
ภัยขยะหมู่บ้านขยะ'ฆ้องชัย'วันที่ปากท้องมาก่อน
ภัยขยะหมู่บ้านขยะ'ฆ้องชัย'ในวันที่เรื่องปากท้องต้องมาก่อน : จักรพงษ์ ระวิวรรณรายงาน
ปัญหาขยะล้นเมืองยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ที่หลายฝ่ายพยายามแก้ไขแต่ก็ยังไม่สำเร็จ
แต่ละวันมีปริมาณขยะที่ออกจากบ้านเรือน และโรงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก พร้อมๆกับข่าวไฟไหม้บ่อขยะที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งจัดการขยะไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะขณะนี้ ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคม"ดิจิตอล" เครื่องใช้ฟ้ารุ่น "อะนาล็อค" กำลังจะถูกโล๊ะออกจากบ้านเรือน มีคำถามตามมาว่า แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นจะถูกนำไปไว้ที่ไหน
คำตอบของวันนี้คือ "หมู่บ้านขยะอิเลคทรอนิกส์" ที่ ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ คือแหล่งเก็บสะสมของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกโล๊ะ
ไม่น่าเชื่อว่าตำบลโคกสะอาดแห่งนี้ ซึ่งมีหมู่บ้านอยู่ 12 หมู่บ้าน จำนวน 1,896 ครัวเรือน มีประชากรกว่า 7,584 คน และพบว่าชาวบ้าน 80 เปอร์เซ็นต์ของตำบลแห่งนี้มีอาชีพเก็บขยะ รับซื้อขยะ และ คัดแยกขยะขาย โดยเฉพาะขยะอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าหลัก
ประสิทธิ์ชัย ผังรอดรัตน์ ปลัดอาวุโสอำเภอฆ้องชัย บอกว่า ตำบลแห่งนี้มีเงินหมุนเวียนในตำบลแห่งนี้อย่างน้อยวันละ 5 ล้านบาท และสามารถสร้างรายได้ ให้ครัวเรือนละหลายหมื่นบ้าน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 -5 หมื่นบาทต่อครอบครัว บางครอบครัวมีรายได้มากถึงเกือบ 1 แสนบาทต่อเดือน ทำให้มีเงินหมุนเวียนเกิดขึ้นในตำบลเดือนละหลายสิบล้านบาท แต่ในขณะที่เงินมาพร้อมกับปริมาณขยะทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งเอาไว้ทั้ง 12 หมู่บ้านมีมากตามมาด้วยเช่นกัน เฉลี่ยวันละกว่า 200 ตัน รวมแล้วเดือนละกว่า 6 พันตัน ปีละกว่า 1 แสนตันเลยทีเดียว
แต่ชิ้นส่วนอิเลคทรอกนิกส์ที่ขายได้ ก็จะมีการส่งออกไปนอกพื้นที่ แต่ชิ้นส่วนที่ขายไม่ได้ก็จะกลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งเอาไว้ต่อที่ตำบลแห่งนี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ไม่มีราคา และไม่สามารถขายต่อไปได้ แถมเป็นอันตราย ได้ถูกนำไปทิ้งในบ่อขยะบ้านหนองบัว ม.3 ซึ่งเป็นที่ทิ้งขยะของตำบล จนปัจจุบันขยะมีจำนวนมากและล้นออกมาเกินความามารถที่องค์การบริหารส่วนตำบลจะสามารถจัดเก็บได้ เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ บางครั้งด้วยปริมาณขยะที่มากเกินไป มีคนลักลอบเผาสร้างมลพิษให้กับชุมชนอีกด้วย
ลำไย ไทยทวี เจ้าของร้านนุนาดูนรับซื้อของเก่าและคัดแยกสิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ขาย บ้านหนองบัว ม.3 ต.โคกสะอาด บอกว่า เริ่มต้นประกอบอาชีพร่วมกับสามีโดยการตระเวนรับซื้อของเก่าและรับซื้อของเก่าจากชาวบ้านมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยส่วนใหญ่จะรับซื้อของเก่าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่นโทรทัศน์ ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ ไดนาโม ซึ่งแยกเป็นทวีเล็ก ตัวละ 110 บาท ทีวีใหญ่ตัวละ 200 บาท จอคอมพิวเตอร์ จอละ 160 บาท คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ กิโลกรัมละ 165 บาท บร์อดเขียวกิโลกรัมละ 100 บาท แผ่นซีดีกิโลกรัมละ 13 บาท มือถือเครื่องละ 5 - 15 บาท บอร์ดมือถือกิโลกรัมละ 800 บาท ชุดคอมพิวเตอร์ชุดละ 380 บาท กล่องคอมพิวเตอร์ 230 บาท ซีพียูทองกิโลกรัมละละ 5,000 บาท ซีพียูดำกิโลกรัมละ 1,500 บาท แรมป์คอมพิวเตอร์กิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและญาติพี่น้องเป็นอย่างดี เฉลี่ยได้กำไรเดือนละ 3-4 หมื่นบาท
สำหรับการรับซื้อขยะเหล่านี้ ลำไย บอกว่า นอกจากจะรับซื้อในพื้นที่ ต.หนองบัวแล้ว ยังนำรถกระบะออกไปรับซื้อของเก่าจากพื้นที่จังหวัดต่างๆในพื้นที่ภาคอีสานเกือบทุกวัน ซึ่งแต่ครั้งจะสามาถถรับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมาคัดแยกอย่างน้อย 1 คันรถ ประมาณ 2 ตัน นอกจากนี้ยังรับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะโทรศัพท์มือถือ ซึ่งลูกค้าจะทำการส่งทางไปรษณีย์จากทางโซนอีสานใต้ เช่นที่ จ.สุรินทร์ ศรีษะเกษเที่ยวละประมาณ 40-50 กิโลกรัมอีกด้วย
"อาชีพนี้ทราบดีว่าจะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสารตะกั่ว แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะถือเป็นอาชีพหลักที่หาเลี้ยงครอบครัวและญาติพี่น้องไปแล้ว ซึ่งต่อไปจะต้องระมัดระวังและป้องกันมากขึ้น ทั้งสวมถุงมือ ใส่หน้ากากอย่างมิดชิด เพราะไม่ให้สัมผัสโดยตรง อีกทั้งยังประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพราะมีผู้ลักลอบเผาขยะ แต่ในสิ่งที่ชาวบ้านต้องการขณะนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลางเข้ามาบริหารจัดการเรื่องบ่อขยะอย่างเร่งด่วน เพราะปัจจุบันขยะที่เหลือจากการคัดแยกที่ชาวบ้านนำมาทิ้งนั้นมีจำนวนมากจนไม่มีสถานที่กักเก็บแล้ว"ลำไย ร้องขอ
เช่นเดียวกันกับ สมบูรณ์ รูปขัน อายุ 60 ปี อาชีพรับซื้อชำหละของเก่า ตำบลโคกสะอาด บอกว่า ปัจจุบันกลุ่มคัดแยก ขยะจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มคัดแยกเครื่องจักรหนักจะเป็นชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ส่วนนี้จะแยกเอา โลหะประเภท เหล็ก อลูมิเนียม ลวดทองเหลือง มีรายได้เฉลี่ยเงินหมุนเวียนประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้านบาท และส่วนที่สองจะเป็นกลุ่มคัดแยกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ที่จะมีรายได้หมุนเวียนกว่าเดือนละ 1 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
ด้าน วิจิตร มูลเอก นายกองค์การบริหารส่วนตำบล โคกสะอาด บอกว่า ขยะทั้งหมดจะนำเข้ามาในตำบลโคกสะอาด 4 วิธี คือ ในกลุ่มที่ 1.ชาวบ้านในหมู่บ้านจะออกไปรับซื้อของเก่าตามหมู่บ้านต่างๆเอง จากนั้นก็จะนำมาคัดแยกขยะในหมู่บ้าน กลุ่มที่ 2. จะเป็นกลุ่มคนนอกพื้นที่ที่ผ่านกระบวนการรับซื้อแล้ว จะนำมาจำหน่ายอีกครั้งให้ชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้คัดแยก กลุ่มที่ 3. จะเป็นกลุ่มนายทุนรับซื้อของเก่าจะเป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนที่เอามาแลกเปลี่ยนกัน โดยอันไหนที่พอใช้การได้ก็จะพอมีราคาก็จะซื้อขายแลกเปลี่ยนกันไป และกลุ่มที่ 4. จะเป็นการส่งขยะอิเล็กทรอนิคส์ทางไปรษณีย์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์มือถือเพื่อมาจำหน่ายที่นี่และนำมาคัดแยกขายชิ้นส่วนต่อให้กับนายทุน ซึ่งรับซื้อไม่อั้น ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ
แต่ปัญหาที่ตามมาพร้อมๆกับเงินที่เข้ากระเป๋าชาวบ้านนั้น คือปัญหาสุขภาพ ซึ่งวิจิตร บอกว่า ในระยะหลังชาวบ้านเริ่มรู้ถึงพิษภัย เพราะทำงานทุกวัน บางคนเผาเอาลวดทองแดง บางคนแกะอุปกรณ์ไฟฟ้าเจอสารตะกั่ว เจอสารเคมี มีอาการหน้ามืด ตาลาย บางคนมือพุพอง แต่ด้วยอาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริตจึงไม่สามารถที่จะเลิกได้ เพราะดีกว่าไปรับจ้างขายแรงงานในเมืองใหญ่ แม้จะค่าแรง 300 บาทแต่ก็ต้องออกจากบ้าน
ข้อมูลสำนักงานสาธารณสุขอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ลงพื้นสุ่มตรวจเลือดของประชาชน โดยแยกเป็นผู้ใหญ่จำนวน 89 คน และเด็กเล็กจำนวน 129 คน พบว่า ตรวจพบสารตะกั่วในเลือดผู้ใหญ่สูง และอยู่ภาวะเสี่ยงต่ออันตรายจำนวน 3 ราย และมีเด็กที่มีสารตะกั่วที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมากถึง 21 ราย และมี 1 ราย ซึ่งยังเป็นเด็กอนุบาล มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดสูงอยู่ในขั้นอันตรายและต้องอยู่ในความดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ศิริศักดิ์ บุญชัยแสน สาธารณสุขอำเภอฆ้องชัย บอกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ให้ความรู้และแนะนำวิธีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ทั้งวิธีการป้องกันการสูดดมสารพิษตะกั่ว อีกทั้งยังทำการสุ่มตรวจเลือดประชาชนในพื้นที่พบเด็ก 1 ราย ซึ่งยังเป็นเด็กอนุบาลที่มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดสูงอยู่ในขั้นอันตรายและต้องอยู่ในความดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด 1 ราย ซึ่งสถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากทุกครัวเรือนจะมีการรับงานไปคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน เพราะฉะนั้นชาวบ้านจึงต้องมีความตะหนักในการดูแลป้องกันเพื่อไม่ให้รับเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
"สิ่งที่ชาวบ้านต้องการในขณะนี้คือการแหล่งกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้มาตรฐาน เพราะกว่า 20 ปี ที่ประกอบอาชีพนี้ มีจำนวนขยะได้เพิ่มพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะชาวบ้านรับซื้อมาจากทั่วประเทศ โดยจะมีขยะที่เหลือจากการคัดแยกที่เหลือก็มากกว่า 2 หมื่นตันในแต่ละปี แต่ขยะที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นโฟม พลาสติก กระจก โทรทัศน์เก่าที่เหลือก็ถูกนำไปทิ้งแล้วถูกเผาที่สร้างมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเกิดขีดความสามารถของท้องถิ่นที่จะเข้าไปจัดการ ความจำเป็นพื้นฐาน ส่วนกลางจะต้องเข้ามาช่วยชาวบ้านเพื่อหาทางแก้ไขเพราะในขณะนี้ อาชีพที่ทำเงินกำลังทำให้ชาวบ้านตายผ่อนส่ง"สาธารณสุข บอก
ถึงวันนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ แม้จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชาวบ้าน แต่ก็ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะยังขาดความเอาใจใส่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และยังคงรอรับการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบได้เข้ามาแก้ไขโดยด่วน.



