว่าจะสร้างสีสัน สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป้าหมายหลักกลุ่มอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี
    
              น.ส.ณฤดี คริสธานินทร์ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ยูเรก้า อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า โอกาสการทำตลาดอินโดนีเซียและเวียดนามอยู่ที่การใช้การตลาดท่องเที่ยวแนวใหม่ โดยเน้นเจาะตลาดคุณภาพจากเดิมเน้นกลุ่มกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม พบว่าภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย เป็นสิ่งบั่นทอนภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ และเริ่มฝั่งรากในการรับรู้ของต่างประเทศมากขึ้น