
ดึง'ยงยุทธ มัยลาภ'ร่วมทีมโฆษกคสช.
ทีมโฆษกคสช.ดึง'ยงยุทธ มัยลาภ' พร้อมกับผู้ประกาศข่าวช่อง11 ร่วมงาน เชิญทีวีดาวเทียม14ช่องที่จอดำคุย4มิ.ย. ขณะที่ช่องอื่นที่ไม่มีใบอนุญาตให้กสทช.ดำเนินการ
เมื่อเวลา 13.30น.วันที่ 3 มิ.ย.2557 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ย้ายสถานที่แถลงข่าวประจำวันจากหอประชุมกองทัพบกเทเวศร์ ไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับมีการเปิดตัวทีมงานโฆษกเพิ่มเติม โดยมีการเชิญร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5(ททบ.5) อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรีในรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนางสาวปัฐมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักสื่อสารชำนาญการและผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์ เข้ามาร่วมคณะโฆษก
ทั้งนี้ในการปรับรูปแบบการทำงานของทีมโฆษกคสช. โดยมีพลเรือนเข้ามาร่วมงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ผู้ที่จะให้ข่าวหลักๆคือพันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ ส่วนภาคภาษาอังกฤษกำลังประสานกับกระทรวงต่างประเทศเพื่อส่งคนมาทำงานในส่วนนี้ แต่ระหว่างนี้พันเอกวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก จะยังให้ข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษอยู่
ปรับทัพงานพีอาร์ใช้เว็บทำเนียบฯสื่อสารหลัก
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีการประชุมระหว่างทีมโฆษกคสช. สำนักเลขาธิการนายก รัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และกรมประชาสัมพันธ์ โดยมุ่งเน้นเรื่องการเผยแพร่ความปรองดองสมานฉันท์เพื่อบรรยากาศที่มีความสามัคคีและสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ โดยในส่วนของทำเนียบรัฐบาล จากนี้ไปคสช.จะมีการอัพเดทข้อมูลทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผ่านทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th <http://www.thaigov.go.th/> เป็นช่องทางหลัก รวมทั้งใช้เฟซบุคไทยคู่ฟ้าของทำเนียบรัฐบาลที่จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความปรองดอง สมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ส่วนวารสารไทยคู่ฟ้า ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็จะดำเนินการต่อไปเช่นกัน
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ กล่าวอีกว่า จะมีการประชุมโฆษกกระทรวงเพื่อทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อจัดข้อมูลให้สื่อมวลชนอย่างทันท่วงที ที่อาจจะมีการประชุมพร้อมกันในหลายกระทรวง เพื่อจะมีการสื่อสารออกทางเว็บทำเนียบฯได้ทันท่วงที
เชิญทีวีดาวเทียม14ช่องที่จอดำคุย4มิ.ย.
พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงถึงเสียงสะท้อนจากสื่อมวลชนกรณีที่เข้าใจมีการปิดกั้นสื่อว่า อยากจะฝากประชาสัมพันธ์ว่าเราไม่มีเจตนาปิดกั้นสื่อแต่อย่างใด แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านเรามีความจำเป็นในการปรับความเข้าใจให้สงบในบ้านเมืองเรา เป็นมาตรการที่จำเป็นและใคร่ครวญแล้ว โดยคสช. ทราบดีกว่ามีผลกระทบแต่จะให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการและประชาชนน้อยที่สุด จึงมีการผ่อนปรนเป็นระยะ เริ่มจากฟรีทีวี ต่อด้วยทีวีดาวเทียม ยกเว้น14สถานี ที่มีเงื่อนไขพิเศษกับคสช. แต่ยืนยันว่าไม่ได้เพิกเฉยแล้วจะตัดทิ้งประเด็นนิี้ อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้(4มิ.ย.)กลุ่ม14ช่องสถานีดาวเทียมจะมีการหารือกับคสช.
พันเอกวินธัย ระบุด้วยว่า ส่วนทีวีดาวเทียมที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข14ช่องสถานี แต่อาจจะไม่ได้รับอนุญาตถูกต้อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อของกสทช.ที่กำกับดูแล จึงอยากให้ผู้ประกอบการไปหารือกับกสทช.ในเรื่องรายละเอียดในรูปแบบการดำเนินการและการทำธุรกิจ ตามกฎหมายของกสทช.ที่ดูแลอยู่
ชี้ประกาศคสช.ฉบับที่37เริ่มประสบผลสำเร็จชัด
พันเอกวินธัย แถลงถึงเรื่องของงานด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบของ คสช.มีการปฏิบัติ 2 ลักษณะ คือ การเข้มงวด และเข้มข้นในการตรวจจับอาวุธสงคราม โดยจะเห็นว่าทั่วทุกภูมิภาคมีข้อมูลการจับกุมเป็นระยะ หลังจากคสช.มีประกาศที่ 37 ให้คนสามารถนำอาวุธสงคราม วัตถุระเบิดมาส่งให้ทางราชการก็มีความคืบหน้า อาทิ ที่จังหวัดชลบุรีก็จะเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลนำอาวุธมาวางทิ้งไว้ในสวนพงหญ้าจำนวนมาก เพื่อให้เห็นว่าคสช.ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องอาวุธสงครามที่เป็นองค์ประกอบหลักในการก่อเหตุรุนแรงจนเกิดความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา
พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลนั้น ขอย้ำว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้เป็นการประกาศใช้กฎหมายสูงสุด คือ กฎอัยการศึก ซึ่งข้อกำหนดข้อ 5 คือ ไม่สามารถชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนได้ แต่ทั้งนี้คสช.มีวิธีดำเนินการกับท่าน คือ จะดำเนินการสร้างความเข้าใจเป็นหลัก มีการสื่อสารสอดแทรกทำความเข้าใจ ผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิก และหากยังมีการฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่จะเข้าดำเนินการโดยจะเริ่มจากวิธีที่เบาละมุนละม่อน อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจขอให้พี่น้องเพื่อนฝูงช่วยแจ้งเตือนกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่จะได้ทำงานสะดวกยิ่งขึ้น และถือเราจะนำพาความสงบสุขและพัฒนาประเทศร่วมกัน



