
สัมพันธ์สหรัฐ-อียิปต์หลังเลือกตั้ง อุดมการณ์หรือผลประโยชน์
25 พ.ค. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : สัมพันธ์สหรัฐ-อียิปต์หลังเลือกตั้ง อุดมการณ์หรือผลประโยชน์
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เกือบหนึ่งปีแล้วที่กองทัพอียิปต์โค่นอำนาจประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กองทัพและผู้สนับสนุน ยืนยันว่า ไม่ใช่ รัฐประหาร แต่เป็นความต้องการของมวลมหาประชาชนอียิปต์ที่ไม่พอใจการบริหารประเทศหนึ่งปี โดยรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตย ภายใต้ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี และออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ลาออก
หลังขึ้นกุมอำนาจในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว กองทัพประกาศโรดแม็พสู่ประชาธิปไตย และต่อมา รัฐบาลเฉพาะกาลหุ่นเชิดกองทัพประกาศจัดเลือกตั้งประธานาธิบดี เร็วกว่ากำหนดสองปี
ตามโรดแม็พเดิม จะเลือก ส.ส.ก่อน แต่รัฐบาลเฉพาะกาลเปลี่ยนใจเมื่อเดือนมกราคม ให้เลือกประธานาธิบดีก่อน ในวันพรุ่งนี้และอังคาร (26-27 พ.ค.)
ผู้นำใหม่อียิปต์ยากจะเป็นใครอื่นไปได้ นอกจากจอมพลอับเดล ฟัตตาห์ เอลซิซี ผู้นำกองทัพยึดอำนาจและอดีตรัฐมนตรีกลาโหม ที่ลาออกจากกองทัพ มาลงเลือกตั้ง โดยระบุว่าเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอีกเช่นกัน
คู่แข่งอย่างเป็นทางการของอดีตบิ๊กทหาร มีคนเดียว ชื่อนายฮัมดีน ซับบาฮี นักการเมืองหัวซ้ายและอดีตผู้สมัครประธานาธิบดีอียิปต์ แต่แบบไม่เป็นทางการคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีอียิปต์ เป็นไปแบบแทบจะไร้คู่แข่ง เมื่อดูจากกระแสความนิยมของเอลซิซี และการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจใหญ่ กลุ่มการเมืองตั้งแต่ซ้ายกลางและอิสลามนิยมบางกลุ่ม ตลอดจนสื่อกระแสหลัก ขณะฝ่ายตรงข้ามที่สนับสนุนอดีตผู้นำคนก่อนประกาศจะบอยคอต เช่นเดียวกับขบวนการเยาวชน 6 เมษาฯ ที่เคยเป็นหัวหอกต่อต้านฮอสนี มูบารัก
จึงเป็นที่คาดหมายกันว่า อียิปต์จะได้ประธานาธิบดีที่มาจากกองทัพเป็นคนที่ 5 นับจากล้มระบอบกษัตริย์ในปี 2495 และเมื่อนั้น คือวันที่กองทัพอียิปต์กุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ หลังเผชิญความระส่ำระสาย 3 ปี ซึ่งผลจากความเบื่อหน่ายกับความระส่ำระสายนี้เอง ทำให้ชาวอียิปต์เทใจให้แก่เสถียรภาพเหนือประชาธิปไตย
ผลสำรวจองค์กรวิจัยพิว กลุ่มวิจัยไม่หวังผลกำไร มีสำนักงานในวอชิงตัน สำรวจความเห็นก่อนเลือกตั้งว่า ร้อยละ 54 สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ต่อให้ไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์
แม้ผู้ถูกสำรวจร้อยละ 59 ยังมองว่า ประชาธิปไตยคือรูปแบบการตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด แต่ตัวเลขนี้ลดลงจากร้อยละ 66 จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว
เส้นทางของว่าที่ผู้นำใหม่ของอียิปต์ จุดประเด็นถกเถียงยาวนานในรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ว่า อุดมการณ์ หรือผลประโยชน์ ควรเป็นตัวนำในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอาหรับแห่งนี้
นับจากหนุนหลังระบอบเผด็จการอียิปต์ภายใต้ อันวาร์ ซาดัต ต่อเนื่องถึง ฮอสนี มูบารัก รัฐบาลวอชิงตันวางอียิปต์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญในตะวันออกกลาง เป็นหลักประกันสนธิสัญญาสันติภาพอิสราเอล-อียิปต์ การผ่านคลองสุเอซของกองทัพเรือสหรัฐ ขณะส่งความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลไคโรปีละ 1,300 ล้านดอลลาร์
แต่กองกำลังความมั่นคงอียิปต์ได้กวาดล้างผู้สนับสนุนภราดรภาพมุสลิมอย่างไม่ปรานีปราศรัย และปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง
นับจากยึดอำนาจเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว มีผู้ประท้วงกว่า 1,400 คน โดยมาจากภราดรภาพมุสลิม เสียชีวิตจากเหตุปะทะหรือสลายการชุมนุม และอีกหลายร้อยคนถูกตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกยาวนานหลายปี หลังการพิจารณาผู้ต้องหาหมู่ที่แทบไม่เคยปรากฏในโลก
การกวาดล้างไม่ได้จำกัดแค่ภราดรภาพมุสลิม ยังรวมถึงผู้มีความเห็นต่าง นักข่าวต่างชาติ และบรรดาแกนนำที่เคยออกมาเสี่ยงตายเพื่อโค่นเผด็จการฮอสนี มูบารัก
นักวิชาการในสหรัฐหลายคนระบุว่า สหรัฐไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องอียิปต์ และความปรารถนาสองเรื่องที่แข่งกันมาตลอดในความคิดของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐ คือจะสนับสนุนค่านิยมประชาธิปไตยอเมริกัน หรือปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ด้วยการหนุนหลังรัฐบาลเป็นมิตร แต่เป็นผู้ปกครองกดขี่ อย่าง นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ จอมเผด็จการแห่งชิลี หรือ ชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ผู้ปกครองอิหร่าน
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งหนักหน่วงสำหรับประธานาธิบดีบารัก โอบามา
ประธานาธิบดีโอบามาเลือก ซาแมนธา พาวเวอร์ ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยสุดตัว เป็นตัวแทนสหรัฐในสหประชาชาติ และในปี 2552 ประธานาธิบดีโอบามาแนะนำตัวเองต่อโลกอาหรับ โดยชูเรื่องเสรีภาพ หลักนิติรัฐ ความโปร่งใสของรัฐบาล และสิทธิในการเลือกตั้ง ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยไคโร
กฎหมายสหรัฐกำหนดให้ระงับความช่วยเหลือแก่ประเทศที่รัฐบาลถูกโค่นอำนาจจากรัฐประหาร แต่รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามา เลี่ยงบาลี โดยไม่ใช่คำว่ารัฐประหาร
มิเรต มาบรู้ก ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์อิสระฉบับแรกของอียิปต์ และรองผู้อำนวยการสภาแอตแลนติก กล่าวว่า นับจากกองทัพที่มีนายพลเอลซิซีเป็นผู้นำ โค่นนายมอร์ซี อียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการกดขี่มากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 60 ปี
เมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐระงับส่งเครื่องบินรบและยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่ง ทั้งระงับเงินช่วยเหลือสนับสนุนกองทัพอียิปต์ 260 ล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงการกวาดล้างผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี แต่แล้ว จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ได้อนุมัติส่งเฮลิคอปเตอร์อาปาเช 10 ลำ ช่วยอียิปต์ปราบปรามก่อการร้ายในคาบสมุทรไซนาย แถมความช่วยเหลืออีกประมาณ 650 ล้านดอลลาร์
แต่ความช่วยเหลือก้อนนี้ถูกต่อต้านในสภาคองเกรส เหตุผลหลักมาจากระบบยุติธรรมของอียิปต์ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สมชื่อ
ชัค ฮาเกล รัฐมนตรีกลาโหม ยอมรับเมื่อไม่นานมานี้ว่า การปรับสัมพันธ์กับอียิปต์คงเป็นหนทางอีกยาวไกล เพราะยังไม่มีความคืบหน้าไปสู่สังคมประชาธิปไตย ไม่กีดกันบางฝ่ายและเสรี
เอมี ฮอว์ธอร์น อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอาวุโส หน่วยงานคลังสมอง แอตแลนติก เคาน์ซิล แสดงความเห็นว่า สหรัฐจะไม่ใช้แค่การเลือกตั้งลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กำลังรอดูปัจจัยอื่นเพื่อตัดสินสัมพันธภาพในอนาคต โดยเฉพาะเสรีภาพการแสดงความเห็น เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพการชุมนุม จากคำพูดของ พล.อ.มาร์ติน เดมป์ซีย์ ประธานเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ที่เชื่อมโยงความช่วยเหลือทางทหารกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของอียิปต์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพพูดว่า ความสัมพันธ์ทางทหาร ได้รับผลกระทบจากประวัติสิทธิมนุษยชนของอียิปต์
การเมืองอียิปต์จะออกมาในรูปไหนนั้น คงต้องรอเห็นจริงเมื่ออดีตผู้นำที่เคยยึดอำนาจ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้ง



