
บทความพิเศษ - ปัญหายุติด้วยการเจรจา !
นับตั้งแต่รัฐบาลไทยเตรียมยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการมรดกโลกให้ทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลภายหลังการขึ้นทะเบียนแล้ว ปรากฏมีความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้น ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความไม่พอใจของผู้นำกัมพูชา
โดย "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเสียใจที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ให้ยื่นทบทวนดังกล่าว โดยต้องการให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
และเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวตามชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร ล่าสุดทั้งสองฝ่ายมีทหารเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชามีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยเตรียมกำลังและอาวุธเพื่อพร้อมให้เหมาะสมกับทางกัมพูชาเช่นเดียวกัน จึงทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด เพราะหวั่งเกรงว่าอาจจะเกิดการปะทะกันได้
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 มิถุนายน "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รมว.กลาโหม และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะเดินทางไปเยือนกัมพูชาเพื่อหารือกับ "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แม้ "พล.อ.ประวิตร" จะระบุว่าเป็นการหารือเรื่องทั่วไปไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเขาพระวิหาร แต่ก็คาดหวังกันว่าน่าจะมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนด้วย
ขณะที่มีรายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ "สมเด็จฮุน เซน" เกี่ยวกับการเดินทางของ "รองนายกฯ สุเทพ" ซึ่งคาดว่าจะไปเจรจาเรื่องเขาพระวิหาร โดย "สมเด็จฮุน เซน" ปฏิเสธที่จะหารือกับ "รองนายกฯ สุเทพ" เรื่องเขาพระวิหาร แต่จะคุยเรื่องการถอนทหารและปัญหาชายแดนเท่านั้น
เกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ได้ตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกรณีปัญหาเขาพระวิหาร สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)" เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ
ต่อมา คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกรณีปัญหาเขาพระวิหาร ยื่นข้อเสนอแนะ 6 ประการ ต่อรัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศ กรณีการเจรจาตกลงเรื่องเขตแดนทางบก และเขตแดนทางทะเล เพื่อเป็นกรอบในการเจรจาของรัฐบาล ระหว่างไทยกับกัมพูชา
คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกรณีปัญหาเขาพระวิหาร ซึ่งมี ว่าที่ ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย อ.เกษม จันทร์น้อย และสมาชิกคณะทำงาน ได้รายงานความก้าวหน้า และยื่นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ กรณีการเจรจาตกลงเรื่องเขตแดนทางบก และเขตแดนทางทะเล ระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากจะมีการเจรจาระหว่างกระทรวงต่างประเทศกับประเทศกัมพูชา ในเดือนเมษายน 2552 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีการเจรจาด้วยความระมัดระวัง
โดยคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกรณีปัญหาเขาพระวิหาร ยื่นข้อเสนอแนะ 6 ประการ ได้แก่
1) รัฐบาลควรทบทวนบันทึกข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลของไหล่ทวีป ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ว่าได้มีการดำเนินการตาม มาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หรือไม่ ซึ่งในบันทึกข้อตกลงข้างต้นอาจเข้าข่ายหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ และทั้งนี้ หากรัฐบาลจะใช้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรอบในการเจรจา รัฐบาลควรพิจารณาให้มีการดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก่อนที่จะใช้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรอบในการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลของไหล่ทวีประหว่างไทยกับกัมพูชา
2) สำหรับพื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเล (Joint Development Area) ระหว่างไทยกับกัมพูชา รัฐบาลควรนำกรอบการเจรจาเกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาก่อน เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 190
3) การเจรจาเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา รัฐบาลควรยึดหลักการสากล ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982
4) ในการเจรจาเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา รัฐบาลควรนำประเด็นเรื่องชุมชนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหลายพื้นที่มาเจรจาด้วย เพื่อให้เกิดการแก้ไข และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีปัญหาซ้ำในพื้นที่อื่นอีก
5) รัฐบาลควรเจรจาเขตแดนทางบกและทางทะเลไปพร้อมๆ กัน แต่ในกรณีที่ยังมีการละเมิด หรือการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา รัฐบาลควรชะลอการเจรจาออกไปก่อน
และ 6) รัฐบาลควรกำหนดกลไกและปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการที่รับผิดชอบการเจรจาเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เกิดความเป็นเอกภาพ มีความต่อเนื่อง และมีบูรณาการในการเจรจา โดยจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อรับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
นอกจากนี้คงต้องรอดูว่าการเดินทางไปเยือนกัมพูชาของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" กับ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" จะสามารถทำให้สถานการณ์ชายแดนของทั้งสองประเทศลดอุณหภูมิลงได้หรือไม่



