ข่าว

คสช.ย้ายที่แถลงข่าวไปทำเนียบฯ

คสช.ย้ายที่แถลงข่าวไปทำเนียบฯ

03 มิ.ย. 2557

ทีมโฆษกคสช.ย้ายที่แถลงข่าวไปที่ทำเนียบรัฐบาล ด้าน 'พ.อ.ณัฐวัฒน์' แจงยังไม่เคาะเดินหน้ารถไฟความเร็วสูง ปัดข่าวเชิญ 'ชัชชาติ' มาให้ข้อมูล

 
                     3 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวการแถลงข่าวประจำวันของทีมโฆษกคสช.ได้รับแจ้งจากทีมโฆษก คสช.ว่า ในวันนี้ทีมโฆษกคสช.จะย้ายสถานที่แถลงข่าวจากหอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ไปแถลงที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ในเวลา 13.30 น.เป็นต้นไป
 
                     ขณะเดียวกัน พันเอกณัฐวัฒน์ จันทรเจริญ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า อาจมีการคาดเคลื่อนในกรณีที่มีข่าวว่าจะเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตรมว.คมนาคม มาให้ข้อมูลการจัดทำโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ หรือรถไฟความเร็วสูง ขอยืนยันว่าในช่วงนี้ ยังไม่มีนโบายเชิญนายชัชชาติมา
 
                     ทั้งนี้ การจัดทำโครงการก่อสร้าง ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาหาข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง คงยังไม่มีพิจารณาดำเนินการในช่วงนี้ เนื่องจากไม่ใช่โครงการเร่งด่วน และต้องใช้งบประมาณสูง แต่อาจมีการพิจารณาจัดทำโครงการรถไฟรางคู่ก่อน ในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ที่เหมาะสม ทั้งนี้หากมีข้อชัดเจน หรือมีข้อมูลเพิ่มเติม จะเรียนให้ทราบในโอกาสต่อไป
 
 
'ไพบูลย์' เผย 'คสช.' เดินหน้าจัดลำดับกม.เร่งด่วน
 
 
                     เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (3 มิ.ย.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของคสช. กล่าวว่า ในวันนี้ได้เรียกประชุมระดับปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของส่วนราชการต่างๆ ทั้ง 19กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบนโยบายและชี้แจงถึงนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. ว่ามีการแก้ไขข้อกฎหมายของส่วนราชการ เพื่อเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน จนถึงการสร้างหลักประกันในการปฏิบัติงานไม่ให้มีการแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสม และที่สำคัญเป็นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมต่างๆ และลดความเหลื่อมล้ำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน การประชุมในวันนี้ทางด้านหน้าหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้มีการแบ่งกลุ่มกฎหมายเป็นกรอบการดำเนินงาน เพื่อผลักดันให้เป็นผลโดยเร็วในระยะเร่งด่วน เป็นการพิจารณากฎหมายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กฎหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีการนำมาพิจารณาและออกเป็นประกาศหรือคำสั่งของคสช.ที่จำเป็น
 
                     พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า 2.กฎหมายที่ค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ หมายถึงกฎหมายที่เคยนำเสนอผ่านมติครม.และค้างอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ สำหรับกลุ่มนี้ขอให้ทุกส่วนราชการจัดทำข้อมูลมาอีกครั้ง เรื่องใดกฎหมายใดที่ยังค้างอยู่ ที่ผ่านครม.ไปอยู่ที่กฤษฎีกา นำมาจัดเรียงลำดับความเร่งด่วน ซึ่งเราไม่ทราบว่ากฎหมายที่ไปอยู่ที่กฤษฎีกามีจำนวนเท่าใด ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไข โดยใช้มาตรการเร่งด่วน และเสนอต่อคสช. และนำขึ้นสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป3.กฎหมายที่อยู่ในส่วนราชการที่เตรียมการยกร่าง ซึ่งในส่วนนี้ขอให้ทุกส่วนราชการได้จัดเตรียมข้อเสนอเหตุผลและความจำเป็นในการออกกฎหมาย หลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมาย หลังจากวางกรอบกฎหมายเรียบร้อยแล้วในวันนี้จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายทุกส่วนราชการให้มีความเข้าใจในการแบ่งกลุ่มงานทั้ง 3 งาน และให้กลับไปทำเป็นการบ้านเรียงลำดับความเร่งด่วนของกฎหมาย และส่งกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาธิการในวันที่ 6 มิ.ย. หลังจากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดลำดับ เพื่อดำเนินการส่งให้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของคสช.ต่อไป
 
                     นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ทำหนังสือสอบถามมาที่คสช. ถึงสถานะพรรคการเมืองหลัง หลังคสช.มีประกาศฉบับที่ 11 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ส่งผลให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองสิ้นสภาพการบังคับใช้ไปด้วย เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้มีประกาศรับรองการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
 
                     แหล่งข่าวจากทีมกฎหมาย คสช. เปิดเผยว่า เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้ว ส่งผลให้พ.ร.บ.พรรคการเมืองสิ้นสภาพการบังคับใช้ไปด้วย ดังนั้นพรรคการเมืองที่มีอยู่ก็ต้องสิ้นสภาพไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้หัวหน้า คสช.ได้สั่งการให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายไปศึกษาข้อดีข้อเสียของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่สิ้นสภาพไปแล้วว่าควรจะมีการประกาศใช้ต่อไปหรือไม่ หากเห็นว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวส่งผลดีก็อาจจะออกเป็นประกาศ หรือบรรจุลงในธรรมนูญปกครองชั่วคราว
 
                     “ในกรณีที่เห็นว่าพ.ร.บ.พรรคการเมือง ควรมีผลบังคับใช้ เพราะเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าผลเสีย และคิดว่าควรจะออกเป็นประกาศ เราก็จะให้มีผลผลย้อนหลังให้กฎหมายคงสภาพไปเหมือนก่อนประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี  2550” แหล่งข่าวกล่าวและว่า ในขณะนี้นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช.ฝ่ายกฎหมาย เป็นหัวหน้าคณะดำเนินการ ซึ่งทีมกฎหมายอยู่ระหว่างการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวอยู่ เป็นไปตามที่หัวหน้า คสช.เคยบอกว่ากรอบในการร่างเป็นไปตามประเพณี ซึ่งการประกาศใช้เป็นไปตามห้วงระยะเวลาที่ต้องให้สิ้นสุดสถานการณ์ในระยะที่ 1 ในการดูแลสถานการณ์ให้สงบก่อน
 
                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 11 ในการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ฉบับสิ้นสภาพไปด้วย ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2.พ.ร.บ.ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง 3. พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 4. พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญา 5.พ.ร.บ.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6.พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการเลือกตั้ง สว. 7. พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง  8.พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ  9.พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ค. มีประกาศ คสช.ให้คงบังคับใช้กฎหมาย 5 ฉบับแรก ส่งผลให้กฎหมาย  4 ฉบับหลังสิ้นสภาพการบังคับใช้ลง