ข่าว

เพชรบูรณ์พบอาวุธสงครามอื้อทิ้งในป่า

เพชรบูรณ์พบอาวุธสงครามอื้อทิ้งในป่า

03 มิ.ย. 2557

เพชรบูรณ์พบอาวุธสงครามทิ้งในป่าละเมาะอื้อ ขณะที่วิทยุชุมชนตบเท้าพบทหารดัน'โคราชโมเดล' อุดรธานีระดมสมองเตรียมผูกเสี่ยวสร้างสุข

               เมื่อบ่ายวันที่ 3 มิ.ย. ที่บริเวณป่าสาธารณประโยชน์เพชรขวาง หมู่ที่ 13 ต.นางั่ว อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจของ สภ.ท่าพล ได้ออกติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าคนตายในพื้นที่ ต.นางั่ว มาถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มคนร้าย จำนวน 4 คน ซุ่มในเกิดเหตุพร้อมรถยนต์และจักรยานยนต์  เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คนร้ายได้แยกย้ายหลบหนีเข้าป่า ตรวจสอบเบื้องต้นพบอาวุธสงครามจำนวนมากมาย จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชา และผู้เกี่ยวข้อง

               จากการเข้าตรวจที่เกิดเหตุ พบอาวุธสงคราม ปืนยาว 13 กระบอก ปืนสั้น 3 กระบอก ระเบิดปิงปอง 10 ลูก โน๊ตบุ๊ค 2 เครื่องและรถยนต์ 1 คัน รถจักรยายนต์ 2 คัน จึงได้นำมารวบรวมเพื่อนำส่งกองพลทหารม้าที่ 1 ต่อไป

               เบื้องต้นกลุ่มคนร้ายคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ถูกกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นในพื้นที่ อ.หล่มสักและนำอาวุธมาซุกซ่อนไว้ในที่เกิดเหตุ แต่บังเอิญมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพากันหลบหนี แต่อย่างไรทางเจ้าหน้าที่จะออกติดตามสืบหาตัวคนร้ายกลุ่มนี้มาดำเนินคดีต่อไป

 

ขยายผลยึดอาวุธสงครามชลบุรีแก๊งค้าอาวุธชาวจีน
 
               เมื่อเวลา 17.00 น. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา สบ.10 พล.ต.ท.ศักดิ์ดา ชื่นจินดา รรท.ผบช.สตม. พล.ต.ต.วราวุธ ทวีชัยการ ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผกก.2 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง เข้าตรวจสอบอาวุธสงคราม ซึ่งคนร้ายนำมาทิ้งไว้ภายในป่าละเมาะ พื้นที่หมู่ 1 ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี พบอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนประกอบด้วย ปืนยาวไรเฟิ้ล 2 กระบอก ปืนอาร์ก้า 1 กระบอก ปืน 9 มม. จำนวน  3 กระบอก ปืนพกสั้น .357 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 140 นัด กระสุนปืนไรเฟิ้ล จำนวน 199 นัด กระสุนปืน .380 จำนวน 100 นัด เม็กกาซีนปืนอาก้า 2 อัน กระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 10,000 นัด กระสุนปืนบีบีกัน 9 กล่อง และระเบิดขนาด 40 มม. ซึ่งใช้ยิงกับเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 6 ลูก จึงยึดไว้ตรวจสอบ

               พล.ต.อ.วัชรพล เปิดเผยว่า การตรวจยึดอาวุธสงครามครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการขยายผลกรณีการจับกุม นายหยี่ ปอ และ นายหยี่ เถา อายุ 30 ปี สองฝาแฝด สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับเมืองไถ่โจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน ในคดีจัดหาอาวุธปืน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประสานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมได้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่บริเวณปั้มน้ำมัน ปตท. ซอยมัยลาภ ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงและเขตลาดพร้าว กทม.
    
               โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนมีพฤติการณ์จัดหาอาวุธปืนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศจีน โดยมีการติดต่อซื้อขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และมีการจัดส่งอาวุธผ่านบริษัทขนส่งในประเทศไทย ต่อมาทางการจีนจับกุมผู้ซื้อในประเทศจีนได้จำนวน 4 คน มีการสอบสวนขยายผลกระทั่งทราบว่าสั่งซื้ออาวุธจากผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทางการจีนจึงประสานสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ดังกล่าว

 

บุกยึดอาวุธสงครามจำนวนมากซุกหักพักเมืองนนท์
 
               เมื่อเวลา  15.00 น.พ.อ.อนันต์กฤตย์  ดวงอัมพร  รอง.ผอ.กอ. รมน.จังหวัดนนทบุรีประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภ.จว.นนทบุรีเข้าตรวจค้นห้องพัก ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี  ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี  หลังจากได้รับรายงานจากสายลับว่าห้องพักดังกล่าวมีการนำอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนมาซุกซ่อนไว้

               ตรวจค้นห้องพักเลขที่ 2309 ชั้น 3 พบอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก  อาวุธปืนสั้นขนาด 11 มม. จำนวน 2 กระบอก ปืนสั้นชนิดลูกโม่ขนาด.38 จำนวน 1 กระบอก แม็กกาซีนปืนเอ็ม 16 จำนวน 3 อัน  กระสุนปืนขนาดต่างประมาณ 200 นัด  และวิทยุสาร  กุญแจมือ  ชุดตำรวจควบคุมฝูงชนภ.จว.ยโสธร ระบุชื่อด.ต.สมคิด  อนันทวัน  นอกจากนี้ยังพบเอกสารต่างๆอีกเป็นจำนวนมากจึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
            
               ส่วนที่ห้อง2407 ชั้น 4 จากการตรวจค้นพบอาวุธปืนสั้นออโตเมติกขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก  ปืนสั้นชนิดลูกโม่ขนาด.38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด.38จำนวน 120 นัดและห้อง 2403 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันพบเพียงแต่เอกสารสำเนาทะเบียนสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารต่างๆอีกจำนวนหนึ่ง

               เวลาต่อมาพล.ต.ต.ศรีวราห์  รังสิพราหมณกุล  รรท.ผบช.ภ.1  ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับกล่าวว่าอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้ในวันนี้นั้น  เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับทหารหลังสืบทราบว่าห้องพักดังกล่าวมีการซุกซ่อนอาวุธสงครามเป็นจำนวนมากจึงนำกำลังเข้าตรวจค้นจนพบอาวุธดังกล่าว  ตนเองจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานมาทำการตรวจสอบพร้อมทั้งเก็บลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจสอบว่าอาวุธดังกล่าวเคยถูกนำไปใช้ก่อเหตุมาก่อนหรือเปล่าร่วมถึงหากลุ่มบุคคลที่ครอบครองอาวุธดังกล่าวมาดำเนินคดีต่อไป

               ส่วนที่พบว่าห้องพักดังกล่าวมีด.ต.สมคิด  อนันทวัน  ระบุชื่อว่าเป็นผู้เช่าห้องพักนั้นตนเองจะเร่งประสานไปยังหน่วยงานตนสังกัดเพื่อเรียกตัวมาสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธดังกล่าวอย่างไรร่วมถึงบุคคลที่มีเอกสารระบุชื่อที่พบภายในห้องพักตนก็จะขออนุมัติหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

 

