
คสช.ยันเสี่ยอุบลฯฆ่าตัวไม่เกี่ยวติดรายงานตัว
คสช.ยันเสี่ยอุบลฯฆ่าตัวตายไม่เกี่ยวติดรายชื่อรายงานตัว ญาติระบุเครียดจากโรคประจำตัว เล็งใช้ครู-พระสร้างสมานฉันท์ในพื้นที่
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 2 มิ.ย.2557 ร.ต.อ.อาธิศ นาโพธิ์วงษ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายภายในห้องนอนชั้น 2 ร้านอุบลกรุงไทยกลการ ถนนอุปลีสาน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี จึงเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพัก 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นสำนักงาน ส่วนชั้นสองภายในห้องนอนพบศพนายสราวุฒิ ภูธรโยธิน อายุ 59 ปี เจ้าของบ้านและเจ้าของกิจการโรงสี นอนหงายสวมเสื้อสกอตลายสีเขียว กางเกงขายาวสีดำ มือข้างขวาถือปืนพกสั้นขนาด .357 แม็กนั่ม มีรอยกระสุนที่ศีรษะ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินแต่อย่างใด
สำหรับนายสราวุฒิ ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 44/2557 ในรายชื่อลำดับที่ 15 ให้เข้ารายงานตัว ณ ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ ในวันที่ 3 มิถุนายน
เจ้าหน้าที่สอบสวน นางวันเพ็ญ ภูธรโยธิน อายุ 57 ปี ภรรยาผู้ตาย ให้การว่า ครอบครัวและคนงานอยู่ด้านล่างของบ้าน จนกระทั่งได้ยินเสียงดังคล้ายหลอดไฟระเบิดจากห้องนอนชั้น 2 จึงขึ้นไปดู พบว่าห้องนอนถูกปิดล็อกจากด้านใน จึงพยายามเรียกนายสราวุฒิให้เปิดประตู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ จึงให้คนงานใช้มีดและไขควงงัดประตูเข้าไป พบนายสราวุฒิใช้อาวุธปืนยิงตัวตายเสียชีวิติแล้ว โดยผู้ตายป่วยมาหลายปีแล้ว เมื่อคืนยังคุยกันปกติ มีเพียงบ่นว่าปวดเนื้อปวดตัวเท่านั้น
คสช.ยันไม่เกี่ยว-ญาติระบุเครียดโรค
พ.ต.อ.จุมพล สุวนาม ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ผู้ตายถูกหมายเรียกตามคำสั่ง คสช. แต่จากการสอบพยานเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากอาการเครียด เพราะมีโรคประจำตัวที่รักษามานานกว่า 10 ปี เช่น ความดัน กระดูกพลุน เบาหวาน ไม่สามารถนั่งรถไปไหนมาไหนได้นาน คงไม่เกี่ยวกับคำสั่งของ คสช.แต่อย่างใด
ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก คสช. กล่าวถึงกรณี นายสราวุฒิ ภูธรโยธิน ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากปัญหาส่วนตัวด้านธุรกิจ และโรคประจำตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ คสช.เรียกมารายงานตัว จึงจำเป็นต้องชี้แจง เพราะเกรงว่าประชาชนหรือสื่อจะนำมาเชื่อมโยงกัน โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับทราบจากญาติผู้ตาย นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากสังคมถึงกรณีที่ คสช.ยังเรียกบุคคลต่างๆ เข้ามารายงานตัวเพิ่มเติม โดยขอเน้นย้ำว่า เป็นการเชิญมาทำความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนปรับทัศนคติ เพื่อหาทางออกร่วมกันในอนาคต และนำพาประเทศชาติไปสู่ความสงบสุขแบบยั่งยืน การเรียกตัวมาไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูกเรียกตัวมาเป็นผู้กระทำความผิด
เล็งใช้ครู-พระสร้างสมานฉันท์ในพื้นที่
นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เชิญผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานพระพุทธศาสนา ไปประชุมเพื่อหารือเรื่องการสร้างสมานฉันท์ปรองดองในประเทศตามโรดแมป ระยะที่ 1 ของ คสช.
ทั้งนี้เพราะ ศธ.เป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรในสังกัดจำนวนมาก มีครูกว่า 6 แสนคน และยังดูแลตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กศน. เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ ศธ.ช่วยขยายผลชี้แจงทำความเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองให้กับบุคลากรระดับล่าง พร้อมกันนั้นขอให้ ศธ.เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างกลไกพร้อมกิจกรรมที่ยั่งยืนในการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เตรียมให้มีการประชุมทำความเข้าใจในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของ คสช.รวมถึงสอดส่องเหตุการณ์ในพื้นที่และคอยรายงานมา และมีแนวโน้มว่าจะนำแนวทางของ สพฐ.มาดำเนินการในสังกัดอื่น ๆ
ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (3 มิ.ย.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้นัดประชุมผู้บริหาร ศธ.และระดับปฏิบัติ เวลา 9.00 น.เพื่อหารือโครงการเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่ โครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และงบประมาณเยียวยาโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในภาคเหนือ
เน้นพัฒนาบุคคลกรการศึกษายึดผลประโยชน์นร.
พ.อ.ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ รองโฆษก คสช. กล่าวถึงกลุ่มงานด้านสังคมและจิตวิทยา ว่า พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ฝ่ายกลุ่มงานสังคมจิตวิทยา ได้มอบหมายให้ พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้ากลุ่มงานสังคมจิตวิยา ได้เชิญผู้แทนในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ หารือที่สโมสรทหารบกในวันนี้ (2 มิ.ย.) โดยเน้นโครงการเร่งด่วนเช่น การจัดซื้อแท็บแลต เงินกู้ยืมเงินศึกษา หรือ กยศ. แนวทางการปฎิรูปการศึกษาทั่วประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้มอบหมายนโยบายการพัฒนาบุคคลากรทางด้านการศึกษา ให้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับ เพื่อให้เป็นกำลังของชาติต่อไป และย้ำให้เรียนรู้ในเรื่องของการเป็นพลเรือนดี และศีลธรรม จริยธรรม พร้อมทั้งพัฒนาวิชาชีพ งานฝีมือ ให้สอดรับกับตลาดทั้งภายในและภายประเทศ
พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องโครงการต่างๆ ทาง หัวหน้า คสช. ทำหน้าที่เพียงรับทราบไม่ได้เจาะจงว่าโครงการไหนจะให้ดำเนินการต่อหรือชะลอ เพียงแต่ท่านบอกว่าไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา โดยให้เวลา 2 สัปดาห์ ไปทำให้เรียบร้อยก่อนนำมาเสนออีกครั้ง ส่วนโครงการไหนที่เรียบร้อยก่อน ก็นำมาเสนอก่อนได้ เช่น โครงการแท็บเล็ตว่าดีหรือไม่ดี หรือจะให้เลิกหรือไม่เลิก เพียงแต่ให้กระทรวงศึกษาธิการไปตั้งคณะทำงานศึกษาผลดีผลเสีย และหากไม่ดำเนินการต่อ เงินที่เหลือจากโครงการนี้จะเอาไปใช้ในด้านใด ซึ่งขอให้ทางกระทรวงศึกษาเป็นผู้เสนอมาด้วยเช่น อาจจะตั้งเป็นสมาร์ทคลาสรูม หากนักเรียนได้ประโยชน์ก็ทำต่อ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วคนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจคือหัวหน้า คสช. โดยยึดหลักแนวทางเหล่านี้ และถ้าหากจะทำต่อก็จะต้องมีความโปร่งใส ทั้งเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่งท่านได้ขีดเส้นตายเอาไว้ 2 สัปดาห์



