
'สะกอม'โมเดลบทเรียนพิพาทริมฝั่งอ่าวไทย
'สะกอม'โมเดลบทเรียนพิพาทริมฝั่งอ่าวไทย : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
วิกฤติชายฝั่งทะเลกับปัญหาคลื่นกัดเซาะในพื้นที่ภาคใต้ ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาวาระแห่งชาติไปแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ตั้งแต่ จ.นราธิวาส-ปัตตานี-สงขลา-และนครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ 600 กม.
ขณะเดียวกันปัญหาเหล่านี้ก็นับวันทวีความรุนแรงและมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ กรณี "ดินงอก" ที่เกิดจากการสร้าง "เขื่อนกันคลื่น” รุกล้ำทะเล ที่บริเวณร่องปากแม่น้ำปากบาง ต.สะกอม ที่กั้นระหว่าง 2 อำเภอ คือ อ.จะนะ และ อ.เทพา จ.สงขลา ก็กำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก
เนื่องเพราะฝั่งหนึ่งเกิดปัญหาดินเซาะจนไร้ที่อยู่อาศัย ส่วนอีกฝั่งในเขต อ.เทพา กลับมี ดินงอกเนื้อที่กว่า 300 ไร่ (เฉลี่ยงอกปีละ 25-30 เมตร) จนเกิดปัญหาแย่งชิงพื้นที่ และที่หนักสุดคือ มีการขายต่อนายทุนราคาไร่ละ 2-3 แสนบาท
พ.ต.ท.สามารถ ไชยณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขตพื้นที่ 9 บอกว่า ได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบพื้นที่ดินงอกในหมู่ 1 บ้านปากบาง ต.สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ หรือประมาณ 2-3 กิโลเมตรเลียบชายฝั่ง หลังจากมีชาวบ้านและนายทุนมากกว่า 50 ราย เข้าไปบุกรุกพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งไม่สามารถครอบครองกรรมสิทธิ์ได้
จากการตรวจสอบพบว่า มีทั้งชาวบ้านที่ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินและไม่มีโฉนดเข้าไปอาศัยนานกว่า 10 ปี ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นเรื่องยาก เบื้องต้นจึงต้องเร่งพิสูจน์สิทธิ์ให้เกิดความชัดเจน แต่ขั้นตอนปฏิบัติไม่ได้ง่าย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายกรมเจ้าท่า และกฎหมายท้องถิ่น ทำให้เป็นอุปสรรคส่งผลให้ปัญหาคาราคาซังอยู่นานนับปี
กระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา อำเภอเทพา โดยนายปรีชา ดำเกิงเกียรติ นายอำเภอเทพา ออกประกาศอำเภอเทพา เรื่องที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยอ้างถึงตามที่กรมเจ้าท่าได้สร้างเขื่อน เพื่อแก้ปัญหาการตื้นเขินของร่องน้ำสะกอม และผลของการก่อสร้างเขื่อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและเกิดการทับถมของดินทรายก่อให้มีที่ดินเพิ่ม โดยที่ดินดังกล่าวเป็น "สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" โดยตอนท้ายระบุว่า ผู้ใดมีความประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านให้ทำคำคัดค้านยื่นต่อนายอำเภอภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่มีการประกาศ
ประเสริฐ ซาหีมซา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ปากบาง อ.เทพา กล่าวว่า การออกประกาศของอำเภอเทพาเป็นความคืบหน้ามากที่สุดเท่าที่ทุกฝ่ายเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาจัดการปัญหา เนื่องจากท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้ หากปล่อยไว้นานวันยิ่งสร้างความขัดแย้งในชุมชนลุกลามขึ้น เพราะวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะชาวบ้านที่เข้าไปบุกรุกทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่มีนายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องชัดเจน ซึ่งหลังมีประกาศออกมาได้ลงพื้นที่แจ้งให้ชาวบ้านทราบ แต่มีทั้งที่เข้าใจพร้อมให้ตรวจสอบ ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งกลับต่อต้าน
"ปัญหาแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกของชาวบ้านที่ยากจนไร้ที่อยู่อาศัยที่เข้าไปบุกรุกใช้ประโยชน์ ไม่มีปัญหา พูดคุยกันได้ ส่วนที่มีปัญหาคือ กลุ่มที่ขายต่อไปก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่ามีโฉนดที่ดินซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ดินงอกใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่มีการถกเถียงกันไม่จบ จนทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์การถือครองกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจน" นายประเสริฐ กล่าว
สมพร ใบดุเก็ม ชาวบ้านตำบลสะกอม ชี้ว่า บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันมีโฉนดชัดเจนและเมื่อมีการงอกใหม่ของดินบริเวณด้านหน้าบ้าน ซึ่งติดอ่าวไทยก็ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือโฉนด เพราะโฉนดระบุชัดเจนจากตัวบ้านจะติดกับอ่าวไทย ประกอบกับก่อนหน้านี้เคยให้เช่าพื้นที่สร้างที่อยู่ชั่วคราว แต่มีปัญหาไม่จ่ายค่าเช่า โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณะจนต้องมีการฟ้องร้องคดี จนที่สุดศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ที่เช่าต้องย้ายออกจากพื้นที่ตามสัญญาเช่า ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า ที่ดินงอกใหม่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ถือครองโฉนด
ในมุมกลับกัน อีกฟากฝั่งหนึ่งที่ตกอยู่ในสถานะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้าง "เขื่อนกันคลื่น" ตัวจริง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่มีดินงอกประมาณ 500 เมตรเท่านั้น เนื่องจากทั้งบ้านและที่ดินจำนวนหนึ่งจมหายไปในทะเลส่งผลวิถีความเป็นอยู่ลำบากขึ้น
วรพงษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ที่ได้รับความเสียหาย กล่าวว่า ที่ดินถูกคลื่นซัดกระหน่ำหายไปมากกว่า 2 สนามฟุตบอล ขณะที่บ้านได้รับความเสียหายอีก 1 หลัง ปัจจุบันมีการกัดเซาะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหลือประมาณ 1-2 เมตร ก็จะถึงบ้านหลังที่ 2 อาจต้องจมลงทะเลอีกไม่นาน ซึ่งทั้งหมดเป็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นที่ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ ซัดชายหาดหน้าบ้านให้กลายเป็นเหวลึกประมาณ 3-4 เมตร แม้ในระยะแรกจะมีการนำหินมาวางขวางกระแสคลื่นเพื่อชะลอความแรง แต่ก็ช่วยได้บางส่วนเท่านั้น
เช่นเดียวกับ ดลรอหมาน โต๊ะกาหวี ชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า การสร้างเขื่อนกันคลื่นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน จากหาดทรายที่นำเรือจอดเทียบท่า กลับกลายเป็นหน้าผาที่มีคลื่นสูงซัดตลอดเวลา จนไม่สามารถนำเรือมาจอดได้ ซึ่งความเดือดร้อนดังกล่าวชาวบ้านได้รวมตัวยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสร้างเขื่อน ให้ชดใช้และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จนชนะคดีได้รับการช่วยเหลือส่วนหนึ่งเป็นเงินประมาณ 1 แสนบาท
"จำนวนเงินที่ชนะคดีเทียบไม่ได้กับความเดือดร้อนและสมดุลธรรมชาติที่เปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยสังคมได้เข้าใจว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นผลจากเขื่อนกันคลื่นที่เกิดจากฝีมือมนุษย์รุกล้ำธรรมชาติ"
ด้าน ผศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำทะเลทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนฉับพลัน ส่งผลให้เกิดการพังทลายที่รุนแรงของชายหาด โดยเฉพาะชายฝั่งอ่าวไทยที่พังทลายไปแล้วราว 300 กิโลเมตร จาก 600 กิโลเมตร โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อแลกประโยชน์กับไม่ต้องขุดลอกร่องน้ำที่เป็นปัญหาที่ก่อเกิดผลกระทบรุนแรง
แม้จะเป็นรูปแบบที่ทำกันทั่วโลก แต่สิ่งที่รับรู้ร่วมกัน คือ การสร้างเขื่อนจะทำให้ฝั่งหนึ่งมีดินงอก ส่วนอีกฝั่งจะถูกกัดเซาะ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและเตรียมแผนการช่วยเหลือเยียวยาไว้รับมือปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นฝั่งอ่าวไทย เพราะภาครัฐไม่ได้ทำหรือไม่พร้อมสำหรับแผนการเยียวยาผลกระทบที่ตามมา จึงเกิดเป็นปัญหาที่ลุกลามถึงขั้นวิกฤติ
"การสร้างเขื่อนทำให้ดินงอกขึ้นเท่าไหร่อีกฝั่งจะถูกกัดเซาะเท่ากันหรือมากกว่าดินงอกใหม่ เช่น มีดินงอก 300 ไร่ อีกฝั่งดินจะเซาะหายไป 300-400 ไร่ทันที ส่วนแนวทางแก้ไขที่บรรเทาได้คือ เติมทรายและถ่ายเททราย (Beach Nourishment and Sand Bypassing) คือถ่ายเททรายจากพื้นที่ดินงอกมาเติมในพื้นที่กัดเซาะ โดยรูปแบบนี้จะต้องทำต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต จึงเป็นคำตอบสำคัญที่หาดทรายที่งอกใหม่ไม่สามารถครอบครองกรรมสิทธิ์ได้ทุกๆ กรณี" ผศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว
ด้าน นาวาโทสาธิต ชินวรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 สงขลา กล่าวว่า เป็นหน้าที่หลักที่จะเข้าไปช่วยเหลือกรณีผลกระทบจากสิ่งปลูกสร้างริมฝั่งทะเลทุกแห่ง แต่ปัญหาไม่ได้มีเฉพาะที่ภาคใต้ตอนล่างเท่านั้น แต่ต้องดูแลทุกแห่งที่มีสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายฝั่ง ท่าเรือและปากแม่น้ำต่างๆ เพราะโครงสร้างเหล่านี้ตามหลักวิชาการระบุว่า มีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อทุกฝ่ายตัดสินใจร่วมกันในการทำเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมาด้วย ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือเยียวยาจึงถูกจัดลำดับตามความเหมาะสม โดยยอมรับปัญหาที่ต้องเผชิญอยู่ปัจจุบันคืองบประมาณไม่เพียงพอ
"กรมเจ้าท่าได้กำหนดให้ ต.สะกอม เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ผลกระทบการสร้างเขื่อนกันคลื่น เพื่อใช้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน แต่ปัจจุบันติดปัญหางบประมาณไม่เพียงพอทำให้การดำเนินการล่าช้าออกไป"
ดูเหมือนว่า การพิสูจน์กรรมสิทธิ์การถือครองผืนดินที่งอกใหม่ รวมถึงการเยียวยาพื้นที่ดินกัดเซาะ ล้วนต้องใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น ส่วนผลจะออกมารูปแบบใดต้องลุ้นกันต่อไป
.................
(หมายเหตุ : 'สะกอม'โมเดลบทเรียนพิพาทริมฝั่งอ่าวไทย : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)



