
'ณัฎ-ณิชชา'โอกาสเริ่มจากงานศิลป์
05 มิ.ย. 2557
ขอเวลานอก : 'ณัฎ-ณิชชา' โอกาสเริ่มจากงานศิลป์ : เรื่อง ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์/ภาพ ฐานิส สุดโต
"วันนี้ณัฎเดินมาถึงจุดที่ว่า ทุกก้าวสำคัญพอๆ กับจุดหมายค่ะ เพราะถ้าเราจะอยู่ตรงนี้ไปนานๆ ทุกก้าวที่ณัฎเดินต้องมีความสุขด้วย"
ความชอบแบบสุดโต่งไม่ใช่เรื่องแย่และไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป แต่ชัดเจนว่า หากเป็นเรื่องถูกต้อง ถูกทาง ก็ย่อมให้คุณแก่ผู้ต้องมนต์ต่อเรื่องนั้นๆ เสมอ เรื่องราวสุดโต่งในวันนี้เป็นของสาวร่างเล็กแต่มากด้วยพลังความคิดและแรงขับเคลื่อนให้เป็นจริง ในชื่อ “ณัฎ” ณิชชา ธนาลงกรณ์ ศิลปินสาว วัย 22 ปี ทายาทแบรนด์ชุดชั้นในจินตนา ลูกคนเดียวของ วิยะดา ธนาลงกรณ์ และ โสฬส เอี่ยมอมรพันธ์ ที่ตอนนี้สาวณัฐกำลังหลงรักงานออกแบบมาได้ 1 ปีกว่า ทุ่มเทตั้งบริษัททำแบรนด์เสื้อผ้า "ณิชชา (NICHA)" เป็นของตัวเองด้วยความรู้เรื่องธุรกิจจากศูนย์ มีเพียงความชอบวาดรูปอย่างจริงจังเป็นพื้นฐานเท่านั้น
เมื่อให้เล่ากันถึงที่มา "สาวณัฎ" ก็ชวนให้แวะไปยังพักส่วนตัวของเธอ ซึ่งใช้เป็นที่พักผ่อนและเป็นออฟฟิศไว้ทุ่มเทกับงานในคราวเดียว โดยบนโต๊ะทำงานใกล้ห้องพักมีรูปวาดที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับคอมพิวเตอร์ที่วาดลายกราฟฟิกวางไว้ เจ้าตัวบอกว่าปกติจะเอางานลงไปทำที่ออฟฟิศ แต่ถ้ามีโปรเจกท์วาดรูปเป็นการกุศล หรือจัดแสดงก็จะใช้พื้นที่เงียบๆ ตรงนี้
"ณัฎเรียนไฟน์อาร์ต เพราะชอบวาดรูป ทั้งภาพเหมือน ภาพนู้ด ลายกราฟฟิกต่างๆ แต่จะไม่ถนัดสีน้ำ สีน้ำมันเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวาดด้วยค่ะ ใช้แค่แพดเหมือนเป็นเมาส์ปากกาวาดในโฟโต้ช็อปไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไรมาเรียนรู้เองทั้งหมดตอนเปิดแบรนด์นี่เอง ตั้งแต่เด็ก ตอนมัธยมณัฎเกเรนะ ไม่อยากเรียนเลย แต่พอจะเข้ามหาวิทยาลัยรู้ตัวแล้วว่า ถ้าไม่ตั้งใจอนาคตแย่แน่ๆ ก็เลยเริ่มเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ตั้งแต่ปี 1 เรียนหนักมาก นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะพื้นฐานเรามาไม่แน่นเหมือนคนอื่น นั่นคือผลจากการไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่เด็ก แต่เราก็บอกตัวเองว่า ยังไงก็ต้องเรียนจบทางนี้ให้ได้ ระหว่างเรียนคนชอบถามว่าจบไฟน์อาร์ตมาจะทำอะไรบ้าง ณัฎก็นึกตลอดว่าจะเอามาใช้กับงานเราในอนาคตตัวเองยังไง"
เมื่อฝึกฝีมือมาในระดับหนึ่ง สาวเก่งก็ได้โอกาสออกแบบลายชุดชั้นในมา 1 คอลเลกชั่น นั่นป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจย้ายรูปจากบล็อกผ้าใบมาลงผืนผ้าอย่างจริงจัง และอีกด้านหนึ่งก็ยังอยากใช้งานศิลปะเพื่อตอบแทนสังคม สร้างโอกาสให้คนอื่นๆ และสร้างผลงานตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้น
"ปลายปีที่แล้วณัฎทำเริ่มโปรเจกท์ Portraits Of The Faith ร่วมกับ พี่รอง จิตรสิง และ พี่ติ๋ม พันสิริ และศิลปินอีกหลายๆ ท่าน ในส่วนของตัวเองจะวาดรูปศิลปินคนดัง 8 ท่าน เพื่อนำไปประมูลนำรายได้ทั้งหมดมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน เห็นบนโต๊ะทำงานนี้ก็มีรูปพี่บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ใช้เทคนิคชาร์โคลเป็นรูปเหมือน แล้วก็มีรูปคุณแม่ด้วย ตอนนี้ยังวาดไม่เสร็จสมบูรณ์ จะเริ่มประมูลภายในปีนี้ค่ะ แต่ว่าก่อนหน้านี้มีโอกาสวาดประมูลมาบ้าง อย่างปีที่แล้วก็ได้วาดรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือเด็กๆ ในมูลนิธิคุณแม่จินตนา ธนาลงกรณ์ คุณยายของณัฎเอง ซึ่งจุดเปลี่ยนของณัฎจริงๆ เลยคือ เพราะคุณยายเสีย ท่านเปรียบเสมอพ่อแม่คนหนึ่ง ท่านเลี้ยงณัฎมาตั้งแต่เด็กและสอนให้ทำอะไรตั้งใจ คิดจะทำอะไรเพื่อคนอื่นตลอด ซึ่งณัฎเคยรับปากแต่ยังไม่ได้ลงมือเป็นเรื่องเป็นราว เลยทำให้ณัฎเสียใจมากที่ยังไม่เคยทำให้ท่านเห็นก่อนจากไป นับแต่นั้นณัฎเลยเปลี่ยนความคิดว่า ต้องใช้เวลาให้มีคุณค่ามากที่สุด อะไรจะตอบแทนสังคมได้บ้างต้องทำทันที เด็กๆ เราอาจประมาทกับชีวิต คิดว่าเรื่องแบบนี้เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ แต่นานไปเราเห็นคนใกล้ตัวจากโลกนี้ไปก็เริ่มต้องคิดแล้วว่าเราจะเสียชีวิตเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชีวิตไม่แน่นอนจริงๆ" หลังจากนั้นสาวอาร์ตก็ใช้งานศิลป์มาช่วยงานมูลนิธิฯและพยายามทำโครงการต่างๆ บ่อยๆ และได้ผลตอบรับดี ญาติผู้ใหญ่ก็ได้เห็นฝีมือทางศิลปะมอบโอกาสให้สาวณัฎลองออกแบบลายชุดชั้นในวางขายในเวลาต่อมา
พอเริ่มสนใจงานแฟชั่นดีไซน์บวกกับชื่นชอบเรื่องช็อปปิ้งไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว สาวคนนี้ได้เจอจุดหมายให้ชีวิตอีกครั้ง และไม่รอช้าเปิดโอกาสให้ตัวเองลงมือทำแบรนด์เสื้อผ้าแบบสุดโต่งอีกเช่นกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเปลี่ยนมุมมองความคิด และวิถีชีวิตของเจ้าตัวไปได้มากกว่าความชอบครั้งก่อนๆ
