ข่าว

บก.จร.จ่อใช้เครื่องออกใบสั่งออนไลน์

บก.จร.จ่อใช้เครื่องออกใบสั่งออนไลน์

28 พ.ค. 2557

'บก.จร.' เผย 5 เดือนแรกคุมเข้มบังคับใช้กม.จราจรได้ผล ออกใบสั่งผู้ขับขี่ไร้วินัย 4 แสนกว่าราย ระบุจ่อใช้เครื่องออกใบสั่งออนไลน์ในกทม.เร็วๆนี้

 
                       28 พ.ค.57 พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ พงศ์ธนารักษ์ ผกก.3 (ศูนย์ข้อมูลใบสั่ง) กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) รายงานผลการบังคับใช้กฎหมายจราจรเด็ดขาดตามที่ บช.น.กำหนดให้ตลอดปี 2557 เป็นปีแห่งการบังใช้กฎหมายจราจรเด็ดขาด พบว่า มีการออกใบสั่งผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดใน 13 ข้อหา ช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว 438,835 รายพบการทำผิดมากที่สุด 9 ข้อหาหลัก คือ จอดรถในที่ห้ามจอด 85,735 ราย รถควันดำ 47,579 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 27,481 ราย ไม่พกใบอนุญาตขับขี่ 23,158 ราย อุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบ 19,748 ราย ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเช่นห้ามเลี้ยว ห้ามกลับรถ 18,170 ราย รถประจำทางไม่วิ่งชิดขอบทางด้านซ้าย 15,486 ราย ไม่มีสำเนาคู่มือทะเบียนรถ 15,570 ราย จอดรถกีดขวางการจราจร 15,111 ราย และข้อหาอื่นๆ จากจำนวนการออกใบสั่งที่มีมากถึง 4 แสนกว่ารายพบมีผู้มาชำระค่าปรับเพียง 136,303 รายสันนิษฐานสาเหตุที่ทำให้ประชาชน ไม่สามารถมาชำระค่าปรับได้เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติมีการปิดการจราจรหลายเส้นทางทำให้เกิดปัญหาในการเดินทาง
 
                       รายงานข่าวแจ้งว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะนำเครื่องออกใบสั่งออนไลน์ “E-TICKET” มาใช้ในการออกใบสั่งจราจรในเร็วๆนี้ เพื่อความเป็นสากลเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนลดอุบัติเหตุ และขจัดปัญหาการร้องเรียนต่างๆเนื่องจากเครื่องออกใบสั่งออนไลน์มีความ”แม่นยำเที่ยงตรงรวดเร็ว” เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล และยังช่วยงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี โดยแฉพาะ “ มิจฉาชีพแอบแฝง“ ใช้ใบขับขี่ หรือบัตรประชาชนปลอม หรือเคยเป็นผู้ต้องคดีที่มีหมายจับมาก่อน” เครื่องออกใบสั่งออนไลน์อัตโนมัติ” จะประมวลข้อมูลในทันทีหลังจากสอดบัตรประชาชนหรือใบขับขี่เข้าไปตรวจสอบเชื่อมโยงระบบโครงการ “POLICE” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยแจ้งผลรวดเร็วว่า “ ผู้ขับขี่รายนี้ ”กระทำผิดในท้องที่ใด
 
                       หากมีหมายจับอยู่แล้วตำรวจจราจรสามารถจับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนท้องที่ดำเนินคดีได้ในทันทีซึ่งก่อนหน้านี้ปี 2553 มีการนำเครื่องมือชนิดนี้นำร่องทดลองใช้ในพื้นที่ 9 สน.นครบาลจำนวน 15 เครื่องพบปัญหาในการใช้เครื่องมือในส่วนของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ไม่นาน ขนาดตัวอักษรในใบสั่งที่ปริ๊นซ์ออกมารวมถึงแป้นพิมพ์เครื่องมีขนาดเล็กเกินไปและปัญหาเชื่อมต่อระบบปรินซ์ติดขัดจึงเรียกส่งคืนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกำหนดสเปคเครื่องใหม่จนได้ข้อยุติในช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมา
 
                       พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ หัวหน้าคณะทำงานบริหารพัฒนาแก้ไขปัญหาจราจร กทม. รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนนำเครื่องออก “ใบสั่งออนไลน์อัตโนมัติ ”ใช้ควบคู่การปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาจราจรผ่านวารสารจราจรนครบาลว่า มีความล่าช้าจากกำหนดเดิมที่คาดการณ์ไว้จะนำมาใช้ในการบังคับใช้กฎหมายจราจรเด็ดขาดเคร่งครัดกับผู้ขับขี่พาหนะที่ไม่มีวินัยใน 13ข้อหาหลักเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแต่ติดขัดปัญหาในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างสเปคอุปกรณ์เครื่องมือและอุปกรณ์เสริมรวมถึงการเชื่อมต่อระบบเซิฟเวอร์ที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของ กทม. ในฐานะแม่งานทุ่มงบ 190 ล้านบาท จัดซื้อ “เครื่องออกใบสั่งออนไลน์ E-TICKET” จำนวน 1,300 เครื่อง
 
