ข่าว

เร่งเดินเครื่องกระตุ้นศก.คลังหวังจีดีพีปีนี้โตเกิน2%

เร่งเดินเครื่องกระตุ้นศก.คลังหวังจีดีพีปีนี้โตเกิน2%

26 พ.ค. 2557

เร่งเดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายชัดเจน-คลังหวังจีดีพีปีนี้โตเกิน2% : รายงานพิเศษ

                ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ นับเป็นหนึ่งในภารกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. จะต้องเข้ามาดูแลนอกเหนือจากงานทางด้านความมั่นคง และดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ก็จะล่วงรู้เป็นอย่างดี ซึ่งในการพบปะพูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และระดับอธิบดี ที่เดินทางเข้ารายงานตัวเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในช่วงหนึ่งได้หยิบยกปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านและปัญหาชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวขึ้นมาพูดคุย โดยถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเข้าไปแก้ไขอย่างเร็วที่สุด พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจไปหามาตรการลดปัญหาค่าครองชีพให้ประชาชน ทั้งเรื่องสร้างรายได้และเพิ่มอาชีพ

                ขณะที่ วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ จะเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังเดินหน้าเรื่องเร่งด่วนทุกเรื่อง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

 

สศค.หวังจีดีพีปีนี้โตเกิน 2%

                นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยหลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ จะมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าได้ ได้แก่ นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่างๆ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 รวมถึงการพิจารณากฎหมายเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะการต่ออายุการจัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% การคงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% และการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการปรับแก้กฎหมาย และไม่สามารถทำได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

                “หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนั้น ไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลรักษาการ แต่ขณะนี้ถือว่ามีความชัดเจนสามารถทำได้ และคสช.ก็ประกาศแล้วว่า เรายังเป็นประเทศเปิดเหมือนเดิม และนโยบายการดูแลเศรษฐกิจก็มุ่งให้เศรษฐกิจเติบโต แต่หากมองในมุมของต่างประเทศ คงเห็นไปในทางไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ก็ได้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาการเมือง แม้ความขัดแย้งทางการเมือง จะยังไม่จบจริงในระยะยาวก็ตาม” นายสมชัยกล่าว

                ทั้งนี้ สศค.เตรียมที่จะประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยถือว่าความชัดเจนทางการเมืองในระดับนี้ เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะเมื่อ คสช.สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และสามารถกำหนดนโยบายการดูแลเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่ขณะนี้จากการประมาณการเศรษฐกิจเดิมประเมินว่า ทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 2.6% ซึ่งเวลาในการดูแลเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลืออีก 6 เดือน ก็หวังว่า เศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 2% แต่ต้องดูทิศทางคณะรัฐบาลใหม่ รวมถึงนโยบายการดูแลเศรษฐกิจต่างๆ

                ขณะที่ สศค.พร้อมจะเสนอมาตรการทางการคลังในการดูแลเศรษฐกิจในทุกระยะ โดยเฉพาะในระยะสั้น ซึ่งสศค.เห็นว่า มีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ และหาก คสช.มีความต้องการที่จะปฏิรูประบบเศรษฐกิจ สศค.ก็พร้อมที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูป รวมถึงหลายร่างกฎหมายที่สำคัญและไม่สามารถผ่านได้ในรัฐบาลที่ผ่านมา อาทิ ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีต่างๆ เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนโยบายการคลังที่ต้องพร้อมในการดูแลเศรษฐกิจในขณะนี้ ในส่วนนโยบายการเงินก็ต้องมีบทบาทเข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน โดยขณะนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีและมีช่องที่จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการปรับลดที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก

                ส่วนการประชุมของกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด สถาบันการเงินเฉพาะกิจกับ คสช. ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ สศค.คงรอฟังนโยบายจาก คสช.ก่อน แต่ได้เตรียมข้อมูลไว้พร้อมชี้แจงถึงงานคั่งค้างที่มีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อทันที ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 การต่ออายุมาตรการภาษี ทั้งการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา นอกจากนี้จะเสนอให้เร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย

                ส่วนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นนั้น มองว่า หากมีการเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้เกษตรกรก็จะมีกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้มากขึ้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องอัดฉีดเงินกระตุ้นในระยะสั้นเพิ่มเติม แต่จะเสนอให้หันไปเน้นกระตุ้นการลงทุนในระยะกลางและระยะยาวมากกว่า รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นก็อยากผลักดันให้เดินหน้าต่อไป และที่สำคัญกฎหมายด้านการเงินการคลังก็ยังจำเป็นต้องผลักดันให้ออกมาบังคับใช้ต่อไป

 

วางกรอบงบปี58วงเงิน2.6ล้านล้าน

                ด้าน นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงบฯ ได้ทำงบประมาณเสร็จไปแล้วเกินครึ่ง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ งบใช้จ่ายจำเป็นขั้นต่ำสุด งบที่มีภาระสัญญาผูกพัน และงบภารกิจพื้นฐานของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ โดยมีการส่งคำขอเข้ามาจำนวน 4 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเสนอปฏิทินงบประมาณให้ คสช.ภายในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ และเชื่อว่าจะประกาศใช้งบประมาณประจำปี 2558 ได้ทันกำหนดวันที่ 1 ตุลาคมปีนี้ จากเดิมคาดว่างบประมาณจะล่าช้าออกไปในช่วงต้นปีหน้า แต่เมื่อไม่มีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็จะทำให้ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณรวดเร็วขึ้น คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรที่มีอำนาจเทียบเท่าคณะรัฐมนตรีได้ในเร็วๆ นี้ 