"ที่บอกว่าเป็นคนคิดแล้วทำเลยจริงๆ ก็เริ่มคุย เริ่มฟอร์มทีมดีไซเนอร์ทันที 1 ปี ได้บาดแผลเต็มตัวไปหมด เพราะมีอะไรให้เราต้องเรียนรู้แก้ไขตลอด ธุรกิจของที่บ้านเป็นเรื่องของสิ่งทอก็จริง แต่ณัฎไม่เคยยุ่งเลย เราเป็นศูนย์กับเรื่องนี้มาก พอจะเริ่มโปรเจกท์คุณแม่ให้ทุนมาแล้วก็ไม่ได้มายุ่งกับเรามากเท่าไหร่ ท่านให้เราศึกษาเรียนรู้ที่จะเจอ เจ็บเอง เติบโตเอง หลายเรื่องณัฎต้องเจอเองถึงจะเข้าใจ เรื่องธุรกิจก็เช่นกัน ผ่านมา 1 ปี เราเรียนรู้จากการลงมือทำทุกกระบวนการ ไม่มีตำราแฟชั่นดีไซน์ เราอาจชินกับงานศิลปินที่ทำได้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นงานโชว์ แต่ตอนนี้เราทำงานเสื้อผ้า มีลูกน้องต้องช่วยกันทำให้งานสำเร็จในเวลาที่กำหนด ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะค่ะ จากเป็นคนชิลมาก ตอนนี้ทุกอย่างเป็นตารางเป๊ะๆ ช่วงแรกต้องนอน 4-5 ชั่วโมง ติดกัน 8 เดือน จนจัดแผนกได้เรียบร้อยหน้าที่ลงตัวไม่นานนี่เอง" สาวณัฎเล่าถึงการลงมือตั้งแบรนด์แบบสุดโต่ง
แน่นอนว่า เริ่มใหม่หมดก็ต้องมีมุมเครียดบ้าง เจ้าตัวยอมรับว่า ช่วงแรกนั้นร้องไห้อยู่บ่อยๆ แต่ก็หาทางออกได้ด้วยธรรมะที่คุณแม่พาเข้าไปเรียนรู้จากการพาไปทำบุญและปฏิบัติธรรมตั้งแต่ 5 ขวบ เพื่อให้รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ มีสติรู้การกระทำทุกอย่างของตัวเอง
"ต้องยอมรับว่าเราเป็นคนบ้างานไปแล้วค่ะ เวลาว่างวันอาทิตย์เริ่มนั่งเหงา เพราะติดกับการต้องทำอะไรตลอดเวลา แต่ณัฎสนุกนะ มีความสุขกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เราชอบอะไรตื่นเต้น ซึ่งตอนนี้บอกเลยว่า มีอะไรเซอไพร์สตลอดเวลาจริงๆ เราเลือกเอ็นจอยกับสิ่งที่ทำอยู่ วิธีการรีแลกซ์จริงๆ คือ เดินเข้าไปนั่งในสวน ลมเย็นสบายๆ ไม่เอาจิตลงไปกับงานตลอด ถ้าเรารู้สึกคิดอะไรไม่ออกแล้วก็ให้เอาตัวออกมาก ปล่อยวางเปลี่ยนความสนใจไปเรื่องอื่นสักพักแล้วกลับมาลุยต่อจะช่วยได้มาก ณัฎเรียนรู้ว่างานทุกอย่างไม่ได้มีอะไรที่เราชอบทั้งหมด อยู่ที่จุดเป้าหมายว่าคืออะไร 3 เดือนที่แล้วณัฎบอกทุกคนว่ากำลังเดินไปยังจุดหมาย ตอนนั้นเราสนใจแต่มุ่งไปข้างหน้า แต่วันนี้ณัฎเดินมาถึงจุดที่ว่า ทุกก้าวสำคัญพอๆ กับจุดหมายค่ะ เพราะถ้าเราจะอยู่ตรงนี้ไปนานๆ ทุกก้าวที่เดินณัฎต้องมีความสุขด้วย และตอนนี้ทุกอย่างกำลังเสร็จสมบูรณ์ แบรนด์ที่ณัฎทำจะเปิดตัวมาเร็วๆ นี้ เหนื่อย แต่ยิ่งมีความสุข เพราะนี่คือปริญญาชีวิตของณัฎ" สาวตาคมทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มภูมิใจ



