ข่าว

คสช.จัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง

คสช.จัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง

31 พ.ค. 2557

ทหารบุกพื้นที่เรดการ์ดเรดิโอ ตั้งเวที 'คสช.สร้างความปรองดองสมานฉันท์' ปชช.แห่ร่วมคึก! จัด 5 ชุดมวลชนพร้อมรถกระจายเสียงเข้าถึงหมู่บ้าน

 
                        31 พ.ค.57 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณตลาดเปียร์นนท์ จ.ปทุมธานี ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋) เพียง 200 เมตร พล.ต.กู้เกียรติ สีนาคา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร2 รอ.) เป็นประธานจัดกิจกรรม คสช.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีกำลังพล 2 กองร้อยจากกองพันทหารม้าที่30 (ม.พัน.30) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ช่วยเหลือบำรุงขวัญประชาชนในพื้นที่ ก่อให้เกิดความปรอฃดองสมานฉันท์ โดยมีกิจกรรม จากกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2รักษาพระองค์ (ป.2.รอ.) เเละกองพันทหารม้าที่30 (ม.พัน.30) อาทิ ดนตรี เทอดทูนสถาบัน ตัดผม บริการเเพทย์ อาหาว่าง น้ำดื่ม พร้อมหน่วยงานอื่นเข้าร่วม เช่น สถานีตำรวจภูธรคูคต เทศบาลคูคด อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน โรงพยาบาลในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดชุดมวลชน 5 ชุด พร้อมรถติดเครื่องขยายเสียงเข้าไปตามหมู่บ้านเพื่อชี้แจง เหตุผลการปฎิบัติงานของทหาร ร่วมถึงการทำงานภาพใหญ่ของ คสช.
 
                        ด้าน พล.ต.กู้เกียรติ กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ ที่มาร่วมกิจกรรม โดยเราจะดำเนินการทุกจุดและจะทำอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวเรามีความคุ้นเคยดีเพราะเมื่อปี54 เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทาง พล.ร.2รอ. ก็เข้ามาดูแลช่วนเหลือประชาชน ทำให้ได้รู้จักผู้นำชุมชน ข้าราชการ ตำรวจ ที่อยู่ในพื้นที่ และในวันนี้ทาง พล.ร.2รอ. ได้เข้ามาจัดกิจกรรม "คสช.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ " ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่ ส่วนการประเมินผลงานคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ขณะนี้เรื่องสีเสื้อไม่มีความหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นคนไทย
 
                        สำหรับบรรยากาศ สถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋) ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปดูแลสถานที่ ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปรื้อถอนเสาอากาศกระจายเสียง ตามคำสั่งของ คสช.
 
 
'พล.อ.อ.ประจิน' นั่งหัวโต๊ะ คสช.ประชุมร่วมผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง
 
 
                        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธานการประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีที่ปรึกษา คสช.ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้าร่วม ทั้งนี้ เป็นการประชุมแนวทางการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อขอรับทราบนโยบาย โครงสร้างหน่วยงาน และการวางแผนการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ได้ต่อไป
 
                        ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า คสช.ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง โดยจะทบทวนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ปรับปรุงให้ดีและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น อีกทั้ง พัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีระเบียบและมาตรฐาน โดยจัดให้มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมุ่งหวังทำให้เกิดความเข้มแข็ง ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
 
                        อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ได้รายงานปัญหาเร่งด่วน แนวทางการปฏิรูปองค์กรให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งจะมีเวลาให้แต่ละหน่วยงานในการเสนอความคิดเห็นคนละ 3 นาที และให้เร่งส่งรายละเอียดต่างๆ ให้ หากยังไม่มีข้อสรุปในวันนี้ อยากให้หน่วยงานนำไปคิดและส่งรายงานต่อคสช. ก่อน 12.00 น. ของวันที่ 1 มิ.ย.57
 
 
คสช.เชื่อต่างชาติเข้าใจเหตุผลยึดอำนาจ
 
 
                        ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมพ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง พ.อ.ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ และพ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษก คสช.ร่วมแถลงข่าวประจำวัน โดย พ.อ.หญิงศิริจันทร์ แถลงว่า รายการพิเศษคืนความสุขให้คนในชาติที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้อธิบายความเกี่ยวกับการทำงานและเจตนารมณ์ในการบริหารแผ่นดินให้ประชาชนได้รับทราบนั้น จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้งตามวันเวลาที่เหมาะสม โดยเบื้องต้นจะใช้วันศุกร์เป็นหลัก ทั้งนี้คสช.ยังได้เตรียมพิจารณาปรับกำลังแต่ละจุดให้เหมาะสมกับพื้นที่ในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการตั้งด่านตรวจเพื่อป้องกันอาชญากรรมและอาวุธสงคราม เพื่อสร้างบรรยากาศปกติของสังคมไทยกลับมา แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังมีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานรองรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา
 
                        ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีหัวหน้า คสช.ได้แถลงผ่านรายการพิเศษว่าจะคงสถานการณ์ 3 เดือนก่อนจะตั้งนายกฯและรัฐบาล พ.อ.หญิงศิริจันทร์ ตอบว่า ระยะเวลา 2-3 เดือนเป็นการดำเนินการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป โดยขณะนี้บางพื้นที่มีการเริ่มจัดในระดับย่อยแล้ว เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมสู่การบริหารประเทศตามระยะที่ คสช.วางไว้ เมื่อถามต่อว่าหากยังมีกลุ่มต่อต้านออกมาเคลื่อนไหวจะมีการขยายกรอบเวลาดังกล่าวหรือไม่ พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เพราะต้องบริหารตามสถานการณ์ แต่ที่ผ่านมาคนไทยให้ความร่วมมือกับคสช.เป็นอย่างดี ดังนั้นกรอบเวลาจึงเป็นเพียงตุ๊กตาที่ตั้งขึ้น หากคนในสังคมมีความร่วมมือดีลดการต่อต้าน ก็จะทำให้เราเดินไปสู่ระยะที่ 2 และ 3 เร็วขึ้น
 
                        เมื่อถามว่าปฏิกิริยาตอบกลับจากต่างประเทศในเรื่องการยึดอำนาจการปกครองนั้น คสช.ได้มีการทำความเข้าใจกับต่างประเทศอย่างไร พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่ได้รับยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่ในมาตรการนั้น คสช.และกระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งดำเนินการสร้างความเข้าใจอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา และขณะนี้ปฏิกิริยาจากต่างประเทศก็มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ
 
                        ด้าน พ.อ.วีรชน กล่าวเสริมว่า เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของไทยและต่างประเทศ ดังนั้นขอให้สื่อรายงานสถานการณ์ในประเทศที่แม้จะมีการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่คนไทยก็ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่มีปัญหา จึงขอให้สื่อมวลชนช่วยชี้แจงให้ต่างประเทศเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
 
                        ขณะที่ พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า การที่ประเทศหนึ่งมีการยึดอำนาจ ต่างประเทศก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยซึ่งเป็นหลักสากลอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าทางการข่าวของแต่ละประเทศคงเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยว่าถึงจุดวิกฤติจึงต้องมีการยึดอำนาจ โดยลำดับต่อไปก็จะมีการชี้แจงผลการปฏิบัติดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยคืนความสุขได้จริงก็เชื่อว่าต่างประเทศจะเข้าใจ
 
 
คสช.เล็งใช้กม.จัดการเด็ดขาดกลุ่มต้านรัฐประหาร
 
 
                        ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร ว่า จากภาพรวมของการรักษาความสงบเรียบร้อย พบกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มที่รวมตัวกันต่อต้าน คสช. ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงอยากวิงวอนขอให้ประชาชน ช่วยกันห้ามปราม และขอให้ยึดถือแนวทางของ คสช.ที่ได้ชี้แจงให้ทราบไปแล้ว สำหรับผู้ที่ทำความผิดที่ผ่านมานั้น สน.พญาไท ได้มีหมายจับแล้ว 14 คน และเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่นมา ก็สามารถจับกุมได้แล้ว 1 คน
 
                        พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า 2.กลุ่มที่ต่อต้านไม่เห็นด้วยกับ คสช. ที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ตนขอวิงวอนว่าขณะนี้หลายส่วนได้ให้การยอมรับในแนวทางของ คสช. มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากผลสะท้อนในกระบวนเรียกบุคคลมารายงานตัว ที่หลายคนที่ได้เข้าสู่กระบวนการเมื่อมีการปรับความเข้าใจ ปรับทัศนคติในการหาทางออก ซึ่งขณะนี้หลายๆ ท่านได้สะท้อนความรู้สึกในทิศทางเชิงบวก และเข้าใจตรงกันว่า เราทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง
 
                        ส่วนที่มีการนัดหมายชุมนุมใหญ่ต่อต้านการรัฐประหารในวันพรุ่งนี้(1 มิ.ย.) นั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า คสช. จะใช้มาตรการเช่นเดียวกับที่ทำอยู่แล้วขณะนี้ ไม่ได้เป็นข้อกังวลแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ในขณะที่ยังไม่มีเหตุการณ์ เราก็มีการประชาสัมพันธ์ เช่นเหตุการณ์ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น จึงเชื่อมั่นว่ามาตรการที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเตรียมพร้อมอยู่ในขณะนี้ ยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ คสช.ยอมรับในความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในช่วงนี้ขอให้ทุกคนเห็นแก่ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
 
                        พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ขอย้ำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารในช่วงนี้ เนื่องจากขณะนี้พบผู้แต่งกายเลียนแบบทหารไปแอบอ้างกระทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประชาชนมีวิธีสังเกตเบื้องต้น ได้แก่ 1.หัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ จะมียศติดอยู่ในเครื่องแต่งกาย 2.มีเอกสารทางราชการยืนยัน และ 3.มียานพาหนะที่ใช้ในราชการ และองค์ประกอบอื่นที่เป็นทางการ ส่วนที่มีการแจ้งว่าพบผู้แต่งกายในชุดทหารแอบอ้างกระทำความผิดในภาคอีสานนั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงข่าวลือ และยังไม่ได้รับแจ้งจากแม่ทัพภาคที่ 2 แต่อย่างใด
 
 
คสช.เข้ามอบนโยบายกระทรวงวิทย์
 
 
                        เมื่อเวลา 13.00 น. ข้าราชการกระทรวงนำโดยปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ และผู้บริหารหน่วยงายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ต้อนรับคณะผู้บัญชาการทหารเรือ รองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย และคณะ ที่มีกำหนดตรวจเยี่ยมกระทรวงวิทยาศาสตร์ อย่างเป็นทางการวันแรก
 
                        โดยหลังจากที่คณะเดินทางมาถึง ปลัดกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดได้ให้การต้อนรับ โดยพลเรือเอกณรงค์ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก่อนที่จะเข้าห้องประชุมรับฟังแนวทางในภาพรวมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ที่เตรียมนำเสนอแผนงาน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2557 และโครงการที่จะผลักดันในปี 2558
 
                        ในที่ประชุมปลัดกระทรวง ได้ชี้แจงโครงการตามงบประมาณ ปี 2557 โดยยืนยันกระทรวงวิทยาศาสตร์ไม่มีโครงการที่ติดค้างเพราะสามารถดำเนินการได้ถึง 49% ตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ส่วนโครงการที่ใช้งบประมาณเกิน 1พันล้านบาท ที่รอเข้า ครม. ได้แก่ โครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระราม 9 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง5 และโครงการก่อสร้างอาคารมาตรวิทยาเคมี ของสำนักมาตรวิทยา ที่ค้างมานานเนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนแบบ และต้องนำเสนอเข้า ครม. หรือดำเนินการผ่านกระบวนการบริหารภายใต้กฏอัยการศึก
 
                        ส่วนงานในเชิงนโยบาย ปลัดกระทรวงวิทย์ชี้แจงว่าประเทศไทยมีงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแค่ 0.26% ของจีดีพี และมีแผนชัดเจนในช่วง 5 ปี ที่จะผลักดันงบวิจัยให้ขึ้นไปถึง 1% ของจีดีพี และหวังให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การปฏิรูปงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมกับการปฏิรูปประเทศและปฏิรูปการศึกษา ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
 
                        ในช่วงที่การเมืองยังไม่เข้าที่ ทำให้การทำงานในหลายเรื่องล่าช้า เนื่องจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบอร์ดหมดวาระ และต้องรอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ครม. เช่นบอร์ดของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่มีนายกเป็นประธาน ซึ่งติดค้างมาตั้งแต่สมัยยุบสภา
 
                        สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2558 กระทรวงวิทย์เตรียมผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่นโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และโครงการเคลื่อนย้ายกำลังคนจากภาครัฐไปสู่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม talent Mobility ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเข้มแข็ง ให้กับประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมคาดว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อสื่อมวลชน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
-----------------------------------------
 
 
(ที่มาภาพ : @l0l93)