
คุก6เดือน'ตู่'หมิ่น'มาร์ค'สั่งฆ่าปชช.
22 พ.ค. 2557
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 6 เดือน 'จตุพร' คดีหมิ่น 'อภิสิทธิ์' สั่งฆ่าประชาชน ให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 5 หมื่นบาท
22 พ.ค.57 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อ.1008/2553 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ชื่อเสียง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,332
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 มี.ค.53 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. -15 ก.พ.53 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกล่าวปราศรัยหมิ่นประมาทโจทก์ ผ่านเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดงที่รับฟัง และประชาชนที่รับชมสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิล แชนแนล ที่มีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ทำนองว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนมีจิตใจโหดเหี้ยม สั่งฆ่าประชาชน หนีทหาร โจทก์ต้องได้รับความเสียหายเสื่อมเสีย ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ
ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ก.ย.55 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท จำเลยฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ฯ จากกรณีที่จำเลยปราศรัยว่า โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งปราบปราบและเข่นฆ่าประชาชน แต่โทษจำคุกนั้นให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี รวมทั้งให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งจำเลยต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ส่วนที่จำเลยได้กล่าวถึงการผ่อนผันเกณฑ์ทหารของโจทก์ ศาลเห็นให้ยกฟ้องในส่วนนี้ เนื่องจากเห็นว่า เป็นการแสดงความเห็นติชมโดยสุจริต ซึ่งขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์
ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอไม่ให้รอลงการลงโทษจำเลย ขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีเช่นกัน
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าจำเลยปราศรัยว่าโจทก์หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารและใช้เอกสารเท็จในการเข้าสมัครรับราชการในโรงเรียนนายร้อย ซึ่งจำเลยอ้างเอกสารทางราชการว่าโจทก์หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หากโจทก์เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นแอบอ้างโดยโจทก์ ได้ยืนยันมีการผ่อนผันเกณฑ์ทหารแล้ว ก็สามารถให้มีการร้องเรียนตรวจสอบเอกสารเพื่อให้มีการแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้อง แต่ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้ดำเนินการดังกล่าวโดยทันที ขณะที่ช่วงเกิดเหตุจำเลยเป็นนักการเมือง จึงได้ตรวจสอบโจทก์ที่เป็นนักการเมืองเช่นกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.329 (1) (3) อุทธรณ์โจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น
สำหรับการปราศรัย เมื่อวันที่ 15 ก.พ.53 ซึ่งจำเลยได้อ้างว่ามีสายข่าว ระบุว่าโจทก์มีการวางแผนจัดตั้งมวลชนห้ำหั่นคนเสื้อแดง แต่ชั้นพิจารณาจำเลยก็ไม่มีแหล่งข่าวที่อ้างดังกล่าวมาเบิกความจึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่ามีการประชุมวางแผนดังกล่าวจริง ซึ่งการปราศรัยดังกล่าวทำให้โจทก์ต้องได้รับความเสียหายจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการกระจายเสียง ตาม ม.328
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอไม่ให้รอลงอาญา จำเลยนั้น ศาลเห็นว่าแม้โจทก์และจำเลยจะมีการฟ้องคดีกันถึง 5 สำนวน ทั้งในศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ แต่เพราะทั้งสองก็เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกัน จึงย่อมเกิดการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียหรือเสียหายอย่างรุนแรง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษารอลงอาญานั้นชอบแล้วพิพากษายืน
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายจตุพร กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า จะรอปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะต้องฎีกาอีกหรือไม่ เพราะคดีที่ถูกฟ้องดังกล่าว มีเหตุในการฟ้อง 2 เรื่อง ใน 1 สำนวน ซึ่งศาลได้ยกฟ้องประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และยกฟ้องประเด็นใบ สด.41 แต่ให้ยืนรอลงอาญาการปราศรัยเรื่องการปราบปรามประชาชน



