ข่าว

'สุรชัย'ไม่พอใจผลถก'นิวัฒน์ฯ'

'สุรชัย'ไม่พอใจผลถก'นิวัฒน์ฯ'

19 พ.ค. 2557

'สุรชัย' รับ ไม่พอใจผลหารือร่วม 'รบ.' ชี้ละการยึดติด ปัญหาชาติจะมีทางออก ขณะที่ 'นิวัฒน์ธำรง' ย้ำข้อเรียกร้อง 'รมต.ลาออก-นายกฯคนกลาง' ทำไม่ได้

 
                         19 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 14.20 น. กลุ่มอดีตข้าราชการอาวุโส นำโดยนายจเด็จ อินสว่าง อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้ามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องให้เร่งดำเนินการหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเร็ว ทั้งนี้นายสุรชัย ได้กล่าวว่า ตนขอขอบคุณกลุ่มอดีตข้าราชการอาวุโสที่มาให้กำลังใจ แต่ขอให้ระวังถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนกบฏ เหมือนที่ตนถูกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหา ว่ามีส่วนสนับสนุนแนวทางที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ตนยอมรับว่า ที่ผ่านมาตนได้ปฏิบัติหน้าที่คืนความสงบให้กับประเทศไทย ดังนั้นหากดีเอสไอมีทางออกที่ดีกว่า ขอให้แจ้งกับประชาชน และตนพร้อมจะถอนตัวจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทันที
 
                         นายสุรชัย กล่าวด้วยว่า การออกแถลงการณ์ของวุฒิสภา ฉบับที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ามีกระบวนการการรับฟังความเห็นข้อเท็จจริงของปัญหา และมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อให้ศึกษาและตัดสินใจ หากรัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจ และเกิดสภาพปัญหาที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ส่วนกรณีที่วุฒิสภาได้ส่งตัวแทนไปหารือกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ ฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกฯ รักษาการนั้น ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากยังมีบุคคลที่ยึดในแนวทางของตนเอง ทั้งนี้ตนได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์มีความคลี่คลาย หากรัฐบาลให้ความร่วมมือกับวุฒิสภา เชื่อว่าจะเป็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นได้
 
                         "การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่าย ขออย่างเดียว คือ ทุกฝ่ายอย่ายึดติด และละอคติ ส่วนวุฒิสภานั้นพร้อมจะเดินหน้าทำงาน โดยในสัปดาห์นี้ จะนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อสาธารณะในประเด็นการหาทางออกจากความขัดแย้ง และยืนหยัดทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของทุกคนอย่างถึงที่สุด"
 
 
 
 
'นิวัฒน์ธำรง' ชี้ข้อเรียกร้อง 'รมต.ลาออก-นายกฯคนกลาง' ทำไม่ได้ 
 
 
                         นายนิวัฒน์ธำรง เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายพีระศักดิ์ พอจิต ว่าที่ รองประธานวุฒิสภา และนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ที่เดินทางมาร่วมหารือแทน นายสุรชัย โดยแจ้งว่า นายสุรชัย ป่วยเข้าโรงพยาบาล และมีนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้าร่วมด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศ สรุปดังนี้
 
                         ​นายนิวัฒน์ธำรง ได้ชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของคณะรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน เป็นคณะรัฐมนตรีที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2557 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ที่ให้รัฐมนตรีที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันให้ทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็น คณะรัฐมนตรี วุฒิสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น จะต้องปฏิบัติตาม (รัฐธรรมนูญมาตรา 216) ส่วนนายนิวัฒน์ธำรง สามารถปฏิบัติหน้าที่ และมีอำนาจเท่ากับตำแหน่งที่ทำหน้าที่ (นายกรัฐมนตรี) ได้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และมาตรา 48
 
                         ดังนั้น ขณะนี้จึงมีคณะรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างสมบูรณ์
 
                         ​สำหรับประเด็นที่ว่า กลุ่มบุคคลต่างๆ ต้องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง และให้มีอำนาจในการบริหารราชการได้อย่างเต็มที่ (ไม่ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 181) รัฐบาล ได้ชี้แจงว่า ไม่สามามรถกระทำได้ เพราะขณะนี้ประเทศไทย มีคณะรัฐมนตรีและผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว จะแต่งตั้งซ้อนไม่ได้ อีกทั้งการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มนั้น ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 และ 172 ประกอบกับอยู่ในระหว่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา พ.ศ. 2556 ยังบังคับใช้อยู่ ซึ่งข้อเสนอแนะเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่อ้างว่า มีอำนาจเต็มนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะยังต้องถูกจำกัดอำนาจในการบริหารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 จึงเป็นกรณีที่ไม่แตกต่างจากคณะรัฐฒนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน สรุปความว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จากการศึกษาข้อกฎหมายพบว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราอื่นใด ระบุเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอีก
 
                         สำหรับประเด็นที่มีการขอให้คณะรัฐมนตรีลาออกนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
 
                         ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยกันว่า ทุกฝ่ายควรหาทางแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับประเทศชาติ และประชาชนมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ทางรัฐบาลยินดีปรึกษาหารือกับวุฒิสภา และฝ่ายต่างๆ ตลอดเวลา เพื่อหาทางออกที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย โดยเร็วที่สุดต่อไป