
เงินทองต้องรู้ : เศรษฐกิจติดลบ
23 พ.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : เศรษฐกิจติดลบ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรก ระหว่างมกราคม-มีนาคม 2557 เป็นไปตามคาด นั่นคือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 0.6% เมื่อเทียบกับ 3 เดือนแรกของปี 2556 และติดลบ 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 (เดือนตุลาคม-ธันวาคม) ปี 2557
เศรษฐกิจติดลบไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมาย เพราะคาดหมายไว้อยู่แล้ว
เพราะก่อนหน้านี้ ทุกสำนักต่างแห่ออกมาทั้งปรับ ทั้งหั่นตัวเลขเศรษฐกิจกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเหตุที่ปัจจัยการเมืองยืดเยื้อยาวนาน จนแม้กระทั่งมีการบังคับใช้กฎอัยการศึก ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในทางเศรษฐกิจแล้ว ผลของการรับรู้หรือการดำเนินการแก้ไขปัญหาทางการเมืองไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ก็ล้วนต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัว
เชื่อกันว่า ความขัดแย้งที่เนิ่นนานและกินเวลามาจนป่านนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนด้วย เท่ากับ 7 เดือนของความขัดแย้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะเวลา 6 เดือนแรกของปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ครึ่งหลังของปีนี้ ก็ไม่มีใครมั่นใจว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติได้เต็มสูบหรือไม่ ทำให้สภาพัฒน์ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลง จากที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 3-4% เหลือเพียง 1.5-2.5%
เคยเขียนไปแล้วว่า เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาว่างงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่โหดร้ายที่สุดสำหรับชนชั้นแรงงานหรือมนุษย์เงินเดือน ก่อนหน้านี้ทั้งสำนักงานสถิติแห่งชาติและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยแสดงความเป็นห่วงว่า การจ้างงานใหม่จะลดลง แรงงานใหม่จะเข้าสู่ตลาดยากขึ้น ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน
“ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงานของทีดีอาร์ไอ ระบุว่า หากการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้เพียง 2-2.5% ซึ่งต่ำกว่าปี 2556 ที่ขยายตัวได้ 2.9% จะทำให้ตัวเลขการว่างงานของประเทศไทย ณ สิ้นปี 2557 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1-1.2% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ประกาศในไตรมาสแรกปีนี้ว่า ตัวเลขการว่างงานของไทยอยู่ที่ 0.9%
ทีดีอาร์ไอคาดว่า ในช่วงสิ้นปี 2557 อาจจะมีแรงงานไทยว่างงานสูงถึง 4.5 แสนคน
ตัวเลข 4.5 แสนคน เป็นตัวเลขที่ประเมินจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโต 2-2.5% ในปีนี้ ทั้งๆ ที่จนถึงขณะนี้หลายสำนักถอดใจ และปรับลดตัวเลขการเติบโตเหลือไม่ถึง 2%
“การว่างงาน” นั้น ร้ายกาจมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในภาวะที่เราเพิ่งพ้นจากการก่อหนี้หรือการสร้างหนี้ใหม่มาหมาดๆ ไม่ว่าจะจากนโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก หรือจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว แรงกดดันในการใช้ชีวิตจะยิ่งทับถมทวีคูณ
จากข้อมูลเรื่อง “การบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นสุข” ที่จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุเรื่องหนี้และการจัดการหนี้ในหลายมุมมอง ซึ่งก็ล้วนน่าสนใจ เริ่มจากข้อแนะนำในการสำรวจตัวเองว่า ถ้าเราเป็นนักบริหารจัดการหนี้ขั้นเทพ จะต้องไม่มีอาการเหล่านี้ นั่นคือ หนึ่ง - มีอาการผวา นอนไม่หลับ ตกใจง่าย ใจสั่น มือไม้สั่น เมื่อถึงวันใกล้กำหนดชำระหนี้
สอง - ใช้วงเงินเต็มทุกครั้ง และดีใจมากเมื่อผู้ให้สินเชื่อ เพิ่มวงเงินให้อีก สาม - อยู่กับการชำระขั้นต่ำมาตลอด สี่ - ทุกๆ ไตรมาสจะต้องทำสถิติ ลืมจ่ายเงินคืนตรงวันครบกำหนดชำระ และมีความสนิทสนมกลมเกลียวกับเจ้าหน้าที่ทวงหนี้เป็นอย่างดี และ ห้า - จำเป็นต้องพึ่งเงินกู้เพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าครองชีพที่ถือเป็นปัจจัยสี่
อ่านดูแล้ว หลายคนอาจจะอดยิ้มไม่ได้ แต่สำหรับคนที่มีปัญหาจริงๆ รับรองว่า อ่านแล้วยิ้มไม่ออกแน่ๆ เผลอๆ จะนั่งกุมขยับว่า นี่มันตัวเราชัดๆ
สำหรับคำแนะนำในการจัดการหนี้ “เกินตัว” แบงก์ชาติบอกว่า อย่างแรกเลยคือ ต้องกล้าเผชิญความจริงว่าเราเป็นหนี้เกินตัว และต้องจัดการกับมัน จากนั้นหาที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ เพื่อพูดคุย หาสาเหตุของที่มาของหนี้ (ด้วยตนเอง หรือร่วมกับที่ปรึกษา) ยอมรับและเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จัดทำแผนปลดหนี้ร่วมกัน สร้างอุปนิสัยที่ดี คือ “การมีวินัยทางการเงิน” จัดทำแผนการใช้จ่ายช่วงปลดหนี้
การจัดทำแผนปลดหนี้ ก็เริ่มจากสำรวจหนี้ (จดยอดหนี้ แหล่งที่มา อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย จำนวนที่จ่ายต่อเดือน วันที่จ่าย และความถี่ที่จ่าย) จัดลำดับของหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ด้วยการปลดหนี้ง่ายๆ เช่น หนี้จำนวนน้อย ดอกเบี้ยต่ำ และปลดหนี้ดอกเบี้ยแพงๆ เช่น หนี้นอกระบบ สินเชื่อบุคคลภายใต้ การกำกับ (หนี้สินค้าเงินผ่อน) หนี้บัตรเครดิต รวมทั้งปลดหนี้ที่ไม่ดี และเลือกเก็บหนี้ที่ดีไว้
จากนั้นสำรวจทรัพย์สิน (เผื่อแปลงเป็นเงินปลดหนี้) จดรายละเอียด และประเมินมูลค่า ขายสินทรัพย์เพื่อปลดหนี้ที่อยากปลดก่อน สำรวจความสามารถชำระหนี้ (เจรจาต่อรอง ขอผ่อนผัน) สุดท้ายท่องไว้ว่า ห้ามหนีหนี้เด็ดขาด
ทั้งนี้ ในการจัดลำดับความสำคัญของหนี้ ถ้าใครไม่แน่ใจว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร แบงก์ชาติจัดลำดับความสำคัญของหนี้ไว้ให้ ดังนี้ สำคัญที่สุดคือ หนี้ผ่อนบ้าน รองลงมา คือ หนี้ผ่อนรถ หนี้ในระบบ (บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เบิกเงินสด/ผ่อนสินค้า) หนี้นอกระบบ และหนี้ญาติมิตรเพื่อนฝูง
เข้าใจว่า ที่จัดเรียงแบบนี้ เป็นการพิจารณาจากความสำคัญของทรัพย์สินที่ลูกหนี้ควรรักษาไว้ให้ได้ก่อน แต่ไม่ว่าจะหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถหรือหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลกับสถาบันการเงิน ล้วนเป็นหนี้ในระบบที่สามารถ “ต่อรอง” กับเจ้าหนี้ได้ แต่หนี้นอกระบบ นอกจากจะต่อรองไม่ได้แล้ว ดอกเบี้ยยังมหาโหด ดังนั้น ถ้ามีเงินในการชำระหนี้จำกัด ก็ต้องจัดการเคลียร์หนี้นอกระบบก่อน
หลัก “เรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับ” ยังใช้ได้เสมอ
-------------------------
(เงินทองต้องรู้ : เศรษฐกิจติดลบ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)



