ข่าว

รายงาน : บีบยูเอ็นประกาศ "สิทธิชาวนา"

รายงาน : บีบยูเอ็นประกาศ "สิทธิชาวนา"

27 มิ.ย. 2552

"ข้าว" เป็นอาหารหลักของคนไทย แต่น้อยคนนักที่จะภูมิใจในอาชีพปลูกข้าว หรือที่เรียกกันว่า "ชาวนา" กระทั่งหลายประเทศทั่วโลกกระตือรือร้นที่จะเข้ามาทำนาบนผืนแผ่นดินไทย แม้แต่เศรษฐีจาก 6 ชาติอาหรับก็อยากเป็นชาวนาไทยด้วย

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากประเทศอาหรับ 6 ชาติ ได้แก่ กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรน คูเวต และซาอุดีอาระเบีย พยายามจะขอเช่าที่ดินทำเกษตรในเมืองไทย โดยเฉพาะเศรษฐีจากซาอุฯ จริงจังขนาดเคยส่งตัวแทนนักธุรกิจเข้ามาเจรจากับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและเอ็นจีโอหลายกลุ่มได้ออกมาคัดค้านว่า อาชีพปลูกข้าวเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น คนต่างชาติทำได้เพียงเป็นผู้ซื้อ ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวด้านการผลิตเด็ดขาด

 กระแสข้างต้นทำให้รู้ว่า "ผืนนาไทย" กำลังเป็นที่ต้องการของทั่วโลก เพราะสามารถปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และทำเกษตรกรรมได้หลายอย่าง แต่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า หากนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนทำนาจริง ชาวนาไทยจะยิ่งถูกกดขี่มากขึ้น หรือมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ?

 ตัวแทนชาวนาไทยตระหนักถึงความเสี่ยงข้างต้นดี จึงเริ่มแสวงหาหลักประกันให้แก่อาชีพนี้ ในที่สุดก็พบว่าวิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุดคือ การเรียกร้องให้สังคมทั่วโลกเคารพและปกป้อง "สิทธิของชาวนา"

 สังคมไทยคุ้นเคยกับคำว่า สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก สิทธิแรงงาน สิทธิผู้บริโภค สิทธิผู้ลี้ภัย ฯลฯ แต่คำว่า "สิทธิชาวนา" อาจยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก ทั้งที่คนไทยในวัยทำงาน 13 ล้านคนจากทั้งหมด 38 ล้านคนเรียกตัวเองว่าเกษตรกร หากเปรียบเทียบระดับโลกก็ไม่ต่างกันมาก จากข้อมูลองค์กรชาวนาโลกที่ระบุว่าประชากรครึ่งโลกหรือกว่า 3,000 ล้านคนจาก 6,300 ล้านคนเป็นชาวนา

 12 ปีที่แล้วตัวแทนชาวนาไทยกลุ่มเล็กๆ ได้เข้าร่วมกับองค์กรชาวนาโลก หรือ "ลา เวียคัมเปซินา" (La Via Campesina) เพื่อช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกอีก 64 ประเทศเรียกร้อง "อนุสัญญานานาชาติว่าด้ายสิทธิชาวนา" จากยูเอ็น หรือองค์การสหประชาชาติ พวกเขาต้องการให้ทั่วโลกตระหนักถึงผู้ที่ทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมักถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม และกดขี่ซ้ำเติมตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงยุคสมัยนี้

 "อาคม ตรีแก้ว" ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ สมัชชาคนจนประจำองค์กรชาวนาโลก เล่าว่า พวกเขาร่วมต่อสู้ในเวทีระดับท้องถิ่นและระดับโลกมานานแล้ว โดยเฉพาะการหว่านล้อมหรือบีบให้ยูเอ็นประกาศอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิชาวนา เหมือนที่มีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ สิทธิว่าด้วยสิทธิคนลี้ภัย ฯลฯ หากยูเอ็นยอมรับจะทำให้ประเทศสมาชิกว่า 160 ประเทศต้องปฏิบัติตาม จะมีการออกกฎหมายภายในประเทศคุ้มครองชาวนาหรือคนที่ทำอาชีพเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เช่น การมีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกิน มีน้ำทำเกษตร มีเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายรองรับสิทธิชาวนาจะช่วยลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ทำให้คนในทุกสังคมตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิชาวนาอย่างแท้จริง

