
แง้มโมเดลปรองดอง'สูตรคสช.'
แง้มโมเดลปรองดอง'สูตรคสช.'
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเดินหน้าสร้างสมานฉันท์ปรองดองควบคู่กับการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบปัญหาการเมืองมานานกว่าครึ่งปี ทำให้ทุกฝ่ายจับตามองว่า เส้นทางปรองดองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช.วางเป้าหมายไว้นั้น จะเดินหน้าด้วยรูปแบบใด ใช้โมเดลแบบไหน ถึงจะสามารถไปสู่ผลสำเร็จได้ เพราะความแตกแยกทางการเมืองฝังรากลึกมานานนับสิบปี
คสช.ได้มอบหมายให้ กอ.รมน.รับผิดชอบเรื่องการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติในลักษณะของการจัดตั้ง "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป" (ศปป.) มีหน้าที่หลักคือ การเสริมสร้างความสามัคคีและการปฏิรูป
ทั้งนี้ความต้องการของ คสช.ปรารถนาให้ลงลึกไปทุกระดับ กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว จากเดิมที่ครอบครัวเดียวกันไม่สามารถพูดจาเรื่องการเมืองกันได้ เป็นปัญหาว่า จะทำอย่างไรให้ครอบครัวได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันได้ จุดนี้ก็จะเป็นระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อสร้างให้เกิดความยอมรับในความเห็นต่างทางการเมือง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันได้ ส่วนรูปแบบและแผนผังโครงสร้างแต่ละพื้นที่เป็นระดับ ศปป.ของ กอ.รมน.ภาค 1-4
แหล่งข่าวจากกองทัพเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ว่า เดิมคำสั่งจากหัวหน้า คสช.ให้กองทัพภาคที่ 1-4 ไปตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ทันที แต่เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียดแล้ว น่าจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย จึงใช้โครงสร้าง กอ.รมน.แทน ซึ่งแม่ทัพทั้ง 4 ภาคก็เป็น กอ.รมน.ภาคในพื้นที่ของตนเองอยู่แล้ว
ที่สำคัญการใช้โครงสร้าง กอ.รมน.จะทำให้มีโครงข่ายโยงใยลงไปถึงระดับจังหวัดและอำเภอ คือ กอ.รมน.จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า ขณะที่ กอ.รมน.อำเภอ มีนายอำเภอเป็นหัวหน้า โดยในโครงสร้าง กอ.รมน.เป็นการบูรณาการกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ฉะนั้นโครงสร้างของฝ่ายปกครองหรือมหาดไทย จึงอยู่ใน กอ.รมน.อยู่แล้ว ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง)
ส่วนรูปแบบการดำเนินการจะ "ไม่ใช้" โมเดลของ "โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง" ที่กองทัพใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่เยาวชน หรือโมเดลการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร รวมทั้งโมเดล "ลูกเสือชาวบ้าน" ตามหลักคิดแบบ one size fit all แบบเดิม แต่จะเป็นโมเดลเปิดกว้างให้แต่ละพื้นที่ไปคิดรูปแบบกิจกรรมกันเอง ให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของแต่ละท้องถิ่น
หลักการสำคัญก็คือ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ไม่พูดเรื่องอดีต แต่ให้ร่วมกันมองอนาคต ขั้นตอนการปฏิบัติจะไม่เชิญคู่ขัดแย้งมาเผชิญหน้ากันตรงๆ ทันที แต่จะมีกิจกรรมละลายพฤติกรรมก่อน แล้วค่อยๆ ผสานแนวคิดที่ขัดแย้งแตกแยกกันอยู่ ให้สามารถปรับคลื่นเข้าหากันได้ โดย "วิทยากรกระบวนการ" กิจกรรมที่ใช้ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพื้นที่ เช่น ชักชวนมาร่วมงานบุญ หรือไปนั่งพูดคุยยังสถานที่ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้มีสำนึกถึงความเป็นชาติร่วมกัน ละวางความแตกต่าง หันมาร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ โดยเป้าหมายไม่ใช่เปลี่ยนความคิด แต่เป็นการแสวงหาแนวทางอยู่ร่วมกัน ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และยอมรับความเห็นที่แตกต่างของกันและกัน
อย่างไรก็ดี แม้แนวคิดการตั้ง ศปป.จะได้รับการยืนยันจากฝ่ายทหารว่า ไม่มีการนิรโทษกรรมอย่างแน่นอน เพราะใช้ความสมัครใจ ห้ามการตั้งแง่หรือตั้งเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม ทว่าหากพิจารณาจากแนวคิดพื้นฐานที่นำมาใช้ในการจัดตั้ง ศปป.แล้ว ย่อมไม่อาจปฏิเสธแนวทางการนิรโทษกรรมความผิดที่ผู้เข้าร่วมกับ ศปป.เคยกระทำเอาไว้ในอดีตได้
เพราะการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และเปลี่ยนความคิดความเชื่อ ที่กองทัพดำเนินการมายึดหลักการเดียวกันมาตลอด ตั้งแต่มาตรา 17 สัตต แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 สมัยต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการใน 2 ช่วงเวลา 2 บทบัญญัติกฎหมาย ยึดหลักการเดียวกัน คือ นำตัวเข้าอบรม ทำความเข้าใจ เปลี่ยนความคิดความเชื่อ แล้วนิรโทษหรืองดเว้นการดำเนินคดีในความผิดที่เคยกระทำไว้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ประกาศ คสช.ที่เกี่ยวกับการให้ความผิดบางฐาน บางกลุ่มความผิด อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทหารนั้น ยกเว้นเอาไว้สำหรับพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า ยกเว้นไว้เพื่อดำเนินกระบวนการปรับความคิดความเชื่อ จะได้งดเว้นการลงโทษจากการกระทำผิดที่ต้องขึ้นศาลทหารหรือไม่
ปัจจุบันกระบวนการตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง บังคับใช้อยู่ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่มีคดีติดตัว แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกระทำไปเพราะหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยมีผู้ที่ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนแล้ว 4-5 คน
------------------------
(หมายเหตุ : แง้มโมเดลปรองดอง-สูตรคสช.)



