
นปช.เมินกฎอัยการศึก!ยันชุมนุมต่อ
20 พ.ค. 2557
นปช.เมินกฎอัยการศึก ยันปักหลักชุมนุมต่อ จี้ 'ประยุทธ์' เร่งแก้ปัญหาเดินหน้าเลือกตั้ง 'จตุพร' ชี้เสนอชื่อ 'นายกฯคนนอก' เท่ากับรัฐประหาร
20 พ.ค.57 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่เวที (นปช.) ถนนอักษะ ย่านพุทธมณฑล นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. พร้อมแกนนำนปช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวประจำวัน โดยนายจตุพร แถลงว่า หลังจากที่มีการประกาศกฎอัยการศึกแกนนำนปช.ได้มีการติดตามสถานการณ์และปรึกษาหารือร่วมกัน เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการปฏิวัติ ดังนั้นถือว่ารัฐธรรมนูญอยู่ครบ รัฐบาลยังอยู่ เพียงแต่มีการยุบศอ.รสเท่านั้น ซึ่งนปช.ยืนยันจุดยืนเดิมไม่เปลี่ยน ยึดหลักตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อการประกาศครั้งนี้ไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ เรายังคงเดินหน้าเรื่องการเลือกตั้งให้มีนายกฯต่อไป โดยจะไม่มีช่องทางอื่นในการตั้งนายกฯมาตรา 7 ขึ้นมาได้
ทั้งนี้ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศอัยการศึกถือว่ามีอำนาจในประกาศ เพราะผบ.พัน ก็สามารถประกาศได้ แต่การยกเลิกการประกาศต้องมีบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ซึ่งเราจะติดตามต่อไป และยืนยันว่านปช.จะยังปักหลักการชุมนุมในพื้นที่อักษะเป็นฐานที่มั่นไม่มีการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่
นายจตุพร กล่าวอีกว่า การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ยังไม่ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1.การก้าวไปสู่รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ 2.การตั้งนายกฯโดยไม่ยึดหลักกฎหมาย การได้มาโดยไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องให้ผบ.ทบ. หากต้องการให้บ้านเมืองสงบ ก็ขอให้ยึดหลักประชาธิปไตย ทำการตกลงสัตยาบรรณร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง และกลุ่มมวลชน ในการเดินหน้าเลือกตั้ง แต่หากไม่พร้อม ก็ขอเสนอให้ทำประชามติให้ประชาชนตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ แต่หากปิดการรับรู้ของประชาชนนั้นจะไม่เป็นผลดี เพราะจะมีการปล่อยข่าวลือ หรือสร้างสถานการณ์ได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้น่าเป็นห่วงมากขึ้น
ส่วนภารกิจพล.อ.ประยุทธ์ สามารถดำเนินการได้หากเดินตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ แต่หากทำเกินจากนี้ ขอเตือนเลยว่าจากที่พล.อ.ประยุทธ์ คิดจะแก้วิกฤต แต่อาจจะกลับมาสร้างวิกฤตให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นนปช.จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่หากมีการก้าวสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ คนเสื้อแดงจะไม่ยอม จะสู้จนถึงที่สุด เพราะเรามีหน้าที่รักษาระบอบประชาธิปไตย แต่หากทุกอย่างคลี่คลายจบด้วยระบอบประชาธิปไตย เราก็พร้อมที่จะยุติการชุมนุม
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การชุมนุมของนปช.ที่ถนนอักษะ ยังเป็นไปโดยสงบเรียบร้อยไม่มีสถานะการณ์วุ่นวายหรือรุนแรงใดๆ กำลังเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่หลายจุด ซึ่งตนได้กำชับการ์ดทั้งหมด ให้ปฎิบัติหน้าที่รอบคอบด้วยความระมัดระวังให้เกียรติเจ้าหน้าที่ การปฎิบัติหน้าที่ของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีการกระทบกระทั่งใด ๆ จึงอยากให้พล.อประยุทธ์ สั่งการนายทหารที่รับผิดชอบ พื้นที่บริเวณเวทีอักษะ ได้ประสานงานที่บริเวณเวที เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ แนวปฎิบัติระหว่างกัน เพื่อเป็นการป้องกันการกระทบกระทั่ง ป้องกันการเข้าใจผิด ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์
ส่วนกรณีการประกาศกฎอัยการศึกได้มีสื่อต่าง ๆ ได้ติดต่อมายังตน และประเมินว่าเป็นการรัฐประหารใช่หรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องตอบ สำหรับนปช.เราถือเอาสถานการณ์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า ซึ่งชัดว่า รัฐธรรมนูญยังอยู่รัฐบาลยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก เมื่อไม่ขัดต่อหลักการของนปช. คือ ไม่รัฐประหาร ไม่มีนายกรัฐมนตรีนอกกฎหมาย การชุมนุมก็ยังคงอยู่พื้นที่นี้ และไม่มีแนวความคิดที่จะยุติการชุมนุมภายใต้กฎอัยการศึกนี้ แต่หากปรากฎแน่ชัด ว่ามีการรัฐประหาร เราจะต่อสู้ถึงที่สุดทันทีทั่วประเทศ
ทั้งนี้ขอเรียกร้องไปยังพล.อ.ประยุทธ ถ้าเป็นเจตนาบริสุทธิ์ คลี่คลายความขัดแย้ง ต้องเปิดเผย และโปร่งใส ไม่ให้มีพฤติการนอกระบบเช่น ติดตาม คุกคาม แกนนำนปช. ทั้งในส่วนกลางหรือต่างจังหวัด พวกตนจะตรวจสอบ ถ้ามีปรากฎการณ์อย่างนี้พล.อ.ประยุทธ์ ต้องอธิบาย กฎอัยการศึกมีอำนาจทำได้ แต่ถ้าจะคลี่คลายสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ และนปช.จะติดตามการปฎิบัติต่อนปช.กับเวทีกปปส. ถ้าหากมีคำสั่งข้อกำหนดใดที่ต้องปฎิบัติก็ต้องปฎิบัติให้เหมือนกันหรือเท่าเทียมกัน กฎอัยการศึกมีคำว่า 2 มาตรฐานไม่ได้
อย่างไรก็ตามขอเรียนไปยังพี่น้องทั่วประเทศที่ติดตามพื้นที่ ถนนอักษะยังคงเป็นพื้นชุมนุมทางการเมือง สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ พื้นที่นี้สามารถต้อนรับทุกท่านร่วมติดตามสถานการณ์แสดงออกทางการเมืองได้ การประกาศกฎอัยการศึกก็ไม่ได้ปิดกั้นให้มาร่วมดีกันดีกว่าไปร่วมกันตามจุดต่าง ๆ
เมื่อถามว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกคนกลางและจัดการเลือกตั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ไม่มีประตูสำหรับนายกคนกลาง ถ้าต้องการเป็นนายกคนกลางได้ คือการฉีกรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่ามองว่ากระทำของทหาร เป็นบวกหรือลบกับนปช.หรือกปปส. นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราไม่เคยประเมิน เพราะการต่อสู้นปช.ไม่เคยหวังพึ่งกองทัพ คนประกาศก็ต้องรับผิดชอบและนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤตให้ได้ คือเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง เป็นความรับผิดของกองทัพโดยสมบูรณ์ เราก็จะติดตาม สถานการณ์ หากมีการตั้งนายกคนกลางถึงแม้จะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล พวกตนก็ไม่รับ เราไม่คิดหาประโยชน์กับการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีกำลังทหารเข้ามาประจำการอยู่บริเวณทางเข้า-ออกที่ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอนตัวออกจากพื้นที่ มีเพียงการตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ทหาร และการ์ดนปช.อย่างเข้มงวด ขณะที่ผู้ชุมนุมได้ทำภารกิจส่วนตัว พักผ่อนภายในเต็นท์ ร่มไม้ และได้จับกลุ่มติดตามสถานการณ์ ส่วนบนเวทีก็ได้มีการแสดงดนตรี ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เดินหน้าเสนอชื่อ 'นายกฯคนนอก' เท่ากับรัฐประหาร
นายจตุพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเก็บตกจากเนชั่น ว่า สิ่งที่ตนอยากจะเรียนไปยังผู้บัญชาการทหารบก คือ จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าไปตามระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ อย่างไรข้อเสนอที่ กปปส.เสนอขึ้นมานั้น ตนสามารถบอกได้ตรงนี้เลยว่า เป็นข้อเสนอที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย และจะนำไปสู่วิกฤตของชาติอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งจะสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติเกินกว่าที่จะเยียวยา โดยเฉพาะสิ่งที่พยายามให้ว่าที่ประธานวุฒิสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางนั้น ไม่มีการให้คำรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเจตนารมณ์ของ ผบ.ทบ.ที่จะเข้ามายุติความขัดแย้ง ตนอยากจะให้เริ่มตั้งต้นให้เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า ในความคิดเห็นส่วนตัว ที่เห็นว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาของชาติ ควรจะต้องไปเริ่มที่กระบวนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า หากในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้ ตนก็อยากจะเสนอให้มีการทำประชามติ ถามความคิดเห็นประชาชน ซึ่งอาจจะมีการตั้งคำถามไปเลยว่า ประชาชนอยากให้ทำตามข้อเสนอของนายสุเทพ ให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หรือประเด็นอื่นๆ ที่จะถาม เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของชาติ ซึ่งเรื่องนี้เราจะมาคิดแทนประชาชนไม่ได้ และหากผลประชามติที่ออกมาว่าประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายสุเทพ พวกตนก็พอจะยอมรับและถอยออก แต่หากผลการทำประชามติที่ออกมา ประชาชนเห็นว่าควรจะต้องมีการเลือกตั้งก่อน นายสุเทพก็ควรจะถอย เพื่อให้เกิดการจัดการเลือกตั้ง
"การกล่าวอ้างเรื่องการปฏิรูปเพื่อให้เกิดการรวบอำนาจโดยไม่มีการฟังเสียงของประชาชน และถือว่าเป็นการยึดอำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง เรื่องอย่างนี้พวกเรายอมรับไม่ได้ สิ่งที่ผมพูดมานี้ ต้องถือว่าไม่ใช่คำท้าทายจากผม แต่ผมเห็นว่าเป็นทางออก เพราะหากจะให้มีการเลือกตั้งในตอนนี้ ฝ่ายทางนายสุเทพ พรรคประชาธิปัตย์ และ กกต.เองก็ไม่พร้อม เพราะฉะนั้นเมื่อมีการทำประชามติ ก็จะทำให้ทุกคนมีเวลา รัฐมนตรีที่อยู่ก็รักษาการต่อไป และหากจะมีการประกาศกฎอัยการศึกต่อ ก็ค่อยว่ากันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการคือให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจ กำหนดอนาคตเอง แทนที่จะมีใครคิดแทน"
เมื่อถามว่า ในขณะนี้ทางกองทัพได้มีการติดต่อเพื่อให้เข้ารายงานตัว หรือขอให้เข้าไปพูดคุยแล้วหรือยัง นายจตุพร กล่าวต่อว่า ยังไม่มี เท่าที่เห็นก็เป็นแค่การออกข่าวว่าจะมีการเชิญคู่ขัดแย้งมาพูดคุยกันเท่านั้่น อย่างไรก็ตามหากมีการเชิญมาส่วนตัวแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะความจริงแล้วการที่จะไปหรือไม่ไป ก็มีค่าเท่ากัน คือ ข้อเรียกร้องของเราได้ยืนหยัดตามแนวทางนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ขัดข้องหากอยากจะให้ไปช่วยหาทางออกให้กับบ้านเมือง ซึ่งพวกเราเองก็อยากจะให้บ้านเมืองเดินไปตามแนวทางประชาธิปไตย ซึ่งส่วนตัวแล้ว ตนก็ไม่ค่อยพอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เราก็จะต้องใช้ไปจนกว่าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนประเด็นที่จะมีการเสนอนายกฯคนนอกนั้น ก็มีเพียงการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นการรัฐประหารที่ยังไม่มีการยึดอำนาจเท่านั้นเอง



