
สานต่อแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯห่วงป่าน่าน
20 พ.ค. 2557
สานต่อแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ห่วงป่าน่าน : คอลัมน์ รักษ์น่าน
วาระ ”จังหวัดน่าน” ร่วมด้วยช่วยกันดูแลป่า ทุกหน่วยงานผสานกำลังเพื่อร่วมกันทำงาน อธิบดีกรมป่าไม้ลั่น ไม่ใช้กฎหมายนำ พร้อมให้คนที่ต้องอยู่ป่าจริง ได้อาศัยป่าเป็นที่ทำกินได้ ไม่จับ
หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนวทางในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนด้วยการปลูกฝังให้เยาวชนเรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เกิดความรัก ความผูกพันและหวงแหนทรัพยากรของตน ผสมผสานกับความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ ตามวาระจังหวัดน่าน ”สร้างเมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ” ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อย่าง กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กระทรวงมหาดไทย อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และชาวบ้าน ประมาณ 700 คนร่วมรับฟังด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และได้รู้ว่าแต่ละหน่วยงานจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้น่านกลับมามีผืนป่าที่เป็นสีเขียวอีกครั้ง
ว่าที่ร้อยตรีกิตติ ขันธมิตร กรมวังผู้ใหญ่ กล่าวเปิดประเด็นถึงความห่วงใยเรื่องป่าว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาน่าน และทรงมีพระราชดำริ ทรงห่วงใยเรื่องป่าไม้ และทรัพยากรแห่งชาติ โดยรับสั่งให้ทำเรื่องของอาชีพ และก็มีโครงการป่าไม้ที่ชัดเจน เช่น เรื่องการจัดการป่า และเรื่องการสร้างป่าสร้างรายได้
ซึ่งเรื่องของการจัดการของป่า คือ ให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้าน และให้ชาวบ้าน ซึ่งปกติมีการเก็บของป่า ได้มีการบริหารจัดการกลุ่มของตัวเองขึ้นมา เพื่อการจัดการเก็บของป่าอย่างยั่งยืน มีการบริหารจัดการเพื่อมีการเพิ่มมูลค่าตลาด เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการเก็บของป่า เมื่อของป่าทำให้เกิดรายได้ ชาวบ้านก็จะรักษาป่า เพราะเป็นแหล่งรายได้
ส่วนโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ มีพระราชดำริว่า สำหรับป่าที่ประชาชนได้มาปลูกพืชต่างๆ ก็มีพระราชดำริเรื่องสร้างป่าสร้างรายได้ คือ ปลูกป่าร่วมกับไม้ที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ชา กาแฟ ที่ขึ้นอยู่ร่วมกัน และสิ่งที่ต่างๆ ที่ทำเพื่อกิน เพื่อใช้ แล้วก็ให้มีการบริหารจัดการผลผลิตที่ได้ ติดต่อภาคธุรกิจมาช่วย และบริหารจัดการให้ชาวบ้านแปรรูป เพิ่มผลผลิตเพื่อให้มีรายได้ ไม่ต้องพึ่งพาตลาด และอีกส่วนหนึ่งอาจต้องพึ่งพาตลาดจากภาคธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ดำเนินการอยู่ ใน อ.บ่อเกลือ และอ.เฉลิมพระเกียรติ ใน 13 หมู่บ้าน
ด้านนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงการแก้ปัญหาป่าว่า จากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงห่วงใยจ.น่าน เพราะน่านเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการบุกรุกทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเป็นจำนวนมาก ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ อนาคต ปัญหาการขาดแคลนต้นทุนของน้ำก็จะลุกลามมากขึ้น
การที่จะแก้ปัญหาเรื่องป่าต้นน้ำได้ ต้องมาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เมื่อมีการรวมตัวกันเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการทำงาน ขณะเดียวกันก็สร้างจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของผืนป่าให้เกิดกับชาวบ้านด้วย
การได้มาพูดคุยกันในครั้งนี้ เป็นการพบกันของทุกภาคส่วน เพื่อพูดคุยกันถึงแนวทางในการทำงาน และอนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุม รวมทั้งชาวบ้าน และผู้นำท้องถิ่นได้เข้าใจมากขึ้น
