
จงอยู่กับปัจจุบัน
จงอยู่กับปัจจุบัน : ต่อปากต่อคำ โดบดร.อมร วานิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมเป็นคนมีเพื่อนมาก แต่จะถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น คงคล้ายๆ กับท่านอื่นๆ คือ น่าจะนับคนได้ แต่นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่มักจะนึกถึงตัวเองและคนใกล้ชิดคนอื่นๆ ทำให้นำมาซึ่งความวุ่นวายในสังคมของเราเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน
หลายวันที่ผ่านมามีคำถามมาถึงผมมากมาย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่อาจไม่ค่อยสบายใจหรือยังคงหวาดระแวงต่อผลแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึงลู่ทางการพัฒนาปฏิรูปทำสิ่งเก่าๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมให้แข็งแกร่งใสสะอาดยิ่งขึ้น
ผมจึงต้องให้แนวคิดแก่ทุกฝ่ายไปตามบทบาทหน้าที่ ว่า ขอให้ทุกคนยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆ อย่าให้เกินงาม เหมือนแนวคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เตือนสติพวกเราอยู่เป็นนิตย์ และขอให้ทุกคนยึดแนวทางที่นักจิตวิทยาทั่วโลกมองเห็นว่าดีว่าใช้ได้ผลกับการต้องเผชิญภาวะวิกฤติต่างๆ นั่นคือ การอยู่กับปัจจุบัน
หลายท่านอาจสงสัยว่า การอยู่กับปัจจุบันนั้นทำอย่างไร สิ่งที่ทุกคนพึงตระหนัก คือ การอย่าไปใส่ใจกับอดีตหรือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เพราะนอกจากไม่ส่งผลดีใดๆ ต่อสุขภาพจิตยังมีส่วนบั่นทอนสุขภาพโดยไม่จำเป็น คนเราทุกข์หรือสุขอยู่ที่ใจ จำเป็นที่ทุกคนต้องปรับตัว
การเดินทางในระยะนี้อาจไม่สะดวกสบายดังเช่นก่อนการเปลี่ยนแปลง แต่เห็นว่าคนไทยจำนวนมากสามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับทิศทางความเปลี่ยนแปลงในอนาคต คงต้องให้โอกาสคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำหน้าที่พิสูจน์ผลงานสักระยะเวลาหนึ่ง เพราะมาถึงตรงนี้แล้ว การหวนหาอาลัยอาวรณ์กับสิ่งที่ตัวเองอยากให้ได้ให้มีย่อมไม่สามารถย้อนกลับวันเวลาได้ ส่วนใครที่สนับสนุนชื่นชมก็ต้องทำหน้าที่พลเมืองที่สมควรกระทำ คือ การปฏิบัติให้ความเคารพเชื่อฟังกฎกติกาและกฎหมายของบ้านเมืองอย่าให้บกพร่อง
ผมเชื่อลึกๆ ว่า ทุกฝ่ายมีเจตคติหรือความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษไปตามตัวบทกฎหมาย และต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องภัยใกล้ตัวและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ส่วนรวมอย่างแข็งขัน เมื่อพิจารณาจากประกาศและแนวทางต่างๆ ที่ คสช.ประกาศออกมาเป็นระยะๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าไม่มีความอาฆาตพยาบาทฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่มุ่งหวังคืนความสงบมาสู่สังคมประเทศชาติเป็นหลักใหญ่
ผมจึงอยากเห็นวันดีๆ เช่นว่านี้กลับคืนมาในเร็ววัน ซึ่งจะเป็นจริงได้ ต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจและความร่มมือเสียสละของทุกฝ่าย และที่สำคัญ ความอดทนและการคิดบวกต่อสิ่งรอบตัว จะช่วยทำให้วิกฤติกลายเป็นโอกาสได้ในไม่ช้านี้ เพราะแม้การตรวจสอบด้านต่างๆ อาจไม่เต็มประสิทธิภาพในเวลานี้ แต่ด้วยความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นความวัฒนาถาวรของชาติ ย่อมมีส่วนกดดันต่อ คสช. ที่จะต้องมุ่งมั่นสานฝันของทุกคนให้เป็นจริงมากกว่าการกลับไปซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมๆ



