ข่าว

เอกชนหวังกฎอัยการศึกช่วย'ผ่าทางตัน'

เอกชนหวังกฎอัยการศึกช่วย'ผ่าทางตัน'

21 พ.ค. 2557

เอกชนหวังกฎอัยการศึกช่วย'ผ่าทางตัน'

             การประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่ส่อเค้าว่าจะเกิดความรุนแรง ในมุมมองของภาคเอกชนส่วนใหญ่มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง และทำให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมกันหาทางออกที่เป็นประโยชน์ของประเทศได้ง่ายขึ้น แม้จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำคือ การเร่งทำความเข้าใจกับต่างชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่น

             นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกน่าจะเป็นผลดีในการสร้างความมั่นใจทั้งในประเทศ และต่างประเทศระดับหนึ่ง ว่าประเทศไทยยังมีคนที่สามารถดูแลความสงบ เรียบร้อยอยู่ แต่ในระยะยาวอาจไม่เป็นผลดีนัก จึงต้องประเมินถึงความจำเป็นในการประกาศใช้ ส่วนกรณีที่อาจมีการทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้าบริหารประเทศก็เป็นเรื่องที่ดี แต่จะให้ดีที่สุดนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรมาจากวิถีประชาธิปไตย

             "สถานการณ์การเมืองขณะนี้ เชื่อว่าจะหารือร่วมกันได้ โดยใช้ประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งอาจมีคนที่ทั้งสองฝ่ายเคารพและยอมรับเข้ามาร่วมพูดคุยด้วยเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว แม้จะมีข้อแตกต่างกันบ้าง หากคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติก็น่าจะได้ข้อสรุป เพราะประเทศไทยเสียเวลาร่วม 6 เดือนแล้ว ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไม่ได้" นายอิสระกล่าว

             ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังใกล้ถึงทางตัน และอาจเกิดความรุนแรงจากการเผชิญหน้าของคู่ขัดแย้ง ซึ่งภายใน 1 สัปดาห์ควรจะมีคำตอบชัดเจนว่าประเทศจะเดินไปอย่างไร เพราะขณะนี้ทหารมีอำนาจในการเรียกผู้เกี่ยวข้องไปหารือ เชื่อว่าอาจจะนำมาซึ่งทางออกและอาจมีหลายแนวทาง เช่น การตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิรูปร่วมกันหรือแนวทางอื่นๆ รัฐบาลรักษาการอาจไม่ต้องลาออกแต่ให้ยุติการปฏิบัติงาน

             "ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น เชื่อว่าวันนี้อาจมีผลต่อตลาดหุ้นอยู่บ้าง ส่วนผลกระทบด้านอื่นๆ เชื่อว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้ หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ" นายพรศิลป์กล่าว

             นายศิริ การเจริญดี หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกของกองทัพบกน่าจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นได้ ถ้าทำให้ทุกฝ่ายยุติการชุมนุม หันมาปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง ร่วมกันปฏิรูปประเทศ โดยใช้สติปัญญาไม่ใช้กำลัง เพียงแต่ช่วงแรกของการใช้กฎอัยการศึกอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดคำถามและขาดความเชื่อมั่นใจการลงทุนได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของกองทัพบกที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนต่างชาติถึงสาเหตุความจำเป็นที่ต้องใช้กฎดังกล่าว

             “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กฎอัยการศึกจะทำให้กฎหมายของประเทศกลับมาเป็นที่ยึดมั่นในการปฏิบัติ และทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงแรกของการใช้กฎอัยการศึกอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมองเราไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าคงเป็นช่วงสั้นๆ เพราะหากเราทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องใช้แล้ว ผมว่าเราจะได้ประโยชน์จากการใช้กฎหมายตัวนี้ได้มาก เพราะจะทำให้ประเทศและเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อได้”นายศิริกล่าว

             นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแน่นอน เพราะมีความคล้ายคลึงกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ต่างชาติกังวลและระมัดระวังในการเดินทางเข้ามาประเทศไทย สะท้อนได้จากตลาดหุ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงทันที แต่ก็ถือว่าเร็วเกินไปในการประเมินผลกระทบ ซึ่งทั้งภาคเอกชนไทยและต่างชาติต่างก็จับตาดูว่าภายหลังการใช้กฎอัยการศึกษาจะมีการประกาศมาตรการใดตามมา

             "ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่หากขยายวงกว้างไปสู่ความรุนแรง และปะทะกันจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจดำดิ่ง ยากที่จะกู้กลับคืนมา และภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายทันที ดังนั้นการประกาศกฎอัยการศึกถือเป็นมาตรการที่ฝ่ายความมั่นคง ประเมินแล้วว่า อาจเกิดการปะทะ หรือความรุนแรง จึงยับยั้งสถานการณ์ไว้ก่อน" นายเกรียงไกร กล่าวและว่า ภาคธุรกิจประกาศตลอดเวลาว่า ต้องการให้สถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อว่า กฎอัยการศึกจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย จากการที่ทหารเข้ามาควบคุมไม่ให้เกิดการปะทะ และกลับสู่โหมดการเจรจากัน