
'คนรักบ้านเกิด'ปกป้องสิทธิชุมชนถูกละเมิดจากบ.เหมืองแร่ทองคำ
'คนรักบ้านเกิด'ปกป้องสิทธิชุมชน...ที่ถูกละเมิดจากบ.เหมืองแร่ทองคำ : สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์รายงาน
ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกลุ่มคนรักบ้านเกิด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย กับบริษัททุ่งคำ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) นายทุนใหญ่แห่งวงการเหมืองแร่ทองคำ ยืดเยื้อยาวนานมาเกือบ 10 ปี โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐแทบไม่ได้เข้าไปช่วยเหลืออะไร เพราะบริษัททุ่งคำก็ถือสิทธิ์ว่าได้รับสัมปทานทำเหมืองทองคำที่นี่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนชาวบ้านก็ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งโดยระบุว่าสิทธิชุมชนถูกละเมิดเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองทองคำนั้นมากมาย จนชาวบ้านแทบเอาชีวิตไม่รอดจากสารเคมีที่ปนเปื้อนออกจากกระบวนการถลุงแร่ และรถขนแร่วิ่งเข้าออกถนนแคบๆ ในหมู่บ้าน ทั้งยามหลับและยามตื่น จนคุณภาพชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้เหมืองทองคำเคยบอกว่าจะทำถนนใช้เองในการขนแร่ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ใช้ถนนเส้นเดียวกับชาวบ้านในชุมชน ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง
จากปัญหาทั้งหมดทั้งมวลทั้งเรื่องมลพิษที่ส่งผลให้ชาวบ้านตายผ่อนส่ง ปัญหาจราจรที่ทำให้ชาวบ้านตายอย่างปัจจุบันทันด่วนจึงเป็น 2 สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชาวบ้านกลุ่มรักษ์บ้านเกิดลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของพวกเขาจนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะระหว่างชาวบ้านกับทุนที่เข้ามาครอบครองทรัพยากรในพื้นที่อยู่เรื่อยๆ กระทั่งชาวบ้านตัดสินใจสร้างกำแพงขวางถนนสาธารณะในหมู่บ้านที่เชื่อมต่อถนนทางเข้าเหมืองแร่ เมื่อกลางปี 2556 พร้อมจัดเวรยามคุมการเข้าออกซึ่งทำให้รถขนสารเคมีและรถขนแร่เข้าออกจากพื้นที่ไม่ได้ และเป็นชนวนให้เกิดการปะทะกันหลายครั้งและทุบทำลายกำแพงหลายครั้ง
และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดหน้าปิดตากว่า 100 คน บุกเข้าจับชาวบ้านที่เฝ้ายามอยู่ตามป้อมยาม 3 จุดเอาไว้ ก่อนลงมือทำร้ายและฉวยโอกาสชุลมุนให้รถขนแร่ทองแดง ซึ่งมีทองคำและเงินปนอยู่ออกไปถึง 13 คันมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
จะว่าไปแล้วปัญหาทั้งหมดเกิดจากการที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการพัฒนา โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจให้นายทุนเข้ามาใช้ทรัพยากรในพื้นที่โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้เข้ารัฐและนำทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ประโยชน์ รวมไปถึงแม้จะมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมแต่การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงก็เปิดออกมาบางส่วนไม่ได้เปิดออกมาทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ผลกระทบกับชุมชนและปัญหาความขัดแย้งระหว่าง "ชาวบ้านกับนายทุน" มาต่อเนื่อง
แม่เบียร์ หนึ่งในผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนบอกว่า เหมืองเปิดดำเนินการไป 2-3 ปี ชาวบ้านเริ่มเจ็บป่วยและมีปัญหาด้านสุขภาพจนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจเลือดก็พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนในเลือดเกินมาตรฐานและมีเพื่อนบ้านหลายคนโดยเฉพาะคนแก่เริ่มเดินไม่ได้ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตรวจเลือดก็พบสารเคมี ตะกั่ว แคดเมียมและสารหนูในเลือด กระทั่งสาธารณสุขเคยประกาศไม่ให้ชาวบ้านใช้น้ำจากลำห้วยผุกที่อยู่ติดกับเหมือง เพราะมีปริมาณสารเคมีปนเปื้อนกับน้ำ โดยห้ามนำน้ำมาใช้ดื่มกิน แต่ยิ่งซ้ำหนักเข้าไปเมื่อตรวจเลือดเด็กอายุ 2 ขวบก็พบว่าในเลือดมีสารเคมีซึ่งนั่นหมายถึงข้าวปลาอาหารที่ทำเอาไว้และใช้น้ำจากลำห้วยผุกก็ใช้ไม่ได้เพราะสารเคมีปนเปื้อนไปหมด
