
'เรือน้ำมัน'ขุมทรัพย์โจรสลัดมะละกา
'เรือน้ำมัน'ขุมทรัพย์โจรสลัดมะละกา : รายงาน
ข่าวเรือขนส่งน้ำมัน "เอ็มที อรพิน 4" สัญชาติไทย ถูกว่าจ้างโดยบริษัทในสิงคโปร์ให้บรรทุกน้ำมัน 4 ล้านลิตร ส่งจากสิงคโปร์ไปยังเมืองปอนเตียนัคของอินโดนีเซีย แต่ระหว่างทางได้หายไปอย่างลึกลับถึง 5 วัน ก่อนจะมาโผล่ท่าเรือแถวศรีราชา สร้างความพิศวงให้แก่หน่วยประสานงานเรือระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก
ปฐมบทของการหายไปอย่างลึกลับดังกล่าว พ.ต.อ.วิริศสิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ ให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกได้รับแจ้งจาก "ศูนย์รายงานการปล้นสะดมทางทะเล สำนักพาณิชย์นาวีนานาชาติ" (ไอเอ็มบี) ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติไทยหายไปอย่างลึกลับ คาดว่าน่าจะถูกไฮแจ็กจากโจรสลัดช่องแคบมะละกา เพราะบริเวณที่เรือผ่านจะเป็นช่วงรอยต่อด้านล่างของช่องแคบมะละกากับน่านน้ำสากล บริเวณที่ถูกปล้นใกล้เกาะบินตัน แต่ที่แปลกใจคือบริเวณนี้มีการปล้นน้ำมันบ่อยจริง แต่ไม่เคยมีประวัติว่าขโมยหรือไฮแจ็กเรือไปทั้งลำแบบนี้
"สุดท้ายจึงรู้ว่าโจรไม่ได้ปล้นเรือแต่ปล้นน้ำมัน กัปตันหลังโดนปล้นได้ตัดสินใจเอาเรือกลับไทย ทำให้ขาดช่วงติดต่อไม่ได้ 5 วัน ซึ่งขณะนี้กำลังสืบหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกับกัปตันเรือพร้อมด้วยลูกเรือ 13 คน ที่ถึงเมืองไทยอย่างปลอดภัยแล้ว"
ทั้งนี้ หากย้อนดูเส้นทางการเดินเรือลำดังกล่าว พบว่า เป็นเรือสัญชาติไทยของบริษัท ไทย ปิโตรเลียม แท็งเกอร์ ซึ่งรับจ้างขนส่งน้ำมันให้บริษัทในสิงคโปร์เป็นประจำ ในวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้เดินทางออกจากท่าเรือสิงคโปร์เวลา 15.00 น. เพื่อไปส่งน้ำมันที่เมืองปอนเตียนัค หมู่เกาะกาลิมันตัน ของอินโดนีเซีย โดยกำหนดการถึงที่หมายช่วง 13.00 ของวันที่ 29 พฤษภาคม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 วันครึ่ง แต่ผ่านไปเพียง 9 ชม.ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนต้องให้หน่วยงานสากลที่ดูแลท้องทะเลบริเวณนั้นช่วยประกาศหา แต่ก็ไม่มีเรือลำใดพบเห็นเรืออรพิน 4 อีกเลย
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แก๊งโจรสลัดมะละกาได้ประกาศศักดาออกปล้นสะดมเรือสินค้าในช่องแคบมะละกา โดยเฉพาะช่วงน่านน้ำอินโดนีเซีย เฉพาะปี 2556 มีการปล้นเรือแถวนี้ถึง 106 ลำ ทำให้สถิติพุ่งสูงกว่า 700 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบริเวณนี้มีเรือสินค้าผ่านไม่ต่ำกว่าวันละพันกว่าลำ หรือประมาณ 5 หมื่นลำต่อปี
แหล่งข่าวให้ข้อมูลว่า โจรสลัดเหล่านี้จะใช้วิธีการปล้นแบบโหดเหี้ยม หากขัดขืนจะไม่ไว้ชีวิต ดังนั้นทุกคนจะรู้กันว่าให้เอาสินค้าไปได้อย่าขัดขืน ขอเพียงเอาเรือกลับมา เพราะส่วนใหญ่มีบริษัทประกันดูแลค่าเสียหายอยู่แล้ว สำหรับเรือที่ขนน้ำมันดีเซลจะเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะซื้อง่ายขายคล่อง ตลาดมืดต้องการ ขายให้เรือประมงทั่วไป เรือกองโจรหรือเรือสินค้าลำเล็กๆ ที่เป็นกลุ่มลูกค้าประจำ ราคาถูกกว่าท้องตลาด
ส่วนวิธีการปล้นน้ำมันนั้น โจรสลัดจะมากลุ่มละประมาณ 10-20 คนใช้เรือเร็วขนาดเล็กขนคนพร้อมอาวุธปืนสงคราม เข้ามาแอบเทียบท่าแล้วค่อยๆ ปีนขึ้นมาบนเรือ จับลูกเรือเข้าไปห้องเดียวกันแล้วข่มขู่ต่างๆ นานา ก่อนจะเอาเรือใหญ่เข้ามาเทียบท่าแล้วใส่ท่อดูดน้ำมันออกไป โดยเรือน้ำมันจะเก็บน้ำมันในแท็งก์เฉพาะแบ่งเป็นช่องๆ ฝั่งซ้ายและขวา
ในอดีตโจรสลัดมักจะเอาน้ำมันไปได้ไม่กี่แสนลิตร เพราะเรือโจรสลัดมีขนาดเล็กกว่าเรือขนส่งน้ำมันหลายเท่า แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เรือโจรสลัดมีขนาดลำใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาน้ำมันไปได้ 3-4 ล้านลิตร ทำให้ผู้ประกอบการเชื่อว่า โจรสลัดแห่งช่องแคบมะละกากำลังขยายตัวเป็นองค์กรโจรข้ามน่านน้ำขนาดใหญ่
"ที่น่าสงสัย คือ เรืออรพิน 4 มีกำหนดการออกจากท่าเรือช่วงเช่าตรู่วันที่ 27 แต่ทำไมถึงออกเรือจริงตอนบ่ายโมง เพราะถ้าออกตอนเช้าจะผ่านพื้นที่โจรสลัดช่วงบ่าย ไม่อันตรายมาก แต่มาออกตอนบ่าย ก็ต้องผ่านช่วงกลางคืน ซึ่งปกติเรือสินค้าที่วิ่งเส้นทางนั้นประจำจะรู้กันดีว่าไม่ควรผ่านเด็ดขาด แต่กัปตันก็เก่งที่เอาเรือกลับไทยได้ ทั้งที่ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารคอมพิวเตอร์" แหล่งข่าวข้างต้นตั้งข้อสังเกต
สำหรับวิธีการป้องกัน ที่ผ่านมานั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการได้พยายามจัดตั้ง องค์กรระหว่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นหน่วยป้องกันและปราบปรามโจรสลัดเหล่านี้ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะท้องทะเลบริเวณนั้น มีหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวนมาก ง่ายต่อการหลบหนี ทำให้สถิติการปล้นสะดมเพิ่มมากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง
วินาทีระทึก...โจรสลัดบุกห้องนอน
กัปตันเรือ เอ็มที อรพิน 4 "ทิวา สามัน" เปิดใจย้อนรอยถึงวินาทีระทึกให้ฟังว่า เมื่อประมาณตี 2 ขณะตนกำลังนอนหลับสบาย ในห้องส่วนตัวบนเรือนั้น ลูกน้อง 2 คนที่มีหน้าที่เข้าเวรควบคุมเรือก็มาเคาะห้อง...
"ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เปิดประตูก็เห็นเขาโดนมัดมือ มีโจรสลัดใช้ปืนจี้อยู่หน้าห้องผม พวกมันพูดภาษาอังกฤษแล้วบังคับให้พวกเราค่อยๆ เดินไปเรียกคนที่อยู่ในห้องต่างๆ ออกมารวมกัน ผมกับลูกน้อง 13 คนถูกพากลับมาที่ห้องนอนผม มันยัดให้อยู่รวมกัน แล้วเอาแค่ช่างเครื่องออกไปคนเดียว"
ระหว่างนั้น โจรสลัดที่ขึ้นมากว่า 10 คนพยายามเอาเรือใหญ่มาเทียบเพื่อดูดน้ำมัน จนกระทั่ง 7 โมงเช้าจึงต่อท่อสำเร็จ ช่วงกลางวันระหว่างรอภารกิจถ่ายเทน้ำมัน หัวหน้าโจรอนุญาตให้พ่อครัวลงไปทำอาหารและเอาน้ำดื่มเข้ามาให้กินได้ แต่ห้ามมองออกไปนอกห้อง เพราะมันกลัวเราเห็นเรือมัน
"ใช้เวลาดูดน้ำมันกว่าจะเอาไปหมดทุกถังก็เกือบ 3 ทุ่ม ประมาณ 13 ชั่วโมง แล้วเขาก็เอาปืนมาจี้ให้พวกเราลงไปรวมกันอยู่ใต้ท้องเครื่อง และชี้ไปที่นาฬิกาบอกเป็นภาษาอังกฤษให้รอจนถึงเที่ยงคืนค่อยออกมา ถ้าใครออกก่อนจะถูก... แล้วมันก็ทำท่าเชือดคอให้ดู"
กัปตันทิวา กับลูกเรือตัดสินใจทำตามที่โจรบอกทุกอย่าง พอเที่ยงคืนออกมา ไม่พบใครหรือหลักฐานอะไรแล้ว จึงรีบไปตรวจดูว่าน้ำมันเหลืออยู่เท่าไร จากนั้นตัดสินใจประชุมกัน จนได้ข้อสรุปเห็นพ้องกันเป็นเสียงเดียวว่า ให้หันหัวเรือมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามขอกลับประเทศไทยก่อน
"ใช้เวลาล่องเรือมาเกือบ 4 วัน ใช้เครื่องเรดาร์ดูทิศทาง ไม่มีเครื่องมือสื่อสารกับใครทั้งสิ้น เห็นเรือลำอื่นอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลืออย่างไร พอเจอเมียบอกเลยว่า ผมจะไม่กลับไปขับเรือล่ะ เหนื่อยขอพักผ่อนบั้นปลายชีวิต ตอนนี้นึกแล้วยังเสียวๆ อยู่เลย" กัปตันวัย 66 กล่าวทิ้งท้าย
...............
(หมายเหตุ : 'เรือน้ำมัน'ขุมทรัพย์โจรสลัดมะละกา : รายงาน)