ทหารร่วมตำรวจตรวจค้นจับอาวุธที่ปทุมธานี


               เมื่อเวลา 17.30 น. พ.อ.สมชาย อ่อนส้มกิจ รองผบ.กรม.ปตอ.พัน 2 ร่วมกับพ.ต.อ.เพิ่มเกียรติ สุริยวงศ์ ผกก.สภ.คลองหลวง พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายได้ร่วมกันจับกุม1.นายสิทธิโชค พุ่มศรีนิล อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่16/07213 ม.10 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 2.นายธงชัย บุราคร อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/2848 ซอย 24/4 หมู่บ้านพฤษา 12 ม.3 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 3.นายเบิร์ดชื่อเล่น  อายุ 18 ปี อยู่บ้านใน ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยของกลาง 1.อาวุธปืนไทยประดิษฐ์(ลูกซองสั้น) 1 กระบอก 2.อาวุธปืนไทยประดิษฐ์แบบลูกโม่ขนาด.38 1 กระบอก กระสุนปืน 14 นัด 3.อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. 1 กระบอก กระสุนปืน 10 นัด แม็กกาซีน 1 อัน โดยผู้ต้องหาทั้งหมด 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวดำเนินคดีต่อไปส่วนอาวุธเจ้าหน้าที่ทหารได้ยึดไว้ตรวจสอบทั้งหมดว่าเคยก่อเหตุที่ผ่านมาหรือหากมีจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
    

 
วิทยุชุมชนตบเท้าพบทหารดัน"โคราชโมเดล"


               ที่ห้องอบรมกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 15.00 น. พ.อ.ชินกาจ  รัตนจิตติ รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะโฆษกองทัพภาคที่ 2 พร้อมนายศักดิ์ศรี  ว่องไว ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เขต 7 นครราชสีมา จัดประชุมชี้แจงสถานการณ์ และแนวทางปฏิบัติการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน ภายใต้ข้อบังคับของ คสช. โดยมี พล.ต.ชัยฤทธิ์พร  บัวชุลี อดีตนายทหารบำนาญ ฐานะ นายกสมาคมวิทยุชุมชนนครโคราช และประธานเครือข่ายวิทยุชุมชนอีสานตอนล่าง พร้อมบรรดาผู้ประกอบการสถานีวิทยุชุมชน รวมทั้งผู้สังเกตการณ์ซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายวิทยุชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ รวมกว่า 400 คน เข้าร่วมกิจกรรมทำบันทึกข้อตกลง และ รับฟังแนวทางปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 15/2557 และ ฉบับที่ 23/2557 ให้ระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่กำหนด และสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ  

               พล.ต ชัยฤทธิ์พร   เปิดเผยว่า มติที่ประชุมได้นำเสนอข้อปฏิบัติ กำหนดเวลาทำการระหว่าง 05.00 น. ถึง 00.00 น. ทุกวันต้องถ่ายทอดรายการข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) รวม 4 ช่วงเวลา ที่สำคัญต้องตัดรายการข่าวด่วน หรือประกาศ คสช.ทุกครั้ง ผู้จัดรายการสด หรือ ดีเจ ห้ามเปิดรับสายหน้าไมค์ รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีรายการประเภทสนทนา หรือสัมมนาเชิงวิชาการ ผลกระทบจากการห้ามออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน 342 แห่ง ผู้เกี่ยวข้องหลายพันคน ต้องขาดรายได้เลี้ยงชีพ คาดน่าจะเป็นเช่นนี้นานนับเดือน

               ข้อสรุปเบื้องต้น “โคราชโมเดล” แนวทางให้ผู้ประกอบการสถานีชุมชนทั้งหมด ต้องยึดถือจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อสารมวลชน พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ทุกสถานี ฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ทุกรายการ ต้องไม่มีการเมืองแอบแฝง ไม่มีข้อความปลุกระดม สร้างความแตกแยกในสังคม พวกเราต้องตรวจสอบกันเอง พร้อมจะเป็นหู เป็นตา แจ้งเบาะแสหากมีสถานี ฯ ที่ละเมิดข้อห้าม จากนั้นจะนำแนวทางเสนอต่อกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 2 (กอ.รมน.2 ) ตามขั้นตอนต่อไป

