ข่าว

จับตาโรคจิตไทย...ตามรอย'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์'

จับตาโรคจิตไทย...ตามรอย'แจ็ค เดอะ ริปเปอร์'

27 มิ.ย. 2552

แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ ได้ชื่อว่าฆาตกรแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วอีสต์เอนด์ของลอนดอนเมื่อปลายปี 1988 มีหญิงโสเภณี 5 รายตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมสยดสยอง การสืบสวนของตำรวจทำไม่ได้แม้แต่จะระบุตัวคนร้าย มีเพียงผู้ต้องสงสัยจากหลากหลายอาชีพ

จุดเริ่มต้นของคดี "แจ็ค เดอะ ริปเปอร์" เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1888 เมื่อแมรี่แอน นิโคลส์ หรือพอลลี วัย 43 ปี ถูกฆ่าเชือดคอ แต่ปฐมบทของฆาตกรผู้โด่งดังแห่งยุคที่ 19 เริ่มต้นขึ้นจริงๆ ในอีกสัปดาห์ต่อมา เมื่อแอนนี่ แชปแมน ถูกพบเป็นศพในสภาพถูกฆ่าปาดคอและควักเอาอวัยวะภายในออกมา เมื่อวันที่ 8 กันยายน สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วลอนดอน

 ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ครอบคลุมไปทั่วเมือง 3 สัปดาห์ต่อมาสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเขียนด้วยหมึกแดงลงนาม "แจ็ค เดอะ ริปเปอร์" ข้อความว่า "อีกไม่นาน คุณจะได้ยินเรื่องของผมพร้อมเกมสนุกนิดๆ หน่อยๆ ผมเก็บเลือดจากงานครั้งล่าสุดไว้ในขวดขิง แต่มันหนึบเหมือนกาว ใช้เขียนไม่ได้ คิดว่าหมึกแดงคงพอไหวนะ" ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้แก่ชาวเมืองมากขึ้นถึงขีดสุด

 หลังจากได้รับจดหมายฉบับแรก 2 วัน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้รับโปสการ์ดมีคราบเลือดติดอยู่ เขียนด้วยลายมือคนคนเดียวกับจดหมายฉบับแรก ใจความว่า "คุณจะได้ข่าวผลงานสุดสวยของแจ็คในวันพรุ่งนี้ คราวนี้ 2 ศพ..."

 30 กันยายน อลิซาเบธ สไตรค์ เดินออกจากผับกลับบ้าน ระหว่างทางเธอถูกคนร้ายฆ่าปาดคอ เวลาต่อมามีคนพบศพแคทเทอรีน เอดโดว์ส วัย 46 ปี ในสภาพสยดสยอง อวัยวะภายในถูกควักออกเช่นเดียวกับลูกตา จมูกถูกเฉือน ลำคอถูกเชือด ไตหายไปพร้อมกับเครื่องในบางส่วน

 แม้แรกๆ ที่ได้รับจดหมาย ตำรวจนักสืบและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาจะให้น้ำหนักว่า เป็นฝีมือของนักหนังสือพิมพ์มือบอนที่หวังกระพือข่าวให้เป็นที่น่าสนใจ แต่ 2 สัปดาห์ถัดมาหนึ่งในคณะกรรมการอาสาสมัครรักษาความสงบเรียบร้อยก็ได้รับจดหมายอีกฉบับ พร้อมกับไตมนุษย์ครึ่งชิ้น ลายมือต่างออกไปขึ้นต้นว่า "จากนรก" ลงท้ายด้วยคำว่า "แน่จริง จับผมให้ได้สิ"

 สำหรับเหยื่อรายที่ 5 เป็นแมรี่ จีน เคลลี่ สาวไอริช เสียชีวิตอยู่ในห้องของเธอเอง ตำรวจเชื่ออีกเช่นกันว่าเป็นฝีมือของแจ็ค เนื่องจากศพอยู่ในสภาพสยดสยองไม่แพ้เหยื่อรายอื่นๆ ทั้งโดนถลกหนัง ผ่าท้องควักตับไตไส้พุงออก หัวใจถูกปลิดออกจากขั้ว และมีมดลูกกองอยู่ปลายเท้า ศีรษะอยู่ในสภาพยับเยิน ร่างกายถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แสดงให้เห็นว่าฆาตกรมีเวลาอย่างเหลือเฟือในการลงมือทำงาน