                “วงเงินงบประมาณปี 2558 นี้ คาดว่าจะไม่เกิน 2.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 2 แสนล้านบาท น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าให้โตได้ 6% รวมเงินเฟ้อ”นายสมศักดิ์กล่าว

                สำหรับโครงการลงทุนนั้น โครงการรถไฟรางคู่ ในหมวดการลงทุนโลจิสติกส์ คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณนี้ เนื่องจากมีความจำเป็น และโครงการป้องกันน้ำท่วมก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการเช่นกัน ซึ่งยังจะคงยึดกรอบการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และการสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงอาจจะยังไม่ใส่ไว้ในโครงการการลงทุนด้วย 

                อย่างไรก็ตาม เรื่องวงเงินงบประมาณโดยรวม งบลงทุน รายได้ของรัฐบาล และการประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ต้องรอประชุมกับอีกสามหน่วยงานก่อน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

                "การจัดทำงบประมาณยังมุ่งเน้นวินัยการคลัง โดยจะยังคงยึดเป้าหมายจัดทำงบประมาณสมดุล ภายในปี 2560 ซึ่งงบปี 58 จะขาดดุลน้อยกว่าปีงบปัจจุบันที่ขาดดุลที่ 2.5 แสนล้านบาท หรือมีวงเงินงบประมาณทั้งหมด 2.525 ล้านล้านบาท มีรายได้ 2.275 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกู้" นายสมศักดิ์กล่าว

 

หอการค้าชงตั้งศูนย์ประสานงานร่วม

                ขณะที่ นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ควรทำก่อน คือ เรื่องการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว และการจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้เสร็จภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 โดยที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ด้านตลาดเงินและตลาดทุนให้รับทราบด้วย ซึ่งในส่วนของตลาดเงินทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่ามีมาตรการพร้อมดูแล และในด้านตลาดทุนก็มีความชัดเจน หากเป็นนักลงทุนระยะสั้น เชื่อว่าคงเทขายหมดแล้ว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไปเร็วมาเร็ว แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวยังต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 2 อยู่

                ด้าน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุม พล.อ.ประยุทธ์กำชับให้ที่ประชุมทราบว่า จะเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และกำหนดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการค้าขายโดยเร็ว โดยหอการค้าไทยได้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่าง คสช. และภาคเอกชน เพื่อให้การทำงานร่วมกัน หรือการติดต่อสื่อสารระหว่างกันสะดวกมากขึ้น เพราะขณะนี้สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักธุรกิจ นักลงทุน ทั้งของไทยและต่างประเทศ เพื่อให้มีความเชื่อมั่นในประเทศไทย

                "การประชุมวันนี้ หลักๆ ได้คุยกันถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ทั้งในระยะสั้นและยาว ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้ คสช.ทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และเร่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหอการค้าต่างประเทศ คสช.คงจะมีการชี้แจงในเร็วๆ นี้" นายอิสระกล่าว

 

ส.อ.ท.หวังเขตศก.พิเศษเดินเร็ว

                นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หัวหน้า คสช.เน้นย้ำว่าจะผลักดันงบประมาณปี 2558 ได้ทันตามกำหนด และยังคงยึดหลักการลงทุนอย่างเสรี โดยจะรักษาระเบียบวินัยด้านการเงินอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจะเร่งการอนุมัติเงินโครงการจำนำข้าวให้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว

                นอกจากนี้ หัวหน้า คสช.ยังมีแนวคิดที่จะเร่งผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตามแผนเดิมที่วางไว้ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่อยู่ในภาวะซบเซา ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งการที่ คสช.เข้ามาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็จะทำให้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษได้รวดเร็ว

                “ภาคเอกชนยังได้เสนอให้มีการประชุมในลักษณะคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ขึ้น เพื่อให้เกิดการประชุมร่วมแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเอกชน กับคสช. อย่างเป็นระยะๆ ซึ่ง คสช.ก็รับแนวความคิดนี้ไปพิจารณา และจะตอบกลับมาในภายหลัง ส่วนส.อ.ท.จะนำข้อหารือกับ คสช.ไปหารือกับคณะกรรมการ ส.อ.ท.อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้” นายสุพันธุ์ กล่าว

                ด้าน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สทร.) กล่าวว่า สิ่งเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่จะต้องลงมือทำคือ การเร่งเจรจาเอฟทีเอกรอบไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ในปีหน้าทั้งหมด ทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันกรอบความร่วมมือดังกล่าว เพื่อให้ได้อัตราภาษีพิเศษในการส่งสินค้าเข้าตลาดสหภาพยุโรป รวมทั้งจะต้องเร่งเจรจากับสหรัฐกรณีที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มบัญชีรายงานการค้ามนุษย์ในระดับ Tier 2 (Watch list) เป็นปีที่ 4 หากไม่เร่งเจรจาแก้ไขก็จะประสบปัญหาในการส่งสินค้าเข้าตลาดสหรัฐ

                “รัฐบาลใหม่จะต้องเดินหน้าทำความเข้าใจกับภาคเอกชนในต่างประเทศ และหามาตรการดึงดูดการลงทุนให้ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม รวมทั้งจะต้องวางแผนระยะยาวในการพิจารณากรอบเอฟทีเอทุกกรอบว่าไทยจะต้องปรับตัวในส่วนใดบ้าง และจะต้องแก้ไขในส่วนใดเพื่อให้ไทยได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้น” นายนพพร กล่าวและว่า นอกจากนี้ จะต้องปรับยุทธศาสตร์ไทยยกระดับจากประเทศผู้ผลิตสินค้าไปสู่การเป็นศูนย์ทางการค้าของภูมิภาคอาเซียนภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยใช้จุดแข็งการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค