
'ปลัดมท.'ไม่หนักใจทำหน้าที่สนอง'คสช.'
02 มิ.ย. 2557
ปลัดมท.แจงภารกิจเร่งสนับสนุน 'คสช.' ย้ายขรก. 2 รอบ สนองปรองดอง ไม่หนักใจทำหน้าที่แทน มท.1 'กต.' เร่งแจงต่างชาติเหตุรัฐประหาร 'ณัฐวัฒน์' รักษาการแทน 'ทูตปสันต์'
2 มิ.ย. 57 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงภารกิจของกระทรวง ภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า การทำงานของกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการตามภารกิจที่จะเร่งให้ทุกภาคส่วนของกระทรวงทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานของ คสช. โดยเน้นการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเฉพาะการสร้างความปรองดองที่ต้องสร้างความสงบเรียบร้อย โดยจะสร้างความสงบสุขทั้งระดับหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ด้วยการใช้จิตวิทยาทำให้ประชาชนไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยในพื้นที่ที่มีความสามัคคีอยู่แล้ว จะส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีที่ยั่งยืน ส่วนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง หรือมีความเห็นทางการเมืองต่างกัน ก็จะพยายามคลี่คลาย โดยกระทรวงจะใช้หน่วยงานความมั่นคงในการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางการแก้ไข โดยจะมีภารกิจหลัก 3 เรื่อง ที่จะทำงานร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง การปราบปรามกวาดล้างอาวุธสงคราม และสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยจะยึดหลักความสามัคคี พอเพียง และสันติ ส่วนพื้นที่ใดมีความมั่นคงเรื่องความปรองดองอยู่แล้ว ก็จะสร้างความยั่งยืนเพิ่มเติม โดยการให้ความรู้ และทำความเข้าใจ นอกจากนี้ ศูนย์ปรองดองจะเน้นเรื่องการบำบัดจิตใจของประชาชนภายในพื้นที่ โดยในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ใดมีความขัดแย้งรุนแรง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา นายวิบูลย์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการ เพราะเป็นการปรับย้ายในระนาบเดียวกัน คือ ผู้บริหารระดับสูง และเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติตามนโยบายปรองดอง โดยจะไม่มีการโยกย้ายในระดับ 10 เพิ่มอีก จนกว่าจะถึงฤดูกาลโยกย้ายเดือนกันยายน ส่วนตำแหน่งระดับ 9 ลงไป ยังไม่มีนโยบายการปรับย้ายช่วงนี้ โดยจะพิจารณาในคราวเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี เพราะยังมีตำแหน่งผู้บริหารที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ร่วมกันอีก 20 ตำแหน่ง
เมื่อถามว่า รู้สึกหนักใจในการเข้ามาทำหน้าที่ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายวิบูลย์ ตอบว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เนื่องจากในการทำงานร่วมกับ คสช.มีความใกล้ชิด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
สั่งผู้ว่าฯ สนองนโยบาย คสช. รายงานผลทุกวัน
นายวิบูลย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมประชุมกระทรวงมหาดไทยครั้งที่ 3/2557 โดยมีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
โดยนายวิบูลย์ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ขอให้ร่วมปฏิบัติงานอย่างตั้งใจ และเร่งรัดการดำเนินการโดยรับนโยบายของผู้บริหารสูงสุด และ คสช.ไปปฏิบัติ เพื่อให้บ้านเมืองมีสันติสุข ขอให้ข้าราชการบริหารงานตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยไปตามปกติ รวมถึงขอให้ช่วยกันปฏิบัติตามโรดแม็พของ คสช. ในเรื่องการสร้างสันติสุขให้บ้านเมือง ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งศูนย์ส่วนหน้าของกระทรวงมหาดไทย จะต้องทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อยุติความรุนแรง ความขัดแย้ง ขณะเดียวกันขอให้แก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงมหาดไทย จะเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งข้อเสนอในการปฏิรูปจากประชาชนด้วย นอกจากนั้นขอให้แต่ละจังหวัด เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่า ระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงตามที่หัวหน้า คสช.ได้ประกาศไว้
"ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกับทุกภาคส่วน ดำเนินงานภายใต้นโยบายของ คสช.ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ความเข้มข้นในการบริหารงาน เพื่อรองรับการบริหารของ คสช. คือ การป้องปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบันฯ การขับเคลื่อนการทำงานของศูนย์ส่วนหน้า การระงับยับยั้งการเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จ การปราบปรามอาวุธสงคราม การป้องกันปราบปรามการพนัน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย โดยขอให้ส่วนราชการทุกกรม ทุกจังหวัด ประสานงานกับทุกภาคส่วน"
ขณะที่นายประภาส บุญยินดี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ตามคำสั่งของ คสช.ที่ต้องการทราบผลการปฏิบัติตามที่ คสช.มีคำสั่ง จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดของกระทรวงมหาดไทย รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายของ คสช.มายังส่วนกลางทุกวัน ภายในเวลา 14.30 น. ผ่านกรมการปกครอง เพื่อกระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมรายงานให้ คสช.ทราบต่อไป และในการตั้งศูนย์ปรองดองระดับจังหวัดนั้น ขอให้ทุกจังหวัดเร่งหาอาสาสมัครมาช่วยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่
กต.เร่งแจงต่างชาติเหตุรัฐประหาร
นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทยต่อต่างชาติ ว่า ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ประกอบด้วย รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมแชงกรีลา ไดอะล็อก ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเวทีดังกล่าวเป็นการหารือเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยมี 28 ประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ไทยได้ใช้เวทีดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งอธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน และได้พูดถึงความจำเป็นที่ คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ เนื่องจากตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์มีแนวโน้มเกิดความรุนแรง
นายเสข ระบุว่า ขณะเดียวกันมีรัฐบาลจาก 39 ประเทศ ได้ประกาศท่าทีและมีมาตรการตอบโต้ ซึ่งเข้าใจว่าหลายประเทศได้แสดงความเป็นห่วงขอให้ไทยกลับเข้าสู่การเลือกตั้ง และขอให้ไทยกลับเข้าสู่หลักประชาธิปไตย ซึ่งเราเข้าใจว่ารัฐบาลของเขาแสดงท่าที เพราะยึดเรื่องหลักการ โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ควรต้องมองในภาพรวม และท่าทีต่างๆ ควรมีความพอดี และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว เพราะไทยเป็นมิตรประเทศยาวนาน มีผลประโยชน์ และความร่วมมือหลากหลาย จึงอยากให้มองภาพรวม ก่อนที่จะพิจารณาท่าทีของเขาต่อประเทศไทย ที่สำคัญขณะนี้ ทาง คสช.ได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เช่น การเลื่อนเวลาประกาศใช้เคอร์ฟิว และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวเป็นจำนวนมากแล้ว และอีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้แถลงโรดแม็พการทำงาน 3 ขั้นแล้ว ซึ่งถือเป็นพัฒนาการตามลำดับ
นายเสข กล่าวว่า ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตเลีย ญี่ปุ่น เยอรมัน โดยไทยได้แสดงความผิดหวังกับท่าทีของออสเตรเลีย ที่ได้มีการประกาศลดการมีปฏิสัมพันธ์กับกองทัพไทย และพิจารณาไม่ให้ผู้นำเหล่าทัพเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลียออกมาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมกันนี้ได้อธิบายขั้นตอนภายใต้โรดแม็พให้ฟัง ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้น เพื่อให้นำข้อมูลเหล่านี้ ไปพิจารณาเพื่อทบทวนท่าที รวมถึงมาตรการตอบโต้ต่างๆ ที่มีกับไทย เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าเรามีขั้นตอนนำไปสู่การปรองดอง สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยการปฏิรูป ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งและกลับสู่ประชาธิปไตยในที่สุด
นายเสข กล่าวว่า ในส่วนของคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีข่าวระบุว่า ได้พูดถึงประเทศไทยในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง ขอชี้แจงว่าคำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ได้เจาะจงถึงประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นการพูดถึงความมั่นคงภายในภูมิภาค มีเพียงแค่สองบรรทัดที่ยืนยันท่าทีของสหรัฐฯ ดังนั้นการเสนอข่าวดังกล่าวจึงเป็นการคลาดเคลื่อน
นายเสข กล่าวว่า วันนี้ (2 มิ.ย.) นายสีหศักดิ์ ได้เดินทางไปเยือนประเทศพม่า เพื่อไปพบกับนายวันนา หม่องลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ ในฐานะประธานอาเซียน เพื่ออธิบายสถานะล่าสุดหลังมีการประกาศโรดแม็พของประเทศไทยให้รับทราบ เพื่อให้อาเซียนเข้าใจสถานการณ์และข้อเท็จจริงในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ยอมรับว่าประเทศอาเซียนต่างๆ ได้แสดงความเป็นห่วงเพราะเห็นความสำคัญของไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน สถานการณ์ในไทยย่อมส่งผลกระทบในภูมิภาค แต่ไทยได้ยืนยันว่าเราพร้อมมีบทบาทและดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกทั้งในต่างประเทศเช่นเดิม อย่างไรก็ดี เชื่อว่าอาเซียนจะไม่มีการจัดประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทยเป็นการเฉพาะ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาเซียนเองยังยึดมั่นในหลักไม่แทรกแซงภายในของประเทศสมาชิก
สำหรับสถานะประกาศเตือนการเดินทางเยือนไทยล่าสุด นายเสข กล่าวว่า ขณะนี้มี 63 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 19 ประเทศประกาศให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศได้สรุปแผนการตามโรดแม็พ 3 ขั้น ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลง ส่งให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เพื่อประกอบการชี้แจงแล้ว และจะมีการดำเนินการควบคู่ไปกับการชี้แจงองค์กรระหว่างประเทศในไทย เพื่อให้ทราบถึงข้อมูล และสถานะล่าสุด นอกจากนี้ยังต้องพูดคุยกับสื่อต่างประเทศเป็นระยะต่อไป
เผย 'ณัฐวัฒน์' รักษาการแทน 'ทูตปสันต์'
นายเสข กล่าวถึงกรณีการเรียก นายปสันต์ เทพรักษ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน กลับประเทศไทย ว่า ในขณะนี้ นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ อัครราชทูตไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสามารถ และเชื่อมือได้ จะปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนนายปสันต์ไปก่อน และยืนยันว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ก็ยังดำเนินงานไปเป็นปกติ โดยระหว่างนี้ จะยังไม่มีการพิจารณาผู้ที่ไปทำหน้าที่แทน เนื่องจากยังไม่ถึงฤดูกาลปรับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันเหตุผลการเรียกตัวนายปสันต์ กลับประเทศครั้งนี้ ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - อังกฤษแต่อย่างใด