 อาคมหนุ่มชาวนาจากสุรินทร์ เผยความยากลำบากในการทำงานขั้นต้นว่า การต่อสู้เรื่องสิทธิชาวนาในประเทศไทย เรื่องที่ต้องเปลี่ยนความคิดคือนิยามของคำว่าชาวนา เพราะคนไทยมักคิดว่าชาวนา (Farmer) แปลว่า คนทำนาหรือปลูกข้าวเท่านั้น แต่ในความหมายสากลจะรวมถึงคนทำไร่ คนปลูกผัก ชาวประมง ชาวสวนยางพารา ฯลฯ หากจะอธิบายให้ง่ายกว่านี้  "ชาวนา คือ ชายหรือหญิงแห่งผืนแผ่นดิน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการผลิตอาหารหรือผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ"

 "ประเทศไทยแยกชาวนา ชาวไร่ ชาวประมง ออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้พวกเราไม่มีความเข้มแข็งในการรวมตัวกันต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม หากชาวประมงมีปัญหาชาวสวนผลไม้ก็ไม่ออกมาร่วมต่อสู้ด้วย เพราะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ฉะนั้นต้องเริ่มจากนิยามความหมายของชาวนาเสียใหม่ให้สอดคล้องกับสากล ไม่ใช่แค่เกษตรกรต้องรวมชาวประมง คนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรืออาชีพอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารให้มนุษย์และสัตว์กิน จากนั้นก็ส่งตัวแทนมาร่วมกันคิดว่า การคุ้มครองสิทธิอะไรที่พวกเราต้องการ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญไทยจะคุ้มครองพี่น้องชาวเกษตร เช่น สิทธิชุมชน แต่ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีการให้สิทธิจริงๆ ชาวเขายังถูกขับไล่ มีการเอาเมล็ดพันธุ์ไป หรือบางพวกก็มาศึกษาวิจัยแล้วเอาความรู้สมุนไพรของชาวบ้านไปจดลิขสิทธิ์ พวกเราต้องรวมตัวกันต่อสู้อีกครั้ง ต้องมีการคุ้มครองสิทธิชาวนา"

 ข้อเรียกร้องสำคัญของพี่น้องชาวนาจากทั่วโลกถูกแก้ไขปรับปรุงหลายครั้ง กระทั่งได้ข้อสรุปเป็นปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชาวนาทั้งหญิงและชาย 13 ข้อ คือ 1.คำนิยามชาวนาที่รวมถึงคนไร้ที่ดินและครอบครัวแรงงานเกษตร 2.ชาวนามีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมบุคคลอื่น 3.สิทธิมีชีวิตและมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ 4.สิทธิในที่ดินและอาณาเขต 5.สิทธิด้านเมล็ดพันธุ์ 6.สิทธิด้านวิถีการผลิตทางเกษตร 7.สิทธิด้านข้อมูลและเทคโนโลยีการเกษตร 8.เสรีภาพในการกำหนดราคาและด้านการตลาด 9.สิทธิปกป้องคุณค่าเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น 10.สิทธิด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 11.สิทธิอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 12.เสรีภาพในการเป็นสมาคมและการแสดงออก 13.สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม

 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนองค์กรเครือข่ายชาวนาโลกจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ติมอร์ตะวันออก และอินโดนีเซีย รวมถึงชาวนาไทยกว่า 30 คนได้เข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้มีบทบาทและร่วมมือผลักดันให้ยูเอ็นประกาศสิทธิชาวนาทั้ง 13 ข้อข้างต้น

 "สุนี ไชยรส" กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยอมรับว่า สิทธิชาวนาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกวันนี้เกษตรกรไทยกำลังสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม กลายเป็นแรงงานรับจ้างภาคเกษตร ความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างชาวนา-ชาวไร่ที่สมบูรณ์แบบเหลือยู่น้อยเต็มที่ กลายเป็นลูกจ้างนายทุนภาคเกษตรเกือบหมด มีคดีร้องเรียนเรื่องที่ดินทำกินเยอะมากในแต่ละปี

 แต่การจะทำให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นรับรองสิทธิของพวกเขาอย่างเป็นทางการ สุนีแนะนำว่า ต้องเริ่มจากกระตุ้นให้คนในสังคมเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเผยแพร่ข้อมูลว่าสิทธิชาวนาสำคัญอย่างไร การละเมิดสิทธิพวกเขาทำให้เกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติและโลกนี้อย่างไรบ้าง เมื่อแรงกระเพื่อมมีมากขึ้นยูเอ็นก็จะเริ่มหันมามองอย่างจริงจัง...วันนั้นความฝันของประชากรโลก 3,000 ล้านคนก็จะเป็นจริง