
ม.ล.ปนัดดา'ภารกิจปรองดองสลายสีเสื้อ'
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล'ภารกิจปรองดองสลายสีเสื้อ' : สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนพัทย์ ดีช่วยสำนักข่าวเนชั่น
หมายเหตุ - ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ รายการ Business Talk เรื่อง “เปิดโมเดลปรองดองฯ สลายสีเสื้อ” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW26 ดำเนินรายการโดย อติชาต วงศ์วุฒิวัฒน์
ความกดดันกับการเข้ารับตำแหน่งที่คสช.ได้มอบหมายให้ และภาระหน้าที่ในการสร้างความปรองดอง
การรับราชการไม่ว่าจะได้รับคำสั่งให้ไปอยู่กรมใด กระทรวงใดก็ต้องไป การรับงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกต้องมาทำงานต่างหน่วยงาน ต้องมาทำความรู้จักผู้คน ข้าราชการอีกจำนวนมาก ย่อมมีความรู้สึกหนักใจเป็นธรรมดา ซึ่งผมมองว่าความหนักใจจะทำให้เราไม่ประมาท และมุ่งมั่นทำงาน ซึ่งการเอาประสบการณ์ครั้งก่อนๆ กับสิ่งที่ปู่ ย่า ตายายสอนไว้ จะทำให้เราเกิดความรู้สึกที่นิ่งขึ้น
ความคาดหวังในการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูป
การตั้งศูนย์ปรองดองถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้กล่าวอยู่เสมอ สำหรับส่วนราชการนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งลงไปให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว โดยจะทำงานร่วมกับกอ.รมน. ในการช่วยกันประสานความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนในแต่ละจังหวัดให้เกิดขึ้นทั้ง 77 จังหวัด อย่างไรก็ตามหน้าที่ของผมคือการประสานงานในฐานะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เราจะพยายามสื่อไปถึงเพื่อน พี่ น้อง ข้าราชการ ในการทำอย่างไรที่อยากจะเห็นข้าราชการเป็นเอกภาพ และเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชนในการดำรงรักษาประเทศ ไม่อยากเห็นภาพข้าราชการแบ่งแยก ไปถือฝักถือฝ่ายตามกระแสการเมือง เพราะไม่มีในตำรา หรือในประเทศใด ในการพูดกันว่าเป็นข้าราชการของพรรคการเมือง ผู้ว่าของพรรคการเมือง นายอำเภอของพรรคการเมือง ซึ่งไม่มีในสารบบ เรื่องนี้เราต้องสร้างความเข้าใจและทัศนคติให้เกิดขึ้นกับข้าราชการให้จงได้ว่า คำว่าข้าราชการของพรรคการเมืองนั้น ไม่มี ในทางกลับกันเราต้องนึกให้ได้ว่าเราเป็นพี่น้องของประชาชน เป็นข้าราชการของแผ่นดิน ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเราต้องดำรงมั่นในปรัชญาของความใสซื่อ สุจริต ดำรงหลักคิดจริยธรรม สังคมธรรมาภิบาลของการปกครอง ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นในเมื่อระบบข้าราชการเกิดความเรียบร้อย ประเทศชาติก็ไปสู่ทิศทางที่ควรจะดำเนิน
การดำเนินการจะเป็นรูปแบบขอความร่วมมือข้าราชการ หรือเป็นระเบียบปฏิบัติใช้การวัดระดับประเมินผล
ระเบียบปฏิบัตินั้นมีมาอยู่แล้ว โดยอยู่ในความเข้าใจทั้งสำนักงาน ก.พ. กปร. สถาบันพระปกเกล้า สถาบันดำรงราชานุภาพ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ได้พูดตรงกันถึงแนวคิดในการปฏิบัติตนของข้าราชการในทางที่ควรจะเป็น แต่อาจจะเป็นความที่เราเอาใจตัวเองมากไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเราต้องหันมาทบทวนบทบาทของความเป็นข้าราชการ ที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างไร เพื่อสร้างความประทับใจ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อประชาชน แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประชาชนมองดูเหมือนว่าเราเอาตัวรอดไปวันๆ และก็อิงกระแสการเมืองไม่ว่าฝ่ายนู้นหรือฝ่ายนี้ ซึ่งมันไม่ใช่
