
วาระ'จังหวัดน่าน'
19 พ.ค. 2557
วาระ'จังหวัดน่าน' : คอลัมน์ รักษ์น่าน
ท่ามกลางควมทุกข์ยาก คนเมืองน่านก็ยังมีความหวังรออยู่เบื้องหน้า หนึ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงงานมากมายเพื่อแก้ปัญหาใน จ.น่าน ประดุจพระองค์คือชาวน่านผู้หนึ่ง
จากกระแสพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 "อยากให้ประชาชนชาวน่าน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้จัดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำน่านทั้งระบบ ก่อนที่จะคิดทำนาปีละ 2 ครั้ง ให้ประชาชนชาวน่านฟื้นฟูระบบนิเทศป่าต้นน้ำลำธารให้ระบบนิเวศดีขึ้น"
เมื่อผสานกับความหวังที่สอง คือ ความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนใน จ.น่าน ที่มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน 128 องค์กร มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง มีข้อมูลเพียงพอเป็นระบบและเป็นพื้นที่สำคัญทางระบบนิเวศ มีอุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง และหน่วยจัดการต้นน้ำ 51 หน่วยงาน
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงคัดเลือกให้ จ.น่าน เป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มาเป็นต้นแบบการเรียนรู้และอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ ผู้ดำเนินงานดอยตุง มาเป็นต้นแบบชักนำชาวน่านให้ลุกขึ้นมาพัฒนาชีวิตด้วยตัวเอง ให้บรรลุผลสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับดอยตุง
ด้วยสภาพภูมิสังคมใกล้เคียงกันทั้งป่าเขาหัวโล้น มีราษฎรเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่จำนวนมาก ยากจน และไร้โอกาส ยิ่งทำให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง พกพาความมั่นใจในการเดินทางจากดอยตุงมาสู่ จ.น่าน เพื่อพลิกฟื้นพื้นที่และชีวิตความเป็นอยู่ของคน ด้วยการทำงานตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
โดยเริ่มปฏิบัติงานในดือนมิถุนายน 2552 ในพื้นที่ 3 แห่ง ทำงานควบคู่กันไป คือ ต.ยอด อ.สองแคว ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา และต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ
ภารกิจปิดทอง เริ่มจากการสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพื้นที่รวมทั้งชุมชน สร้างทีมทำงานจากคนในพื้นที่ 120 คน จนสามารถพัฒนาต้นแบบการถ่ายทอดความรู้และปฏิบัติการร่วมกับชุมชนได้ในอีก 4 เดือนต่อมา (ตุลาคม 2552)
ทีมงานปิดทอง ประกอบด้วยทีมพัฒนามูลนิธิแมฟ้าหลวง และทีมคนน่าน 2 ทีม คือ ทีมพัฒนาน่าน และทีมที่จะเคลื่อนยายไปในพื้นที่ต่างๆ ของโครงการ และทีมอาสาสมัครชุมชน หรือ อสม.เป็นคนจากแต่ละหมู่บ้านที่โครงการดำเนินงานอยู่ จะไปประจำอยู่ในหมู่บ้านั้น ไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ทั้งสองทีมคัดเลือกจากการมีจิตวิญญาณในการทำงาน มีแรงผลักดันจากภายใน มีความทุ่มเท ตั้งอกตั้งใจ และรักในงานที่ทำมากกว่าความรู้ความสามารถที่สามารถอบรมเพิ่มเติมได้
เมื่อคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายแล้ว สร้างทีมอาสาสมัครแล้ว ปิดทองหลังพระ ก็เข้าสู่โหมด "เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา "
.......................................
ปิดทองหลังพระ นำบขวนทำงานแบบบูรณาการ
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ปิดทองหลังพระจะน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับใส่เกล้าฯ มาขับเคลื่อนการดำเนินงานปลูกป่าในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระจังหวัดน่าน
"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงงานเรื่องป่ามากว่ายี่สิบปีแล้ว ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ว่า ทรงเป็นห่วงป่าน่านมาก ว่าโล้นไปหมด ดังที่ปรากฏในภาพวาดฝีพระหัตถ์ และในการทรงงานไม่เคยทรงมองเพียงจุดเดียว แต่จะทรงมองลึกมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่จะได้เรียนรู้จากพระองค์ท่าน"
ประธานสถาบันปิดทองหลังพระกล่าวด้วยว่า การปลูกป่าในพื้นที่ต้นแบบจังหวัดน่าน ที่ปิดทองหลังพระดำเนินการอยู่ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และแนวพระราชดำริสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จะได้ถักทอให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นการต่อยอดและขยายผลออกไปอีก
"ทรงให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน เพราะทรงเห็นว่าถ้าไม่ทำกับเด็กในวันนี้ ป่าก็อยู่ไม่ได้ จึงทรงพระกรุณา ให้นำโรงเรียนในจังหวัดน่าน เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "รักษ์ป่านาน" ด้วยถึง 17 โรงเรียน ต่อไปปิดทองหลังพระก็จะนำเด็กนักเรียนมาร่วมปลูกป่าในโครงการด้วย"
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีมาก สำหรับจังหวัดน่าน ในการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงงานนี้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งปิดทองพร้อมจะสนองพระราชดำริ เพื่อให้การปลูกป่าน่าน เป็นการบูรณาการอย่างแท้จจริง ด้วยการประยุกต์ แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทุกภาคส่วนร่วมกัน ตั้งแต่ข้าราชการทุกหน่วยงาน มูลนิธิต่างๆ ภาคเอกชน อย่าง พ่อค้า นักธรุกิจ ภาคชุมชน รวมทั้งประชาชนทั้งจังหวัดน่าน
ซึ่งจะเป็นการสร้างต้นแบบการปลูกป่าในพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งในการสร้างจิตสำนึกคนรุ่นใหม่มาดูแลรักษาป่าต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ วาระ'จังหวัดน่าน' : คอลัมน์ รักษ์น่าน)



