
ประธานาธิบดีอียิปต์กับแนวคิดการพัฒนาประชาธิปไตย
ประธานาธิบดีอียิปต์กับแนวคิดการพัฒนาประชาธิปไตย : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ ยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอียิปต์ครั้งล่าสุด แต่ก็เป็นที่คาดหมายกันว่า พล.อ.อับดุลฟัตตาห์ อัล-ซีซี อดีตผู้นำกองทัพอียิปต์และผู้ก่อรัฐประหารกลางปีที่แล้ว จะเป็นผู้กุมชัยชนะในการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีอียิปต์คนที่ 6 นับตั้งแต่การปฏิวัติอียิปต์เมื่อปี 1952 เป็นต้นมา
อัล-ซีซีคือใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ? เชื่อว่าคงมีหลายคนสาธยายเล่ารายละเอียดกันไปพอสมควรแล้ว บทความนี้จึงอยากนำเสนออีกแง่มุมหนึ่ง เป็นแง่มุมที่เกี่ยวกับกรอบคิดทางการเมืองของอัล-ซีซี ซึ่งตัวเขาเองเป็นคนสะท้อนออกมาในรูปของบทความวิจัยเรื่อง “ประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง” เขียนขึ้นในระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการทัพบก สหรัฐอเมริกา (U.S. Army War College) รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2006
ในบทความนี้ อัล-ซีซี ได้ชี้ให้เห็น (ตั้งแต่เริ่มต้นบทความ) ถึงความสำคัญของศาสนาที่มีต่อการพัฒนาการเมืองในตะวันออกกลาง เขาอธิบายว่า "เพื่อที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยประสบความสำเร็จในตะวันออกกลาง เราควรให้ความเคารพต่อลักษณะทางศาสนาที่เป็นดั่งวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ตลอดจนแสวงหาแรงสนับสนุนจากผู้นำศาสนา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะช่วยเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็ง"
เขาอธิบายต่อไปว่า ประชาธิปไตยจะถูกมองเป็นบวกในสายตาของชาวอียิปต์และชาวอาหรับมุสลิมทั่วไป ก็ต่อเมื่อระบอบการเมืองนี้มีหลักการศาสนารองรับ ไม่ใช่มองศาสนาอย่างด้อยค่า และมองว่าศาสนาเป็นบ่อเกิดของความไร้เสถียรภาพ นอกจากนั้น ประเด็นที่อัล-ซีซีวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาก็คือ แนวการปกครองแบบโลกวิสัย (secular governance) หรือการปกครองแบบแยกศาสนจักรออกจากอาณาจักร
สำหรับ อัล-ซีซีแล้ว การปกครองแบบไม่เอาศาสนาคงไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง เพราะพวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ศรัทธามั่นในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีอัล-กุรอานเป็นเหมือนธรรมนูญชีวิตที่ครอบคลุมทุกมิติ เขาประณามรัฐบาลต่างๆ ในตะวันออกกลางที่เอนเอียงเข้าหาการปกครองแบบโลกวิสัยนิยม โดยให้เหตุผลว่าการปกครองแบบนี้ ปฏิเสธสิทธิของคนจำนวนมากที่มีความเห็นว่าศาสนาไม่ควรถูกแยกออกจากการเมือง และรัฐบาลเหล่านี้ก็มักจับผู้นำศาสนาเอาไปทรมานอยู่ในเรือนจำ
งานเขียนของอัล-ซีซีไม่ได้วิพากษ์แนวคิดโลกวิสัยนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้นำเสนอตำแหน่งแห่งที่ของศาสนาในทางการเมือง ซึ่งเขาเรียกสิ่งนี้ว่า "ประชาธิปไตยแบบอิสลาม" (Islamic Democracy) เขาเสนอว่า "ประชาธิปไตยคงจะไม่เป็นที่เข้าใจในตะวันออกกลาง หากปราศจากความเข้าใจในกรอบคิดเรื่อง ‘คิลาฟะฮ์’ หรือระบอบการปกครองที่ดำรงอยู่เป็นเวลา 70 ปีนับตั้งแต่ยุคศาสนทูตมุฮัมมัด จนถึงยุคคอลีฟะฮ์ผู้เที่ยงธรรม 4 ท่านแรกในโลกมุสลิม การสถาปนาผู้นำที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับผู้นำในยุคต้นขึ้นมาอีกครั้ง ถือเป็นเป้าหมายร่วมกันของประชาคมมุสลิมในการจัดตั้งรูปแบบการปกครองใหม่ในตะวันออกกลาง
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองในระบบนี้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญมีอยู่ 2 ประการ หนึ่งคือ อัล-บัยอะห์ หมายถึงการให้สัตยาบันยอมรับผู้นำ อันเป็นฐานรากความชอบธรรมในการปกครองสังคมหรือประเทศ อัล-ซีซีมองว่า อัล-บัยอะห์คือกระบวนการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ปกครองที่มีความชอบธรรม
ส่วนอีกกลไกหนึ่งคือ ‘อัช-ชูรอ’ หมายถึงกระบวนการปรึกษาหารือ เป็นการปรึกษาหารือระหว่างผู้นำกับประชาชนที่มีนัยทางศาสนา เป้าหมายคือ การตรวจสอบผู้นำหรือคอลีฟะฮ์ให้ดำเนินกิจการบ้านเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า
ตามความเห็นของอัล-ซีซี แม้กระบวนการเหล่านี้จะผูกโยงอยู่กับเรื่องราวประวัติศาสตร์ศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แต่ก็เป็นกระบวนการที่สามารถรองรับให้ประชาธิปไตยแจ้งเกิดได้ในตะวันออกกลางยุคปัจจุบัน