หัวหน้าคสช.กล่าวว่า ไม่ต้องการเข้ามามีอำนาจอะไรทั้งสิ้น และเป็นการเข้ามาในขณะที่สังคมมีความแตกแยก มีการทำร้ายประหัตประหารซึ่งกันและกัน รวมถึงมีการจับกุมอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เป็นจำนวนมาก มันเป็นจุดที่เรียกว่าวิกฤติแล้ว ดังนั้นกองทัพมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องเข้ามาประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
จากโรดแม็พของคสช.ในการสร้างความปรองดอง ในขั้นที่ 1 คือการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันดังเช่นในอดีตนั้น มีความสำคัญอย่างมาก ชาวต่างชาติเคยพูดไว้ว่าถ้าพูดถึงความรักของชาวเอเชียให้มองคนไทยเป็นแบบอย่าง ผมมองว่าประเทศไทยเรามีศักดิ์ศรีมายาวนาน เรามีสถานะของความเป็นผู้นำอย่างมากในบริบทของอาเซียน
จะสลายความเชื่ออย่างสุดขั้วให้ประชาชนกลับมาเป็นอันหนี่งอันเดียวกันอย่างไร
ตอนนี้จังหวัดที่มีทั้งศูนย์ปรองดองจังหวัด และอำเภอ ก็มีการรายงานเข้ามาที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีการทำงานร่วมกันกับกอ.รมน.ในการถกแถลง ทำความเข้าใจด้วยอัธยาศัยไมตรี ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาล้มล้างความรู้สึกง่ายๆ แต่เป็นการทำความเข้าใจกันด้วยเหตุด้วยผล เราเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้เกิดความแตกแยกได้ การเมืองต้องมาทีหลัง ประชาชนต้องมาก่อน ประเทศชาติต้องมาก่อน และมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อความสุข ความเจริญของประเทศชาติ ดังนั้นศูนย์ปรองดองระดับชาติ จังหวัด และอำเภอ ต้องทำงานในกรอบนี้ให้ได้ รวมถึงต้องมีดัชนีชี้วัดว่า มีความสำเร็จถึงชั้นไหน อย่างไร และจุดนี้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอจะเป็นหลักในระดับภูมิภาค
แต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาคต่างบำรุงประเทศไทย รัฐบาลที่เป็นศูนย์กลางนำเงินรายได้ทั้งหมดของแผ่นดิน กลับคืนจังหวัดต่างๆ ตามความยากดีมีจน และความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีคำพูดแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าคนไทยใช้กระเป๋าสตางค์ใบเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน การที่จะแยกออกไปบริหารตัวเองต่างๆ คงจะเป็นภาพที่ยากมาก เพราะภาพที่เห็นขณะนี้คือเราช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยระบบภาษีอากร
กับคำพูดที่ว่าจังหวัดใด ไม่เลือกพรรคการเมืองใด จะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปช่วย เป็นคำพูดที่ผมคิดว่าไม่น่าเหมาะสม เพราะรัฐบาลของประเทศไทยมีรัฐบาลเดียว และต้องช่วยเหลือทุกจังหวัดโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ข้อคิดนี้ต้องอยู่ในใจเราเสมอ
มีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะใต้ดินหรือรูปแบบอื่นเพื่อขัดขวาง
ในความรู้สึกของคนไทยด้วยกันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้าหากมีขึ้นจริงก็จะด้วยบุคคลจำนวนไม่มากที่อาจจะต้องใช้การพูดจาหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่การใช้อำนาจบังคับผู้คนให้คิดตามนั้น ซึ่งก็ต้องร่วมกันขบคิดตั้งแต่ในระดับภูมิภาค
จากโรดแม็พสร้างความปรองดองที่คสช.ประกาศมานั้น มีระยะเวลาเพียงพอหรือสั้นไปหรือไม่
สิ่งแรกที่ต้องช่วยกันขบคิด คือทำอย่างไรให้สังคมเราเป็นสังคมธรรมภิบาล ถ้าสังคมเรามีความโปร่งใส ไม่มีการเรียกเงินทองกับภาครัฐ และประชาชนไว้วางใจ ตรงนี้ชาติบ้านเมืองจะไปรอด จะใช้เวลาอย่างไรก็ตามก็ต้องมุ่งมั่น ไม่มีสังคมใดที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเมืองการปกครอง หากสังคมนั้นเป็นสังคมที่ไม่สะอาด ซึ่งรัฐบาลต่อๆ ไปก็จะต้องเน้นเรื่องนี้ โดยไม่ใช่การพูดอย่างเดียว ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ แต่จะต้องปฏิบัติให้ได้เป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากภาคเอกชนด้วยว่า อย่าไปให้สินบน เปอร์เซ็นต์