 ดร.โทมัส บอนด์ เป็นศัลยแพทย์ตำรวจที่ช่วยชันสูตรศพรายที่ 5 ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวฆาตกรเอาไว้ว่า เป็นชายวัยกลางคน ร่างกายแข็งแรง ใจเย็นและกล้าหาญ ทำงานคนเดียว หมกมุ่นในกามและฆ่าผู้อื่นอย่างบ้าคลั่งเป็นระยะๆ รูปกายภายนอกดูเป็นคนเงียบ ไม่ก้าวร้าว แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย กรณีหั่นศพเป็นชิ้นๆ แสดงว่ามีตัณหาราคะมากผิดปกติ ความคลั่งศาสนาหรือผูกพยาบาทไม่น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ก่อคดี

 ดร.โทมัส บอนด์ ยังสรุปเอาไว้ด้วยว่าหากเป็นอย่างที่เขาคิด ฆาตกรจะเป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีอาชีพประจำ มีรายได้เล็กน้อยจากเงินบำนาญหรือเงินเลี้ยงชีพ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบุคคลที่น่าเคารพนับถือ ที่พอจะรู้นิสัยใจคอเขาอยู่บ้าง และอาจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจิตของเขาไม่ปกติเป็นครั้งคราว

 ถึงแม้จะได้เค้าโครงฆาตกรนามแจ็ค เดอะ ริปเปอร์แล้ว แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีต่อมาตำรวจก็ไม่สามารถจับกุมฆาตกรรายนี้ได้ ผู้คนจำนวนมากคาดเดากันไปต่างๆ นานา แม้แต่เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ พระราชนัดดาในพระราชินีวิกตอเรียยังตกเป็นผู้ต้องสงสัย แพททริเซีย คอร์นเวลล์ นักเขียนเรื่องอาชญากรรมก็เขียนไว้ในหนังสือของเธอเมื่อปี 2002 โดยชี้ตัวแจ็คว่าเป็น วอลเทอร์ ชิคเคิร์ต จิตรกรผู้มีชื่อเสียง แม้แต่เอฟบีไอก็ร่วมสนุกด้วยโดยคิดว่าแจ็คมีส่วนคล้าย ดร.โทมัส บอนด์ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครรู้แน่ว่าแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นใครกันแน่ !?!

 อย่างไรก็ตามในปี 1988 ครบรอบ 100 ปีของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์, จอห์น ดักลาส และรอย ฮาเซลวูด เจ้าหน้าที่เอฟบีไอได้ไปออกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจดหมายเยาะเย้ยที่เขียนถึงตำรวจ เป็นฝีมือพวกอยู่ไม่สุข เพราะการท้าทายลักษณะนี้ไม่ใช่รูปแบบที่แท้จริงของคนร้ายที่ก่ออาชญากรรมต่อเนื่อง การชำแหละศพชี้ว่าจิตไม่ปกติ เซ็กส์จัด โกรธหญิงไม่เลือกหน้า การตัดอวัยวะเพศหญิงออก จะได้ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป การเล่นงานเหยื่อแบบสายฟ้าแลบบอกให้รู้ว่า เข้ากับใครไม่ได้ มองตัวเองไม่ดีสักอย่าง

 นอกจากนี้ แจ็คยังเป็นคนที่ทำตัวกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดี โดยไม่ก่อให้เกิดความกลัวหรือสงสัย น่าจะอยู่ในกลุ่มที่ตำรวจเคยเรียกตัวมาสอบแล้ว ก่อนจะลงความเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับ "อารอน คอสมินสกี้" ช่างทำรองเท้า

 คอสมินสกี้เป็นชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์ อพยพเข้าไปอยู่ในลอนดอนเมื่อปี 1882 หรือ 6 ปีก่อนแจ็คลงมือคดีแรก ชาวบ้านเพิ่งให้ความสนใจชายผู้นี้ในอีก 71 ปีต่อมา เมื่อเซอร์ เมลวิลล์ แมคนอเทน ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจลอนดอนระหว่างปี 1889-1890 เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องของคอสมินสกี้ว่าเป็น 1 ในผู้ต้องสงสัย 3 คน อีก 28 ปีต่อมามีการค้นพบลายมือของโดแนลด์ สวอนสัน อดีตสารวัตรตำรวจได้เขียนไว้ที่ขอบหนังสือเล่มหนึ่ง ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยคือคอสมินสกี้ โดยยกเหตุผลถึงความวิกลจริต เพราะหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขที่ผิดศีลธรรมอย่างโดดเดี่ยวมานานหลายปี เสียชีวิตในที่คุมขังเมื่อปี 1919 หลังจากเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตคอลนีย์ แฮทช์ ในลอนดอน ก็ไม่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นอีก

 แม้พฤติกรรมสุดโต่งของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ จะเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง กลับมีฆาตกรโรคจิตอีกหลายรายเลียนแบบเขา เช่น ยอร์คเชีย ริปเปอร์ ที่ฆาตกรรมผู้หญิงมากถึง 13 ราย และอีก 7 รายรอดตายปาฏิหาริย์ หรือแม้แต่คดี "ผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟ" ก็มีต้นแบบมาจากคดีของแจ็ค

 พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหัวหน้านิติเวช รพ.รามาธิบดี มีความเห็นว่า ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่มีอาการทางจิต มีความบกพร่องทางจิตใจ มีความทรงจำไม่ดีในอดีต เมื่อมีโอกาสก็จะแก้แค้นเอากับคนในสังคม เมื่อก่ออาชญากรรมครั้งแรกขึ้นได้ แม้จะมีความกังวลเกรงกลัวต่อกฎหมาย แต่ถ้าสามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ ก็เป็นเหมือนแรงยั่วยุให้กระทำความผิดในครั้งต่อๆ ไป เป็นพฤติกรรมต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ในประเทศไทยไม่ค่อยพบมากนัก แต่ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างในปัจจุบัน ต่างกับชาวตะวันตก เพราะรูปแบบสังคมที่แตกต่างกัน

 ด้าน ดร.วัลลภ ปิยมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดัง กล่าวว่า แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เข้าข่ายผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโรคจิตประเภทไหน เนื่องจากมีหลากหลายลักษณะ สำหรับกรณีนี้อาจเป็นได้ถึง 4 แบบ ด้วยกัน ได้แก่ โรคจิตที่เรียกว่าบุคลิกภาพแปรปรวน เปลี่ยนไปตามอารมณ์ แรงกระตุ้น สิ่งเร้าจากสิ่งรอบข้าง

 ประเภทที่สองคืออาการทางจิตที่เรียกว่าหลากหลายบุคลิกภาพ ผู้ป่วยประเภทนี้ช่วงกลางวันจะเป็นคนปกติธรรมดาๆ มีให้เห็นอยู่ในหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นครู หมอ หรือทนายความ ฯลฯ แต่พอตกเย็นก็จะกลายสภาพบุคลิกเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ไม่เหมือนช่วงกลางวัน เท่าที่มีปรากฏในวงการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยลักษณะนี้มีบุคลิกภาพมากที่สุดถึง 18 บุคลิก สำหรับเมืองไทยเรียกอาการผู้ป่วยโรคจิตประเภทนี้ว่า "ผีเข้า"

 ประเภทที่สามคืออาการทางจิตที่เรียกว่าคาบลูกคาบดอก หรือคนไทยเรียกบ้าๆ บอๆ ประเทศไทยจะมีคนป่วยประเภทนี้มาก คนกลุ่มนี้พอถูกกระตุ้นจะแสดงอาการเด่นชัด เท่าที่พบกันบ่อยๆ คือพวก "ร่างทรง" ส่วนประเภทสุดท้ายคือกลุ่มผู้มีอาการทางจิตที่เรียกว่าอาฆาตสังคม คนกลุ่มนี้จะถูกกระทำจากสังคม จึงต่อต้านทำลายกฎเกณฑ์ของสังคม อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่มีอาการทางจิตส่วนใหญ่พบว่า หากอาการกำเริบมักจะแสดงออกด้วยกับ 3 แบบ ในเรื่องเพศ ความก้าวร้าว และความรุนแรง