"ชาวบ้านมานั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรจะรักษาทรัพยากรของบ้านเราที่อุดมสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานรุ่นใหม่ได้ใช้ จึงรวมกลุ่มเพื่อลุกมาปกป้องสิทธิของเรา โดยไม่ได้หวังทำเพื่อคนรุ่นเราแต่อยากจะทำไว้ให้รุ่นลูกหลานเพราะหากเราไม่ปกป้องไว้พวกเขาก็อาจจะไม่ได้ใช้อีก ตอนนี้บริษัททุ่งคำจำกัด ได้หมดสัมปทานในแปลงภูทับฟ้าแล้ว กำลังจะขอสัมปทานทำเหมืองใหม่นพื้นที่ใกล้ๆ กัน ซึ่งชาวบ้านไม่ยอม เราต้องการให้ปิดเหมืองเก่าและฟื้นฟูและไม่ให้มีการสัมปทานเหมืองใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นหากมีเหมืองก็คงไม่มีชาวบ้านพวกเราคงต้องตายหรือไม่ก็ต้องย้ายออกไปหมด แต่เราย้ายไม่ได้เพราะที่นี่คือบ้านเกิดของเรา" แม่เบียร์ บอก
ด้านพ่อไม้ หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด บอกว่า เหมืองมาทำให้ลำน้ำที่ชาวบ้านใช้อยู่เสียหายชาวบ้านต้องปกป้องเหมืองทำให้ถนนที่ชาวบ้านใช้อยู่มีปัญหาขนแร่ออกมาดินติดล้อรถทำให้ถนนลื่น บางครั้งเกิดอุบัติเหตุขึ้น รถขนแร่ชนชาวบ้านตาย ชนเด็กบาดเจ็บ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยร้ายที่มากับเหมือง คนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่คิดไม่ออก รัฐอ้างว่าเหมืองจ่ายค่าภาคหลวงให้ อบต.ให้จังหวัด แต่ชาวบ้านอยากรู้ว่าชาวบ้านได้อะไร เหมืองเคยสัญญาว่าจะทำถนนใช้เองก็ไม่ทำ สัญญาว่าจะพัฒนาโรงเรียนให้ก็ไม่ได้ทำ เวลาเกิดปัญหาชาวบ้านเรียกร้องก็บอกว่าชาวบ้านเรื่องมาก เราจึงทนไม่ไหวและลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของเราเอง
เรื่องนี้ "วิทูวัจน์ ทองบุ" ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือและให้ข้อมูลชาวบ้านเรื่องกฎหมาย บอกว่า ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องจึงอยากมาช่วยเหลือ โดยลงพื้นที่มาศึกษาปัญหาเอง พร้อมให้กำลังใจชาวบ้านและให้คำแนะนำเรื่องกฎหมายให้กับพวกเขาเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ทำมาหากินไม่ได้สนใจเรื่องกฎ หมาย การปกป้องตนเอง แต่พอเขาถูกกระทบ ถูกละเมิดสิทธิ์จึงอยากจะมาปกป้องสิทธิ์ของพวกเขาและรักษาทรัพยากรเหล่านี้เอาไว้โดยหวังจะรักษาไว้ให้ลูกหลาน
"ปัญหาในอีสานมีเยอะทั้งการละเมิดสิทธิชุมชน สัญชาติ แรงงาน ผมหวังอยากให้เยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษารู้เรื่องใกล้ตัวก่อน เช่น การศึกษาของตนเอง เราศึกษาไปเพื่อใคร ทำไม สังคมอยู่ตรงไหนของการศึกษา พอสนใจเรื่องสังคม เราก็จะต้องสนใจอนาคต เราดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มาพัฒนาอุตสาหกรรม เราควรจะรู้ว่าบ้านเมืองตนเองจะเกิดอะไรขึ้นไม่อยากให้เด็กเยาวชนมองเฉพาะเรื่องในห้องเรียนอย่างเดียว ระบบการศึกษาตัดตอนคนออกจากสังคมไม่ให้สนใจ ผู้ใหญ่หลายคนมองว่า เด็กนักศึกษามายุ่งอะไรกับปัญหาสังคมตรงนี้ แต่เรามองว่าในฐานะนักศึกษาที่ใช้ภาษีประชาชนเรียนเราต้องตอบแทนคืนสังคมและพอเป็นบัณฑิตแล้วก็ต้องรับใช้สังคมไม่ใช่รับใช้นายทุน" วิทูวัจน์ กล่าว
................
(หมายเหตุ : 'คนรักบ้านเกิด'ปกป้องสิทธิชุมชน...ที่ถูกละเมิดจากบ.เหมืองแร่ทองคำ : สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์รายงาน)