ส่วนระยะเวลาตามโรดแม็พคสช.จะพอหรือไม่นั้น ผมมองว่าเป็นพื้นฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปรารถนาวางไว้ ท่านคงไม่อยากจะมีอำนาจในการบริหารจัดการยาวนาน ดังเช่นที่พูดตั้งแต่วันแรกที่ต้องเข้ามาทำกลางความแบ่งแยก แตกแยก และประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้ แม้แต่การเลือกตั้งถ้าเกิดในสถานการณ์เช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อผู้คนแบ่งแยกเป็นภาค เป็นจังหวัด เมื่อก่อนคนไทยไม่เคยพูดถึงความเป็นภาคนิยม จังหวัดนิยม เราสอนลูกหลานให้รักจังหวัดเราได้ แต่ต้องรักประเทศไทยยิ่งกว่า
ดังนั้น สิ่งที่หัวหน้าคสช.วางไว้เป็นโรดแม็พ 3 ขั้นตอน คิดว่าท่านคงอยากบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ให้เกิดความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นความยั่งยืนให้เกิดขึ้นแก่ประเทศ
ปัญหาความขัดแย้งที่มีขึ้นขณะนี้ ประเมินจากเต็ม 10 จะอยู่ที่เท่าไร
อยู่ในขั้นหนักมาก ในทุกๆ บริบท สังคมไทยเราได้วิเคราะห์จากนักวิชาการต่างประเทศ ผมอ่านบทวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ โดยบทวิเคราะห์จากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ชนิดที่ไม่เคยเกิดเช่นนี้มาก่อน แทบจะเหมือนกับการซื้อประเทศ จากเดิมที่ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ความมีน้ำใจไมตรี แล้วมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ชาวต่างชาติมาเมืองไทย ได้เห็นผู้คนมองกันเป็นศัตรูเพราะปัญหาทางการเมือง ก็บอกว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดปัญหานี้ไม่ได้ ประชาธิปไตยมีแต่การที่จะก่อให้เกิดความรับผิดชอบชั่วดี ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นสุภาพชนเข้าหากัน และนึกถึงลูกหลานว่าจะดูแลประเทศชาติต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้น เราขัดแย้งในเรื่องการเมืองการปกครองเสียจนวุ่นวายไปหมด
มีข้อกังวลว่าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูป นั้นอาจแฝงมาด้วยการนิรโทษ
ผมก็รับทราบเหมือนกับสิ่งที่ประชาชนทราบในข่าว จนกระทั่งถึงชั้นนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากความมุ่งมั่นที่จะให้ศูนย์ปรองดอง ช่วยกันเสริมสร้างความสามัคคีให้กลับสู่สังคมไทย และระบบของศาลต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยนำพาไปสู่ความสำเร็จในเรื่องของประชาธิปไตยทุกประเทศ หากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ความสำเร็จในการบริหารจัดการประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะกลายเป็นปัญหา
จากการทำโรดแม็พปรองดอง อยากเห็นสังคมไทยในอุดมคติอย่างไร
อย่างน้อยผมอยากให้ประชาชนกลับมาเป็นเพื่อนร่วมชาติเป็นญาติพี่น้องกันเหมือนเมื่อก่อน รักชาติรักประเทศด้วยน้ำใจไมตรี อย่าหลงลืมตัวเล่นละครเข้ากัน นำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จในอนาคตให้จงได้
มีความมั่นใจในโรดแม็พความปรองดองครั้งนี้อย่างไร
ผมมั่นใจเกิน 60-70% ที่เหลือคือความมุมานะ ความเพียรพยายามของทุกฝ่าย ซึ่งคนไทยมีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้จิตสำนึก โดยความปรองดองภาครัฐจะทำอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจ จึงต้องฝากไปถึงพี่น้องข้าราชการ ช่วยกันทำทุกอย่างในการสื่อไปถึงประชาชนด้วยความจริงใจ ทุกสิ่งทุกอย่างจะนำพาเราไปสู่ความอยู่รอดปลอดภัย
.................
(หมายเหตุ : ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล : สัมภาษณ์พิเศษ โดย อนพัทย์ ดีช่วยสำนักข่าวเนชั่น)



