ข่าว

คุก2ปี'สาวใหญ่'หมิ่นเบื้องสูง

คุก2ปี'สาวใหญ่'หมิ่นเบื้องสูง

21 พ.ค. 2557

พิพากษาจำคุก 2 ปี 'สาวใหญ่' หมิ่นเบื้องสูง รับสารภาพลดเหลือ 1 ปี ศาลชี้แม้พบภาวะจิตฟั่นเฟือน แต่ขณะเกิดเหตุรับรู้ตอบโต้ได้ ให้โอกาสรอลงอาญา 3 ปี

 
                         21 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.4809/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 64 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 
 
                         ตามฟ้องโจทก์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 55 นางฐิตินันท์ กระทำการมิบังควรต่อพระบรมฉายาลักษณ์ หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ด้วยการเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์ ระหว่างที่รอฟังการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพ ว่าขณะกระทำผิดมีความบกพร่องทางจิต 
 
                         ศาลพิเคราะห์แล้วคดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ขณะกระทำการตามฟ้องดังกล่าว จำเลยรู้สึกผิด-ชอบ มีภาวะบกพร่องทางจิตหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีพยาน 2 ปากที่ร่วมชุมนุม เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นจำเลยเดินเข้ามาและตะโกนเรียกชื่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานตุลารการศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้น ก่อนจะคว้าพระบรมฉายาลักษณ์จากผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งมาแล้วกระทำการดังกล่าว โดยชั้นพิจารณาก็มีภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกลงวีซีดีประกอบที่พบภาพจำเลยคนเดียวเดินเข้ามาในที่ชุมนุม และตามทางนำสืบพบว่า ได้มีผู้พยายามกันตัวจำเลย เมื่อมีผู้ชุมนุมถามว่ากระทำการดังกล่าวทำไม จำเลยยังโต้ตอบกลับได้ ขณะที่แพทย์ผู้ทำการตรวจอาการของจำเลย ระบุว่าจำเลยมีความรู้สึกอึดอัดกับการเมือง โดยเมื่อกระทำการรู้สึกตัวว่าทำอะไร เช่น เตะก็รู้ว่ากำลังเตะ หรือถ้าเตะพลาดก็รู้ว่าเตะพลาด ซึ่งลักษณะของจำเลยคือเมื่อรู้สึกอย่างไรแล้วจะทำเลยโดยไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความที่บุตรของจำเลยตอบการซักค้านว่า ปกติจำเลยก็ร่วมติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง จึงต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ซึ่งศาลสามารถลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง 
 
                         จึงพิพากษาจำคุก จำเลย เป็นเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ ม.65 วรรคสอง จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี แต่ไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้โอกาสจำเลยเข้าบำบัดรักษาอาการจิตฟั่นเฟือนเพื่อประโยชน์ต่อตัวจำเลยและสังคม จึงให้รอลงการลงโทษเป็นเวลา 3 ปี และให้รายงานการรักษาบำบัดจำเลยทุก 6 เดือนต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี 
 
                         ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว นางฐิตินันท์ จำเลย ได้เดินทางกลับออกไปพร้อมญาติ ซึ่งนางฐิตินันท์นั้น ได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดการพิจารณาที่ผ่านมา โดยระหว่างฟังคำพิพากษาวันนี้นางฐิตินันท์ มีท่าทางเงียบสงบ ไม่แสดงอาการใดๆ แต่อย่างใด