               ด้าน พอ.ชินกาจ กล่าวว่า ขอขอบคุณในความปราถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งกำลังแสวงหาให้ทุกคนรู้รักสามัคคี แนวทางที่นำเสนอเป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ซึ่งกำลังจัดระเบียบสื่อสารมวลชน รวมทั้งช่วยสอดส่องดูแลบรรดาผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ขณะนี้ยังมีส่วนหนึ่งลักลอบออกอากาศ แม้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อ้างขออนุญาตเชิงธุรกิจ ซึ่งคำสั่ง คสช. ระบุชัดเจน ให้ทุกสถานทีถอดปลั๊ก ตนได้สั่งการให้ กสทช.เขต 7 ใช้รถโมบาย แล่นตรวจสอบสถานีเป้าหมาย เพื่อจับกุมดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว 


กทม.เตรียมถกหน่วยงานวางโรดแม็พศูนย์ปรองดองฯ

               นายบรรจง สุขดี รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายจะจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป โดยให้กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นตัวขับเคลื่อน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งาน เพื่อให้เกิดความปรองดองในประเทศ ซึ่งในส่วนของกทม.จะมีการประชุม กอ.รมน.กทม. ผู้อำนวยการเขต 50 เขต และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ในวันที่ 4 มิ.ย.เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในการดำเนินแผนงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งกทม.พร้อมให้ความร่วมมือในการทำงานเพื่อความสงบของประเทศตามนโยบายคสช.ต่อไป


ผบ.พล.ร.7พบส่วนราชการอำเภอบ้านธิ

               พล.ต.สุทัศน์ จารุมณี ผู้บัญชาการทหาราบที่ 7(ผบ.พล.ร.7) พร้อมด้วย พ.อ. บุญยืน อินกว่าง เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 7 ฐานะ ผู้บัญชาการ กกล.รส.พล.ร.7 ส่วนแยก 1 ลำพูน , พ.อ.จิตติวัศร์ ศรสุวรรณ์ รอง ผอ.กอ.รมน.จ.ลำพูน , พ.ต.อ.จรัญฌิ์ เริงธรรม รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ได้เดินทางพบปะนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องในโอกาสประชุมประจำเดือนของอำเภอบ้านธิ ณ หอประชุมที่ว่าการ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน โดยมีนายประเสริฐ  จิตด์พลีชีพ นายอำเภอบ้านธิ ให้การต้อนรับ เพื่อกำหนดแนวทางปฎิบัติภายใต้สถานการณ์การควบคุมอำนาจโดยใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก หลังประกาศรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
 
               ทั้งนี้ ในส่วนของกองพลทหารราบที่ 7 รับแนวนโยบายจากคณะความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.)โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ฐานะ หัวหน้า คสช. กำหนดโครงการปรองดองสมานฉันท์สู่การปฎิรูป จ.ลำพูน ดำเนินการโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)จ.ลำพูน ภายใต้กรอปดำเนินงานกิจกรรมสร้างความปรองดองการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ด้วยการเชิญผู้เห็นต่างเข้าหารือเพื่อกำหนดจุดร่วมที่ตรงกันอันจะนำไปสู่ความสงบอย่างยั่งยืน ได้ร่วมเดินหน้าประเทศไทยเดินหน้าสร้างความสุขไปด้วยกัน โดยคาดหวังว่าการดำเนินงานจะต้องเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง มุ่งเน้นพัฒนาจังหวัด พัฒนาคนทางด้านจิตใจและด้านวัตถุ มุ่งเน้นให้เกิดความรักความสามัคคี ทั้งนี้ ทาง กอ.รมน.จ.ลำพูนจะได้เชิญทุกภาคส่วนมารับทราบโครงการปรองดองสมานฉันท์ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 มิ.ย.นี้


บุรีรัมย์เปิดศูนย์ปรองดองจัดเวทีประชาคมทุกหมู่บ้าน

               นายเสรี   ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมด้วย พล.ต.เสริมศักดิ์   นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ,พ.ต.ท.ณรงฤทธิ์   ด่านสุวรรณ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และ พ.อ.วิญญู   เชาว์นวม รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด  ได้ร่วมกัน “เปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ประจำพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสร้างความปรองดองสมานฉันท์และความสงบสุข   ตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยจะมีการบูรณการด้านบุคลาการจากทุกฝ่าย ทั้ง พลเรือน  ตำรวจ  ทหาร ร่วมเป็นคณะทำงานในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง พร้อมกันนี้ยังมีเป้าหมายจะจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ทั้งในระดับอำเภอ และตำบลทุกตำบลอีกด้วย เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะเป็นการลดความขัดแย้ง แตกแยกของกลุ่มสีต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อคืนความสงบสุขให้กับประชาชนและประเทศชาติบ้านเมือง

               สำหรับรูปแบบกิจกรรมในการสร้างความปรองดองนั้น เบื้องต้นก็จะมีการเปิดเวทีประชาคมระดับหมู่บ้าน ตำบล เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง  แตกแยก พร้อมจัดชุดมวลชนสัมพันธ์ทำหน้าที่ในการเสริมสร้างความเข้าใจ หรือใช้กิจกรรมสันทนาการเพื่อเชื่อมความสัมพันธภาพ และความสามัคคีระหว่างบุคคลที่เคยคิดต่าง และไม่เข้าใจกันอีกด้วย โดยจะดำเนินการรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ภาวะปกติสุขโดยเร็ว

 

แกนนำผรท.รุดให้กำลังใจทหารร้องขอให้สานต่อนโยบาย66/23

               กลุ่มแกนนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) จ.บุรีรัมย์ร่วม 100 คน นำโดยนายสุพล  หมื่นศรีพรม และนายละเอียด รัตนศรี  หรือสหายอ๊อด แกนนำ ได้เดินทางเข้าไปยังกองบังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ เพื่อมอบกระเช้าและช่อดอกไม้ ผ่าน  พล.ต.เสริมศักดิ์  นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ เป็นกำลังใจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หลังได้มีการประกาศการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ หรือรัฐประหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง คืนความสงบสุขให้กับประชาชนและประเทศชาติ

               ทั้งนี้กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทุกกลุ่ม ก็พร้อมให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการสานต่อ เรื่องขอความช่วยเหลือของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตามนโยบาย 66/23 ที่ตกหล่นยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ทั้งที่ทำกินและทุนในการประกอบอาชีพตามความเป็นจริง หลังที่กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้เรียกร้องขอความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องหลายรัฐบาลแล้ว  โดยบางส่วนก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ให้ได้รับความช่วยเหลือตามความเป็นจริงดังกล่าวด้วย

               พล.ต.เสริมศักดิ์  นิยะโมสถ  ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ พร้อมจะนำเรื่องดังกล่าวส่งรายงาน คสช. ตามที่กลุ่ม ผรท.ได้ตั้งใจ และผู้บังคับการฯ ยังได้ฝากให้มวลกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ให้มีการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมก่อความวุ่นวายในทุกรูปแบบในช่วงนี้ ที่ คสช.กำลังอยู่ระหว่างหารบริหารจัดการแก้ไขปัญหาประเทศ เพื่อคืนความสงบสุขให้กับประชาชนและประเทศชาติ


อุดรธานีระดมสมองเตรียมผูกเสี่ยวสร้างสุข

               ที่ห้องประชุมสบายดี ชั้น 4 ศาลากลาง จ.อุดรธานี นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.อุดรธานี ในฐานะ ผอ.รมน.จ.อุดรธานี พล.ต.สิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 24 ในฐานะผู้บัญชาการ กองกำลังรักษาความสงบ จ.อุดรธานี พล.ต.ทศพล คำสุพรหม รอง ผอ.รมน.อุดรธานี นายสุทธินันท์ บุญมี รอง ผวจ.ในฐานะรอง ผอ.รมน.จังหวัด พล.ต.ต.วีรพงษ์ ชื่นภักดี รอง ผบก.ภ.4 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เทศบาลนครอุดรธานี องค์การบริหารส่วน จ.อุดรธานี กว่า 50 คน เพื่อหารือกำหนดแนวทางโครงการปรองดองสมานฉันท์ สู่การปฏิรูป จ.อุดรธานี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้ออกคำสั่ง เรื่องการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์สู่การปฏิรูป (ศปป.) โดยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยหลักในการดำเนินการ ซึ่งการประชุมหารือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในการเดินหน้าตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ฯ จ.อุดรธานี ในการกำหนดกรอบการดำเนินงาน การจัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการจะเชิญกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างเจ้าหารือ เพื่อกำหนดจุดร่วมที่ตรงกัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวร่วมรับฟัง โดยจะจัดการแถลงข่าวอีกครั้ง หลังการประชุมหารือเสร็จสิ้นลง
    
              ที่ประชุมให้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.สิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 24 ในฐานะผู้บัญชาการ กองกำลังรักษาความสงบ จ.อุดรธานี พร้อมคณะร่วมแถลงข่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ สู่การปฏิรูป จ.อุดรธานี เพื่อเป็นการเดินหน้าประเทศไทย เพราะมีการกำหนดให้เป็นอุดรโมเดลไปแล้ว เพี่อให้ จ.อุดรธานี เป็นตัวหลักที่ จะขับเคลื่อนเดินหน้าประเทศไทยไปด้วยกัน  ซึ่งการประชุมหารือร่วมของทุกฝ่ายครั้งนี้ ทุกภาคส่วนมีความเห็นร่วมกัน สรุปอุดรโมเดล เราจะใช้รูปแบบจัดตั้งเป็นเวทีเสวนาชื่อ “สร้างความสุขอย่างยั่งยืน เดินหน้าประเทศไทย” เป้าหมายคือการสร้างความสุข ความสงบ ปรองดอง สำคัญคือ อดีตที่ผ่านมาให้เลิก ร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน สร้างความเจริญให้กับ จ.อุดรธานี ร่วมกัน      
    
              “กระบวนการดำเนินการจะเป็นรูปแบบเปิดเวทีการเสวนา ระดมความคิดจากระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด ซึ่งผลลัพธ์ที่เราต้องการคือ ความต้องการของประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมาว่า เขาต้องการอะไร เพื่อที่จะให้ จ.อุดรธานี มีความสุข ทั้งเรื่องอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา จิตวิทยา ที่อาจจะพ่วงท้ายด้วยการเมืองบ้างเล็กน้อย โดยโรดแมพที่เรากำหนดไว้ จะเริ่มตีฆ้องพร้อมกันทั้ง 20 อำเภอของจังหวัด ในวันที่ 11 มิถุนายน นี้ โดยจะดำเนินการให้เสร็จในทางกว้าง ที่จะร่วมระดมความคิดภายในวันที่ 15 กรกฎาคม ส่วนเวลาที่เหลือจะดำเนินการทางลึก แล้วแต่พื้นที่ว่าจะมีปัญหามากน้อย หรือมีปัจจัยที่จะเกื้อกูลมากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งหมดจะเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทุกภาคส่วนจะร่วมรณรงค์ติดป้ายข้อความในลักษณะของชาวอุดรธานี เราจะร่วมสร้างความสงบสุขเดินหน้าประเทศไทย”พล.ต.สิทธิกล่าว
    
              ผู้สื่อข่าวถามว่า เป้าหมายตรงที่จะดำเนินการ โดยเฉพาะผู้มีความคิดต่างตามอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะนำมานั่งจับเข่าคุยกันหรือไม่ พล.ต.สิทธิฯ ตอบว่า เนื่องจากระยะเวลาที่ดำเนินการเรามีจำกัด หากทำแบบนี้เกรงจะไม่ทัน จึงจะให้มีการดำเนินการในระดับตำบล หมู่บ้าน ที่มีคณะกรรมการหมู่บ้านที่เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง ที่มีชาวบ้านของทุกภาคส่วนอยู่แล้ว นำมาเสวนาตามหัวข้อที่ว่า จะร่วมสร้างความสุขให้จังหวัดอย่างไร โดยจะร่วมเสวนาร่วมกันต่อในระดับล่างขึ้นบน คือ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และขึ้นมาถึงระดับจังหวัด ซึ่งนายอำเภอของทุกอำเภอพร้อมที่จะดำเนินการ พร้อมมีวิทยากร ที่อาจไม่ต้องใช้กำลังจากทหาร แต่จะใช้จากอำเภอที่เขาทราบปัญหาในพื้นที่อยู่แล้ว โดยจะมีการประชุมวิทยากรก่อนดำเนินการในวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อที่จะหารือกำหนดแนวทางที่จะเดินไปในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้มีความเป็นเอกภาพในการทำงาน  
    
              ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนแกนนำหลัก เช่น นายขวัญชัย ไพรพนา และบุคคลอื่นที่ระดับแกนนำของกลุ่มอื่น จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.สิทธิฯ ตอบว่า การดำเนินการจากจะแบ่งการดำเนินการเป็น ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมา และระดับบนลงไปหาล่าง  ซึ่งระดับบนลงไปหาล่าง เราได้ดำเนินการมาแล้วบางส่วน และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา หากจะทำให้เห็นเป็นภาพออกมา พวกเราก็พร้อมจะดำเนินการ แต่ความจริงผลกระทบจะอยู่ในระดับล่าง  ในระดับแกนนำ ซึ่งต่อไปเราจะไม่ใช้คำนี้ เพราะจะยังมองเห็นการแยกฝ่ายที่ต้องมีแกนนำ แต่จะเรียกว่า บุคคลสำคัญในพื้นที่ โดยจะเชิญมาผูกเสี่ยวเป็นเพื่อนกัน ที่เริ่มจากบุคคลสำคัญในพื้นที่ลงไป ซึ่งอาจจะสามารถดำเนินการผูกเสี่ยวแกนนำต่างสีให้กลับมาเป็นเพื่อนกัน  ในช่วงตีฆ้องกลางเดือนมิถุนายน นี้
    
              พล.ต.สิทธิ กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ต้องการก็จะดูจากล่างขึ้นบนว่าเขาต้องการอะไรที่จะให้บ้านเมืองเกิดความสงบ เขาคิดเขาต้องการอะไร เราพูดแทนไม่ได้ ต้องให้พูดออกมาเองว่าต้องการอะไร จะให้ทุกคนลงประชามติไม่ได้ คนอุดรธานีมีถึง 1.5 ล้านคน จะให้ทุกคนมาลงมติทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องใช้รูปแบบตัวแทนกลุ่มมาลงประชามติ ซึ่งเป็นรูปแบบประชาธิปไตยอย่างหนึ่งเช่นกัน
    
              พล.ต.สิทธิ กล่าวถึงส่วนข้าราชการว่า ข้าราชการทุกกระทรวงไม่ได้เป็นคู่ชก ไม่ได้เป็นคู่กรณี ทุกคนได้ถอยออกมาจากจุดนั้นหมดแล้ว ทุกคนถอยออกมาเป็นกรรมการ เมื่อเป็นกรรมการทุกคนจะเห็นว่าปัญหาคืออะไร จะแก้ได้อย่างไร เพราะหากข้าราชการทำตัวเป็นคู่กรณีเอง ปัญหามันก็จะแก้ไม่ได้ ฉะนั้นหากจะมาคิดว่าข้าราชการเป็นแบบนี้อย่างนี้ จะทำให้แก้ปัญหาที่จะร่วมแก้ไขไม่ได้ ก็จะไม่เกิดความปรองดอง เพราะมัวแต่ไปพันกับเรื่องเดิมอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องในสภาวการณ์เช่นนี้
 


เชียงรายทหารเรียกผู้นำชุมชนพบแจงสถานการณ์

               ที่หอประชุมคชสาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พล.ต.พัฒนา มาตร์มงคล ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดทหารบกเชียงราย (กกล.รส.จทบ.ช.ร.) ประชุมชี้แจงการดำเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกกล.รส.จทบ.ช.ร.ต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จ.เชียงราย เข้ารับฟัง 500 คน โดยมีนายทหารให้ข้อมูลเกี่ยวกับประกาศ คสช.ข้อกฎหมายและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้เข้าร่วมได้รับทราบ

