
ตร.ติวเข้มข้อกฎหมาย...รับมือเสื้อแดง
บทเรียนเมื่อครั้งใช้กำลังสลายการชุมนุม 7 ตุลา 51 มาจนถึงเมษาจลาจล ตำรวจหลายคนเกิดความกริ่งเกรงถึงขั้นขยาด หากต้องใช้กำลังเข้าสยบการเคลื่อนไหว ด้วยเหตุนี้ก่อนการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงวันที่ 27 มิถุนายนนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เลยเชิญนักกฎหมายแล
การหารือครั้งนี้ ประกอบด้วย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.ก.รักษาการ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย ร.ท.สมนึก เสียงก้อง รองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในที่ประชุมได้ยกกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 63 ที่บัญญัติเอาไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะในกรณีในการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระยะเวลาที่มีประกาศภาวะฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึก
โดยมีการหารือถึงขอบข่ายแห่งกฎหมาย จะปฏิบัติอย่างไรไม่ให้เกิดความผิดพลาด มาตรฐานในการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมเมื่อยังไม่มีกฎหมายควบคุมฝูงชน การชุมนุมใดที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง และการชุมนุมใดที่ไม่คุ้มครอง ถ้าเป็นการชุมนุมโดยไม่สงบจะดำเนินคดีได้อย่างไร และหากมีความจำเป็นสลายการชุมนุม จะทำอย่างไรถึงจะชอบด้วยกฎหมาย
รองอธิบดี และนักวิชาการทั้ง 2 คนได้ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ตำรวจต้องแก้ไขปัญหาด้วยหลักจิตวิทยาก่อนจะใช้ข้อกฎหมาย และต้องจัดการในเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ถึงจะเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้ เช่น อธิบายข้อกฎหมายให้ประชาชนได้รับทราบก่อนว่า สิ่งไหนทำได้และสิ่งไหนทำแล้วผิดกฎหมาย เป็นการจัดทำกระบวนการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนโดยตรง ขณะเดียวกันตำรวจมีอำนาจที่จะใช้ข้อบังคับตาม พ.ร.บ.ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยอาศัย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ลักษณะที่ 1 บททั่วไป มาตรา 6 บัญญัติว่า
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจดังต่อไปนี้ มาตรา 6 อนุ 3 ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดความอาญา อนุ 4 การรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร หมายความว่า ตำรวจมีอำนาจในการหยิบ พ.ร.บ.ต่างๆ มาใช้ เช่น พ.ร.บ.จราจร ป.อาญา ป.วิอาญา มาบังคับใช้ได้ เช่น ผู้ชุมนุมยืนยันว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่เห็นอยู่ทนโท่ว่ามีการใช้อาวุธและความรุนแรง ตำรวจต้องใช้หลักจิตวิทยาเข้าไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมาย แล้วมีคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายมารองรับ ก็สามารถดำเนินการจับกุมได้โดยชอบ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมทราบ แต่การสั่งการมักไม่มีกฎหมายมารองรับ ตำรวจจึงมักตกเป็นรองถูกฟ้องร้องทั้งทางแพ่ง อาญา ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.และศาลปกครอง นำมาสู่การประชุมหามาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายในครั้งนี้
สรุปแล้วตำรวจจะใช้แผนรักษาความสงบกรกฎ 48 แผนรักษาความปลอดภัยพื้นที่กรุงเทพฯ มกรา 50 และแผนรักษาความสงบเรียบร้อยมีนา 51 ขั้นตอนปฏิบัติให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญและเพิ่มการสืบสวนหาข่าว ติดตามพฤติกรรมของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่เป็นแกนนำมวลชนกลุ่มต่างๆ ดำเนินตามมาตรการด้านการข่าว วางแผนและขยายเครือข่ายกับหน่วยงานด้านการข่าวต่างๆ
ขณะเดียวกันให้จัดเตรียมกำลังปฏิบัติและยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา คอยประสานกับภายนอก เช่น แผนการเคลื่อนย้ายกำลัง การเตรียมป้องกันอัคคีภัย อุบัติภัย การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาล การส่งกลับทางแพทย์ และการรักษาความปลอดภัยบุคคลและสถานที่สำคัญในพื้นที่รับผิดชอบ
แผนขั้นเผชิญเหตุเมื่อได้รับแจ้งมีกลุ่มผู้ชุมนุมให้ตำรวจท้องที่ไปหาข้อมูลเบื้องต้น และให้แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ จัดให้มีการเจรจาต่อรอง สืบหาข่าว ชุดประชาสัมพันธ์ และปฏิบัติการด้านจิตวิทยา หากการชุมนุมเกินขีดความสามารถหรือยืดเยื้อ ให้ร้องขอกำลังสนับสนุนได้ หากชุมนุมเกินขอบเขตเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ละเมิดกฎหมาย มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง หรือให้เกิดความวุ่นวายก่อการจลาจล ให้รอรับคำสั่งจากผู้บัญชาการเหตุการณ์
การปฏิบัติหลังเกิดเหตุหรือขั้นฟื้นฟูให้สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจ ทั้งฝ่ายตำรวจ ผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไป ให้มีรายละเอียดด้านชีวิตร่างกายและทรัพย์สินส่วนตัวและทางราชการ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การบูรณะทรัพย์สิน การจัดตั้งทีมสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย
ข้อกำชับการดำเนินการต้องยึดหลักกฎหมาย การใช้กำลังหรือรักษาความสงบทุกขั้นตอนพึงระลึกเสมอว่า การชุมนุมในขอบเขตของกฎหมายเป็นสิทธิของผู้ชุมนุมที่จะกระทำได้ ให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพในการเข้าร่วมชุมนุม
ขณะเดียวกันก็จะไม่ยินยอมต่อข้อเรียกร้องของผู้ก่อความไม่สงบ เพราะอาจก่อให้เกิดการขยายตัวมากขึ้น ต้องปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม ใช้หลักการเจรจา สร้างความเข้าใจ หลีกเลี่ยงการใช้กำลังถึงที่สุด อดกลั้นถึงที่สุด ห้ามตอบโต้ หากต้องใช้กำลังให้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก คือ เริ่มจากฉีดน้ำ ใช้คลื่นเสียง ใช้แก๊สน้ำตาแบบขว้างเท่านั้น ขั้นสุดท้ายคือการใช้กระสุนยาง