                       ล่าสุดกองบัญชาการตำรวจนครบาลประชุมหารือร่วมกับ “พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม.”และคณะทำงานเมื่อเดือรมีนาคมที่ผ่านมาเร่งผลักดันการนำเครื่องออกใบสั่งออนไลน์มาใช้ปฏิบัติในพื้นที่อย่างรวดเร็วให้งานพัฒนาแก้ไขปัญหาการจราจรในกทม.เดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพโดย กทม. ประสานข้อมูลไปยัง “กรมบัญชีกลาง“ ตรวจสอบอุปสรรคปัญหาข้อติดขัดที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการปรับแก้ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายคาดว่า จะสามารถส่งมอบเครื่องออกใบสั่งออนไลน์ให้ “ตำรวจจราจรนครบาล“ นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่จัดระเบียบการจราจรผู้ขับขี่บนท้องถนน 88 สน.ได้ในเร็วๆนี้โดยจะดำเนินการ ควบคู่กับมาตรการจับปรับจอดแช่ในที่ห้ามจอด 45จุดทั่วกรุง “หน้าศูนย์การค้า แหล่งชุมชน และป้ายรถประจำทาง"มาตรการยกรถแทนล็อคล้อ” จอดในที่ห้ามจอด 40 เส้นทาง การคุมเข้มวินัยจราจรผู้ขับขี่ 13 ข้อหาหลัก การบังคับใช้กฎหมายจราจรเด็ดขาดตลอดปี 2557ด้วย“กล้องตรวจจับภาพรถฝ่าสัญญาณไฟแดง”RED LIGHT CAMERA 30ทางแยกหลักทั่ว กทม. และการติดตั้ง “กล้องตรวจจับการเปลี่ยนช่องทางจราจรในระยะกระชั้นชิด ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเส้นทึบ คอสะพาน ทางร่วมทางแยก อย่างเข้มงวดขจัดปัญหาล้างบาง “พวกนักขับ”ที่ชอบแสดงพฤติกรรม”เบียดปาดแทรก”ให้เข็ดหลาบเกรงกลัวต่อกฎหมายจราจรไม่กล้ากระทำความผิดซ้ำซ้อนอีกต่อไป
 
 
'บก.จร.' เผย '12 เส้นทาง' กลางกรุงเสี่ยงน้ำท่วมขัง
 
 
                       พ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง ผบก.จร.) กล่าวถึงการอำนวยความสะดวกการจราจรหน้าฝนว่า ในระยะนี้เริ่มมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะช่วงเช้า-เย็น ชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางสัญจรไปมาอย่างคับคลั่ง ทั้งนี้เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนัก ก็จะส่งผลกระทบต่อการจราจรบนท้องถนนอย่างยิ่ง ทำให้การจราจรติดขัด และหลายจุดมีน้ำท่วมขัง ดังนั้น กองบังคับการตำรวจจราจร จึงได้เตรียมความพร้อมแผนปฏิบัติในการอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วประจำจุดที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมรถยกไว้ดำเนินการช่วยเหลือ รวมถึงกำลังตำรวจจราจรในโครงการพระราชดำริลงพื้นที่ในจุดลงทางด่วนที่มีปัญหาการจราจรสะสมรวมถึงทางแยกใหญ่ๆ
 
                       รองผบก.จร. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่จราจรผู้ปฏิบัติให้ลงพื้นที่ในผลัดเช้าเร็วขึ้นกว่าปกติจากเดิม 05.30 น.เป็น 05.00น.ในช่วงตลอดหน้าฝนนี้ เพื่อเร่งระบายการจราจร และส่งข้อมูลมายังศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) ซึ่งใช้เป็นจุดศูนย์ควบคุมและสั่งการสำหรับแก้ไขปัญหาการจราจร นอกจากนี้ทาง บก.จร.กำลังอยู่ระหว่างการประสานกับศูนย์โทล์เวย์ดอนเมือง เพื่อขอภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณโทลเวย์ดอนเมือง เนื่องจากบก.จร.ไม่มีกล้องตรงบริเวณนั้น และหากมีกล้องจะเป็นการง่ายแก่การแก้ปัญหารถติดบริเวณทางลงโทลเวย์และปัญหาอุบัติเหตุด้วย
 
                       พ.ต.อ.ภูษิต กล่าวถึงเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมขังช่วงฝนตกว่า จากการสำรวจข้อมูลมีทั้งหมด 12 จุดคือ 1.ถนนพหลโยธิน กม.26 2.ถนนพหลโยธิน บริเวณกรมส่งเสริมการเกษตร 3.ถนนงามวงศ์วาน หน้าตลาดอมรพันธ์ 4.ถนนเทศบาลสงเคราะห์ วัดเสมียนนารี 5.ถนนรัชดาภิเษก หน้าห้างโรบินสัน 6.ถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณแยกหลักสี่ 7.ถนนงามวงศ์วาน บริเวณแยกพงษ์เพชร 8.ถนนรามอินทรา บริเวณแยกมีนบุรี 9.ถนนศรีนครินทร์ บริเวณแยกลำสาลี 10.ถนนกรุงเทพกรีฑา 11.ถนนสุขุมวิท ซอย62 12.ซอยกำนันแม้น ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ต่ำ โดยได้ประสานไปยัง กทม. และสำนักงานเขต ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออก ไม่ให้มีน้ำท่วมขังแล้ว