               พล.ต.พัฒนา  มาตร์มงคล  กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาทาง กกล.รส.จทบ.ช.ร. ได้เรียกให้ผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครองพบ มารายงานตัวโดย มีผู้มารายงานตัวแล้วกว่า 900 คน ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ยอมเข้าไปรายงานตัวอยู่ โดยจะแจ้งบุคคลดังกล่าวไปเป็นลายลักษณ์อักษรและนำเสนอรายชื่อต่อ กกล.รส.กองทัพภาคที่ 3 ต่อไป ด้านสถานการณ์ ตั้งแต่ 22 พ.ค.พบว่ามีการต่อต้านในพื้นที่บ้างแต่ก็ถือว่าเล็กน้อยและไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ความร่วมมือด้วยดี ส่วนการฝ่าฝืนเรื่องการออกนอกเคหะสถานนั้นพบว่าในช่วงแรก มีคนฝ่าฝืนคืนละกว่า 130 คน

               แต่หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ที่ 29-90 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น โดย 98% เป็นผู้ไปท่องเที่ยวสถานบันเทิงในเวลาค่ำคืน อย่างไรก็ตามจะได้แจ้งผู้ประกอบการเข้ามารับทราบการชี้แจงเพื่อให้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันโดยการเคลื่อนไหวของผู้ที่ต่อต้าน มีผู้ที่ถูกควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีข้อหาชุมนุมกันทางการเมืองเกิน 5 แล้วจำนวน 7 ราย โดยหลังจากควบคุมตัวในค่ายเม็งรายมหาราชแล้วได้มีการจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนเพื่อส่งให้ศาลทหารได้พิจารณาคดีโดยในชั้นนี้ตุลาการศาลทหารโดยไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากมีความผิดร้ายแรง โดยหนึ่งใน 7 รายพบว่าเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย อยู่ด้วย

              "สำหรับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารท้องถิ่นที่ร่วมรับฟังข้อมูลครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเรื่องการให้คืนอาวุธปืน เครื่องกระสุน ที่เป็นอาวุธสงคราม ว่าทางเจ้าหน้าที่มีข้อมูลวามีผู้ที่มีไว้ครอบครองอยู่ ซึ่งได้มีคำสั่งให้นำไปส่งมอบหรือคืนให้กับเจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ดังนั้นหากว่ายังไม่นำไปส่งมอบก็จะต้องมีการดำเนินคดีกันตามกฎหมายโดยจะไม่ปล่อยให้มีผู้มีอาวุธสงครามอยู่ในพื้นที่เด็ดขาด" พล.ต.พัฒนา กล่าว


ขอนแก่นเดินหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์

               ที่สโมสรนายทหารค่ายศรีพัชรินทร อำเภอเมืองขอนแก่น พลตรีไชยพร รัตนแพทย์ หัวหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 2  เปิดการเสวนา การจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปรายจังหวัด ตามแผน  ROAD  MAP  ระยะที่ 1  ในการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ    

               โดยในวันนี้เป็นการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น , นายอำเภอจาก 26 อำเภอ , ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน เข้าร่วมรับทราบแผนการดำเนินการ  ผ่านกระบวนการแนวคิด แนวทางที่จะใช้ดำเนินการ โดยเฉพาะถึงพัฒนาการทางความขัดแย้งที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการเพื่อการปรองดองและสมานฉันท์

               ทางคณะผู้จัดถือว่าผู้ที่มีการเชิญร่วมเสวนา เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชนทุกสาขาอาชีพ  ก่อนที่จะมีการสรุปเป็นแผนปฏิบัติ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับประชาชน เพื่อให้สถานการณ์ก้าวสู่สภาวะที่มีความเหมาะสมต่อการบริหารประเทศ  ก่อนที่จะเข้าสู่แผนระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป