ข่าว

'นิวัฒน์ฯ'ชี้รบ.อำนาจเต็มต้องลต.

'นิวัฒน์ฯ'ชี้รบ.อำนาจเต็มต้องลต.

22 พ.ค. 2557

'นิวัฒน์ธำรง' ลั่นอ้างกฎอัยการศึก เว้น รธน.บางมาตราไม่ได้ ย้ำ ครม.ต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมีชุดใหม่ ยัน รบ.อำนาจเต็ม ต้องมาจากลต. รอกฤษฎีกาแนะทูลเกล้าฯชื่อปธ.วุฒิฯ

 
                         22 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 13.50 น.  นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ไม่เดินทางไปหารือเพื่อหาทางออกประเทศกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะกองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) ว่า รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปพูดคุยกับ กอ.รส.ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากตนมีภารกิจที่ต้องทำ ซึ่งตัวแทนที่ไปพูดคุยในวันเดียวกันนี้ ยังคงเป็นคณะเดิม โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะพร้อมด้วยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งตัวแทนรัฐบาลทั้ง 5 คน ก็สามารถ และมีอำนาจตัดสินใจแทนรัฐบาลได้ตามที่ได้รับมอบหมายในระดับหนึ่ง แม้แต่ตน ถ้าไปร่วมหารือเอง บางเรื่องก็ไม่สามารถตอบทันทีได้ เพราะบางเรื่องต้องนำเขัาสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และการที่ตนไม่ไป ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะสถานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯของตนตามกฎหมายอยู่สูงกว่า ผอ.รส.
 
                         นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า รัฐบาลยินดีที่จะร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศอย่างเต็มที่ และการที่ตนไม่ได้เดินทางไปร่วมหารือด้วยตนเอง ก็ไม่ใช่ว่าเป็นการแสดงความไม่จริงใจ และตนได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว และมีการมอบหมายตัวแทนไปพูดคุย และมอบนโยบายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เราต้องยึดหลักการของระบบนิติรัฐ นิติธรรม และต้องเดินตามระบอบประชาธิปไตย กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเรามีคนหลายกลุ่ม ถ้ายึดข้อกฎหมาย และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม เพราะถือว่ากฎหมายเป็นระเบียบสังคม เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนเดินตามกฎหมาย ก็จะเกิดความสงบเรียบร้อย และเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะช่วยทำหน้าที่ ที่จะช่วยประสานหาทางออกให้กับประเทศจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งคงต้องรอผลการหารืออีกครั้ง
 
                         เมื่อถามว่า จากการหารือในวันแรก จุดยืนของรัฐบาลค่อนข้างสวนทางกับบางกลุ่มที่เป็นคู่กรณี จะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้เดินคู่ขนานไปได้ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวปฏิเสธว่า จุดยืนของรัฐบาลก็ไม่ใช่จะสวนทางทีเดียว อย่าง กกต.ก็ได้พูดถึงแนวทางในการเลือกตั้ง 2 ระยะ ทั้งเร็วและช้า ซึ่งรัฐบาลก็เห็นพ้องกับข้อเสนอของ กกต.ในเรื่องของการเลือกตั้ง และอยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็ว เพื่อจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ต้องเข้าใจขณะนี้เราอยู่ระหว่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ดังนั้นการเลือกตั้ง เราจะได้รัฐบาลถาวร และมีอำนาจเต็ม เท่าที่ศึกษา ไม่มีวิธีอื่นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่จะให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มได้
 
                         ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นกรณีข้อเสนอที่ให้รัฐบาลลาออก นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ก็เป็นสิ่งที่มีการเสนอ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้มีตำแหน่งถาวร อยู่ระหว่างการรักษาการตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ มีสถานะเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ ตำแหน่งรัฐมนตรีหายไปแล้ว จะให้ลาออกอีก ก็ไม่รู้จะลาออกอย่างไร และตามกฎหมายก็ระบุชัดเจนว่า ให้รัฐมนตรีที่เหลือ ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดถาวรเข้ามาดำรงตำแหน่ง ถ้าไม่ทำตาม ก็ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย มาตรา 157 ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
 
                         เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลยืนยันว่าข้อเสนอให้ลาออกนั้นจะไม่ดำเนินการตามแน่นอนใช่หรือไม่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ทำไม่ได้ผิดกฎหมาย "ต้องเข้าใจว่าถ้าผิดกฎหมายไม่ว่าจะอ้างอย่างไร ถ้ามีการฟ้อง ก็โดนอยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจ วันนี้เราต้องส่งเสริมให้ทุกคนทำตามกฎหมาย ประเทศชาติจะสงบเรียบร้อย เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย วันนี้ก็ต้องยืดกฎหมายเป็นหลัก"
 
                         เมื่อถามว่า อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.รส. ในการใช้ พ.ร.บ.ประกาศกฎอัยการศึก จะสามารถยกเลิกการบังคับกฎหมายบางมาตราในรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวยืนยันว่า ไม่มีการระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกแล้ว จะสามารถละเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมายใดข้อกฎหมายหนึ่งได้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด จึงไม่เชื่อว่าจะสามารถละเว้นการใช้กฎหมายบางข้อได้
 
                         เมื่อถามว่า คาดหวังการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้แค่ไหน นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า "หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อท่านประกาศกฎอัยการศึก รัฐบาลก็เห็นในมุมดีหลายๆ มุม โดยเฉพาะในเรื่องของความสงบเรียบร้อย ซึ่งวันนี้ก็ได้เห็นในหลายๆ กรณี ขณะเดียวกันก็อยู่ในระหว่างพูดคุยเพื่อหาทางออก และยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะช่วยหาทางออก ซึ่งสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวัง ยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย"
 
                         เมื่อถามว่า ส่วนตัวจะมีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรงหรือไม่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ก็กำลังประสานกันอยู่ หาเวลาที่ว่างทั้ง 2 ฝ่าย ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยุ่งในเรื่องการหาทางออกให้กับประเทศอยู่ ซึ่งก็ยังไม่มีเวลา ดังนั้นรอให้มีเวลาทั้ง 2 ฝ่าย ก็คงได้คุยกัน ตนก็อยากเจอ จะได้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย เนื่องจากขณะนี้เรื่องเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนจะต้องรีบดำเนินการ
 
                         เมื่อถามว่า รัฐบาลคิดว่าการใช้กฎอัยการศึก ควรมีระยะเวลามากน้อยแค่ไหน นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า กรอบเวลาการดำเนินการ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลไม่มีส่วนไปกำหนด แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะดำเนินการแล้วประสบผลสำเร็จ เพราะจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ และถ้าดำเนินการได้เร็วก็ยิ่งดี
 
                         เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับแคนดิเดตรายชื่อนายกฯคนกลาง ที่มีการเผยแพร่ทางสื่อขณะนี้ นายนิวัฒน์ธำรง หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ยังตอบอะไรไม่ได้ในขณะนี้ "ผมว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ต้องมาจากการเลือกตั้งตามที่มีการบัญญัติไว้ และที่พูดเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าแคนดิเดต ไม่ควรที่จะรับตำแหน่ง เพียงแต่แสดงความเห็นว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นนายกฯ ได้ตามครรลองของกฎหมาย"
 
 
 
 
ระบุเดินตามแนวกฤษฎีกาแนะในการทูลเกล้าฯ ชื่อปธ.วุฒิฯ
 
 
                         นายนิวัฒน์ธำรง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีการพูดคุยกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงแนวทางนำชื่อประธานวุฒิสภาคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า วันเดียวกันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา และไม่สามารถพูดคุยอะไรได้ ขณะนี้ถือเป็นอิสระในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะเป็นอย่างไร วันนี้รัฐบาลและตน รอการเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าอย่างไรก็ต้องเดินไปตามนั้น
 
 
 "มีชัย-นรนิติ-วิษณุ"นำทีมถกปมเลือกปธ.วุฒิ


                        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ โดยมีนายปลั่ง มีจุล ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 ในฐานะผู้มีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย กรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นประเด็นข้อกฎหมาย ว่าการประชุมวุฒิสภาเพื่อเอลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาคนที่สอง เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2557 หรือไม่
 
                        ทั้งนี้มีรายงานว่านางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เดินทางเข้าชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับการประชุมวุฒิสภาด้วย

                        สำหรับการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ ประกอบด้วยคณะกรรมการ 12 คณะ จำนวน 108 คน ซึ่งมีตัวแทนแต่ละคณะตอบรับเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประมาณ 80 คน โดยตัวแทนแต่ละคณะที่เดินทางเข้าร่วมประชุม อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมกฤษฎีกา คณะที่ 1 นายวิษณุ เครืองาม ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 นายสรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานคณะกฤษฎีกาคณะที่ 7 นายสวัสดิ์ โชติพานิช ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10 นายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นายปัญญา ถนอมรอด อดีตประธานศาลฎีกา เป็นต้น โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนรับฟัง โดยหลังการประชุมจะมีการแถลงผลกาประชุมให้ทราบในเวลาประมาณ 16.00 น.