แต่หัวใจหรือบทสรุปของการได้คุยกัน นอกจากเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้พูดถึงแนวทางการทำงาน และกำหนดอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ยังทำให้ชาวบ้าน และผู้นำท้องถิ่นที่เข้าร่วมได้เข้าใจมากขึ้นด้วย และหลังจากนี้ ทุกคนต้องกลับไปในท้องที่และลงมือทำ
โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านต้องการความมั่นใจในการที่จะอยู่และดูแลรักษาป่า แต่ไม่เคยได้ความมั่นใจมาก่อน ซึ่งสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านได้ คือเจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้กฎหมายนำหน้าอย่างเดียว ส่วนชาวบ้านและชุมชนก็ต้องมีความจริงใจ โดยต้องยืนยันอย่างจริงใจว่า เขาจำเป็นจะต้องอยู่ และอยู่อย่างคนที่ดูแลรักษาป่า
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้วัตถุประสงค์ตรงกัน เพราะรัฐก็ต้องการพื้นที่ป่าสงวนเพื่อให้ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่ประชาชนก็ต้องการจะอยู่ตรงนี้ และสามารถมีกินมีใช้ได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่มาจับกุมหรือขับไล่อีก
ในช่วงที่ตนเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมจะเอากฎหมายเดินไปข้างๆ และพร้อมจะให้คนสมควรจะอยู่ ได้อยู่ป่าที่ตนเองเคยอยู่ เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ขณะที่กรมที่ดินได้จัดพื้นที่ทำกินหรือที่ดินให้คนทั่วไปได้มีที่ทำกิน
แต่เนื่องจากคนที่อยู่บนที่สูง อาจจะไม่มีโอกาสในการที่จะมีพื้นที่ทำกินในเขตเมือง จึงต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า หรือต้นน้ำ
มีคำถามว่า ถ้าไม่ให้พวกเขาอยู่พื้นที่ป่าตรงนี้ แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะถ้าเขาเหล่านี้เป็นประชาชนคนไทย ที่ไม่มีอะไรเลย ภาครัฐยิ่งควรต้องห่วงใย ต้องหาทางในการดูแลคนกลุ่มนี้
ในเบื้องต้น หลักการของกรมป่าไม้ คือ ถ้าเขาเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ แล้วจำเป็นที่จะต้องอยู่ตรงนี้ นั่นคือ สิ่งที่ต้องผ่อนผัน และให้อยู่ต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า จะต้องทำให้เขาอยู่อย่างถูกต้อง มีกฎหมายรองรับ
“อย่าไปเอากฎหมาย หรือปัญหา มาเป็นอุปสรรค แต่ให้ดูว่า ชาวบ้านเขาอยู่อย่างไร เขามีความสุขอย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐดูด้วยเหตุผลแล้ว ก็ควรจะผ่อนผันให้เขาอยู่ต่อไป เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้เขาไม่บุกรุกที่ใหม่ เมื่ออยู่แล้วก็ช่วยดูแลพื้นที่ป่าให้ด้วย“ นายชอบ กล่าว
การแก้ปัญหาเรื่องป่าก็เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้ แต่เนื่องจากกำลังพลและงบประมาณอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่นี้ได้ แต่ถ้าได้สร้างให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของในพื้นที่ที่อยู่ สร้างให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ก็จะเกิดความรัก หวงแหน และไม่ทำลายป่า
ในอดีตที่ผ่านมา ที่มีการทำลายป่า ชาวบ้านมีเหตุผล คือ ไม่มีทางเลือกมากในที่จะต้องอยู่ หรือในที่จะต้องทำกิน ดังนั้น จึงต้องสร้างความรู้สึกให้ชาวบ้านความมั่นใจในที่ที่ได้ทำกินอยู่ เพื่อที่จะได้กล้าลงทุน เพื่อจะได้มีผลตอบแทนเป็นรายได้ในอนาคต ทำทำเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปบุกรุกในที่ใหม่ๆ อีก
สำหรับการได้มารวมประชุมกันครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ภาครัฐ และประชาชนทุกภาคส่วนได้มานั่งคุยกัน เพื่อหาแนวทางร่วมกัน ช่วยกันแก้ปัญหา โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การรักษาป่า
.................................
(หมายเหตุ สานต่อแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ห่วงป่าน่าน : คอลัมน์ รักษ์น่าน )
.................................
(หมายเหตุ สานต่อแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ห่วงป่าน่าน : คอลัมน์ รักษ์น่าน )



