
ผบ.ทบ.แจง'ยึดอำนาจ'เพื่อชาติ
'พล.อ.ประยุทธ์' แจงทำรัฐประหารเสียสละเพื่อชาติ ยันสถาบันไม่เกี่ยวข้องยึดอำนาจ แจงแนวทำงานหัวหน้าส่วนราชการแบ่งงานคสช.
2.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา มีพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้าคสช. เป็นหัวหน้าฝ่าย รับผิดชอบ 4 หน่วยงานได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
3.ฝ่ายเศรษฐกิจ มีพล.อ.อ.ประจิณ จั่นตอง รองหัวหน้าคสช. เป็นหัวหน้าฝ่ายรับผิดชอบ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคมและ5.ฝ่ายกิจการพิเศษ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคสช. เป็นหัวหน้าฝ่าย อาทิ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้นนอกจากนั้นมีหน่วยขึ้นตรงหัวหน้าคสช. รับผิดชอบ 5 หน่วยงาน ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักข่าวกรอง และสำนักงบประมาณ และกลุ่มงานรักษาความปลอดภัย รวมถึงได้พูดคุยถึงปัญหาเรื่องการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวที่ชะงักลง คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 15-20วัน ส่วนเงินที่ขายข้าวไปก่อนหน้านี้คงต้องระงับไว้ก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างการไต่สวนของป.ป.ช.จึงต้องระงับไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ขบวนรถของหัวหน้าส่วนราชการ ฯลฯ ผู้ร่วมประชุมทยอยออกจากหอประชุม ปรากฎว่ามีหญิงกลางคนอ้างเดินทางมาในนามประชาชน ทางมาสนับสนุนการตัดสินใจของผบ.ทบ.พร้อมนำดอกกุหลาบมาให้กำลังใจ
จากนั้นเวลา 16.00น.บรรดาคณะทูตทยอยเดินทางเข้ามารับฟังแนวทางดำเนินการของคสช.โดยตลอดทั้งวันไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามเข้าไปสังเกตการณ์ภายในแต่อย่างใด
58ประเทศส่งคณะทูตเข้ารับฟัง"ประยุทธ์"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์มีคำสั่งเรียกคณะทูตานุทูตเข้ารับฟังคำชี้แจงกรณีที่กองทัพไทยประกาศยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลชั่วคราว เมื่อ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีคณะทูตานุทูตเดินทางมาร่วมรับฟังทั้งหมด 87 คน จาก 58 ประเทศ ในจำนวนนี้ มีระดับเอกอัครราชทูต 21 คน ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ 22 คน โดยจะพบคสช.เย็นวันนี้้
ยันต้องยึดอำนาจเพื่อยุติความขัดแย้ง
ภายหลังการชี้แจงนาน 2 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงให้คณะทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศทราบว่าเหตุใดจึงตัดสินใจทำการยึดอำนาจ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าเป็นการดำเนินการด้วยความจำเป็น เนื่องจากตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ และประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ซึ่งการเข้ามาดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อพยายามขับเคลื่อนการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ อาทิ โครงการรับจำนำข้าว ทั้งนี้ ตนได้แจ้งว่าคสช.ทำหน้าที่เสมือนรัฐบาล และไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่นาน แต่เหตุที่เข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง และจะมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ส่วนคสช.จะอยู่นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยความขัดแย้งทั้งหลายจะคลี่คลายลงเมื่อใด
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทูตต่างประเทศส่วนใหญ่สอบถามว่าคสช.จะอยู่ถึงเมื่อใด ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าขณะนี้คงไม่มีใครตอบได้ เพราะต้องทำเรื่องทั้งหลายให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ย้ำว่าการทำความตกลงต่างๆกับประเทศที่มีการเจรจาอยู่ รวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศก็ยังดำเนินต่อไป และไทยยังยึดมั่น นอกจากนี้ยังมีการสอบถามว่าการปฏิรูปจะเกิดเมื่อใดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าจะมีการตั้งสภาปฏิรูปขึ้นพร้อมๆกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำว่าคสช.อยู่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้สอบถามถึงการจะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชั่วคราว แต่คสช.จะทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเสียเอง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า คสช.ต้องทำหน้าที่นี้ไปก่อน และต้องให้สถานการณ์พร้อมเสียก่อน ส่วนเรื่องรัฐบาลชั่วคราวเป็นสิ่งที่ต้องว่ากันในภายหลัง แต่ทั้งหมดจะนำไปสู่การเลือกตั้ง นอกจากนี้ คณะทูตต่างประเทศได้ฝากให้คสช.ดูแลความปลอดภัยของชาวต่างประเทศที่อยู่ในไทยด้วย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าจะดูแลชาวต่างประเทศเป็นอย่างดีเท่ากับที่ดูแลคนไทย
มี45ประเทศประกาศคำแนะนำในการมาประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ รวบรวมสถานะการประกาศเตือนการเดินทางของประเทศต่างๆ หลังกองทัพไทยประกาศจัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ว่า มี 45 ประเทศออกคำแนะนำเดินทางมายังประเทศไทย โดย 31 ประเทศ ได้ปรับคำแนะนำการเดินทางเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม หลังการประกาศยึดอำนาจการปกครองโดยคสช. ประกอบด้วย สหรัฐ แคนาดา เม็กซิโก บราซิล อังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย สเปน อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ ฮังการี อิสราเอล ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
กรมสารนิเทศระบุด้วยว่า นอกจาก 39 ประเทศข้างต้นแล้ว ยังมี 8 ประเทศปรับคำแนะนำหลังมีการประกาศใช้กฏอัยการศึก ประกอบด้วย โปรตุเกส ลิทัวเนีย รัสเซีย สาธารณรัฐเช็ก ไต้หวัน เอสโตเนีย ตุรกี และลาว โดยในจำนวนนี้มีเพียงฮ่องกงและฟิลิปปินส์ที่ประกาศยกระดับการเตือนภัยการเดินทางขึ้นอีก 1 ระดับ โดยฮ่องกงยกระดับเตือนภัยเป็นสีแดง และขอให้ผู้ที่จะเดินทางมายังไทยเปลี่ยนกำหนดการหรือเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น ขณะที่ฟิลิปปินส์ปรับการประกาศแจ้งเตือนเป็นระดับ 2 คือการจำกัดการเดินทางและเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพในกรณีที่จำเป็น
มีรายงานว่า ล่าสุด เกาหลีใต้ได้ประกาศยกระดับจากเพียงการให้คำแนะนำนักเดินทางนักท่องเที่ยว มาเป็นการออกคำเตือนภัยการเดินทาง ในระดับ1 คือ ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด



