
'เยียวยา..คืนสู่ถิ่น'แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย
'เยียวยา..คืนสู่ถิ่น' แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2556 ชาว จ.พิจิตร พบลูกอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ซึ่งเป็นนกที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของทวีปเอเชีย อยู่ในสภาพอ่อนแรงจากการขาดสารอาหารและนิ้วเท้าอักเสบ จึงช่วยเหลือและส่งตัวส่งตัวมารักษาที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม มันถูกตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบว่า “พิจิตร” รหัส KU155 รหัสปีก #21 ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา "พิจิตร" ได้รับการฟื้นฟูจนแข็งแรงและพร้อมที่กลับสู่ท้องฟ้ากว้างอีกครั้ง พร้อมกับ “ไพศาลี” รหัส KU199 รหัสปีก #22 อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยอีกตัว ซึ่งพบถูกยิงที่หน้าอกด้านซ้ายอาการสาหัส ที่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ เข้ารับการรักษาและฟื้นฟูเมื่อ 22 มกราคม 2557
หลังจากทีมสัตวแพทย์ประเมินแล้วว่า พวกมันสามารถที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติได้อีกครั้ง “พิจิตร” และ“ไพศาลี” จึงต้องฝึกบินอยู่ในกรงฝึกบิน ขนาด 24 เมตร ซึ่งจะมีขอนให้หัดเกาะและฝึกบินในระดับต่างๆ ภายในหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ ก่อนนำตัวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่บริเวณหอดูสัตว์ต้นผึ้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี
วันแห่งอิสรภาพของ "พิจิตร" และ "ไพศาลี" จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากพวกมันถูกเคลื่อนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางอพยพของ "แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย" นอกจากนี้ ห้วยขาแข้ง ยังมีประชากรเสือโคร่ง มีสัตว์กีบ อย่างวัวแดง เก้ง กวางป่า มีนักล่า ซึ่งพอจะมีแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ถ้าหากมันยังไม่พร้อมที่จะเดินทางไกล อาจพักอาศัยอยู่ที่บริเวณป่าห้วยขาแข้งก่อน
หลังจากเปิดกรง...ราวหนึ่งชั่วโมง "พิจิตร" และ "ไพศาลี" จึงค่อยขยับปีกโผบินสู่ท้องฟ้ากว้าง ก่อนจะบินลับสายตาหายไปในพงไพร ทว่าภารกิจของทีมสัตวแพทย์ยังไม่สิ้นสุด ต้องคอยเฝ้าดูพวกมันอีก 3-4 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้ โดยได้รับอันตรายใดๆ
ผศ.นสพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว หัวหน้าหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ บอกถึงขั้นตอนการปล่อยนกล่าเหยื่อว่า เมื่อนกล่าเหยื่อมีสุขภาพแข็งแรงดีแล้วจะถูกย้ายไปอยู่ในกรงฝึกบิน โดยจะฝึกบินเปลี่ยนขอนได้ ก็สามารถที่จะกลับไปใช้ชีวิตในธรรมชาติได้ ทั้งนี้ ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต้องขออนุญาตปล่อยกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งต้องมีการตรวจสุขภาพให้แน่ใจว่านกที่จะปล่อยนั้นไม่มีโรคติดต่อของนกที่อาจจะแพร่ระบาดไปยังประชากรของนกป่าในธรรมชาติ อย่าง โรคนิวคาสเซิล และโรคไข้หวัดนก
"นกล่าเหยื่อเหล่านี้มีคุณค่าในระบบนิเวศ เพราะเป็นตัวควบคุมประชากรของเหยื่อ เช่น หนูนา หนูบ้าน สัตว์มีพิษ แมลงต่างๆ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ต้องพิสูจน์ได้ว่า นกบินได้ล่าเหยื่อได้ มีสัญชาตญาณสัตว์ป่า คือกลัวคน บางตัวเป็นนกเลี้ยงมีความเชื่อง ก็ไม่สามารถที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้"
ผศ.นสพ.ดร.ไชยยันต์ ขยายความถึงนกล่าเหยื่อที่เข้ารับการรักษา แต่ไม่สามารถที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติว่า ตามหลักของศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่าสากล ถือว่านกล่าเหยื่อหรือสัตว์ป่าที่พิการนั้น จะถือว่าสูญสิ้นหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ในระบบนิเวศ จะถูก “การุณฆาต” ฉีดยาสลบเกินขนาด เพื่อให้หลับไปจะได้ไม่ทรมาน แต่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ เป็นส่วนหนึ่งของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จึงต้องรักษาชีวิตนกล่าเหยื่อที่พิการเหล่านี้ไว้ เพื่อเป็น “ตำรามีชีวิต” ในการเรียนรู้ของนิสิตสัตวแพทย์
ผศ.นสพ.ดร.ไชยยันต์ บอกอีกว่า นกล่าหยื่อที่จะถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ ต้องติด ”ห่วงขาโลหะ” ที่มีหมายเลขเฉพาะตัว และ “รหัสปีก” ที่จะระบุรายละเอียดว่าเป็นนกที่ฟื้นฟูมาจากที่ไหน ซึ่ง "พิจิตร" และ "ไพศาลี" นับเป็นตัวที่ 17 และ 18 ที่ได้ทำการปล่อยแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยคืนสู่ธรรมชาติ
"จากการติดตามแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยที่เคยปล่อยไป พบว่ามีตัวหนึ่งบินไปถึงประเทศจีน ในเวลา 2 เดือน ส่วนอีกหนึ่งตัวมีการติดเครื่องส่งสัญญาณ บินไปมุ่งหน้าไปทางเทือกเขาหิมาลัย โดยผ่านรัฐฉานของประเทศพม่า สอดคล้องกับเส้นทางอพยพของ "อนาคิน" อีแร้งดำหิมาลัย ที่เป็นจุดประกายของหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อด้วย ทำให้เราได้รู้ว่ามีบางตัวที่สามารถที่จะเดินทางเพื่อไปถึงหิมาลัยได้"
ในมุมมองของสัตวแพทย์ที่ดูแลรักษาสุขภาพของสัตว์ป่าและนักดูนกตัวยง ผศ.นสพ.ดร.ไชยยันต์ สะท้อนว่า นกหรือสัตว์อยู่ในป่า พวกมันควรมีอิสรเสรีอยู่ในที่ๆ มันควรอยู่ มนุษย์ไม่ควรดึงเอาธรรมชาติเข้ามาหาตัว ตราบใดที่มนุษย์ดึงธรรมชาติเข้าหาตัว จะเกิดวงจรการซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยงเป็นการสนับสนุนให้มีการค้าสัตว์ป่าอย่างไม่สิ้นสุด
ร่วมด้วย..ช่วยนกล่าเหยื่อ
จากโครงการฟื้นฟูอีแร้งสีดำหิมาลัยวัยเด็ก ที่ชื่อว่า “อนาคิน” เมื่อ 7 ปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของ "หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ" โดยเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีนกล่าเหยื่อเข้ามารักษาและฟื้นฟู 241 ตัว ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ 85 ตัว ตาย 105 ตัว พิการ 15 ตัว และรอฟื้นฟูอีก 36 ตัว สามารถจำแนกได้ 5 ชนิด ได้แก่ อีแร้ง 18 ตัว นกอินทรี 3 ตัว เหยี่ยว 108 ตัว นกแสก 40 ตัว และนกเค้า (ขนาดต่างๆ) 72 ตัว
นกล่าเหยื่อเหล่านี้ มีอาการเจ็บป่วยตามธรรมชาติและบาดเจ็บด้วยฝีมือมนุษย์ บางตัวโชคร้ายกลายเป็นนกพิการ และบางตัวไม่เหลือสัญชาตญาณสัตว์ป่า ไม่สามารถปล่อยสู่ธรรมชาติได้
ติดตามภารกิจการช่วยเหลือนกล่าเหยื่อได้ที่แฟนเพจ "KasetsartUniversityRaptorUnit" ทีมสัตวแพทย์จะรายงานถึงขั้นตอนการรักษานกล่าเหยื่อและปล่อยคืนธรรมชาติสู่ธรรมชาติได้อีกครั้ง หากใครอยากมีส่วนร่วมช่วยสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือนกนักล่าเหยื่อ สามารถบริจาคช่วยเหลือได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา ม.เกษตรศาสตร์ บัญชี ออมทรัพย์ 374-1-59950-2
...................................................
(หมายเหตุ : 'เยียวยา..คืนสู่ถิ่น' แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



