
เชื่อ'รถเอ็นจีวีตอบโจทย์ทุกปัญหา'
เชื่อ'รถเอ็นจีวีตอบโจทย์ทุกปัญหา' ขสมก.ตรวจเข้มรถร่วมฯ-เน้นปลอดภัยลดอุบัติเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง
ต้องยอมรับว่า สำหรับคนกรุงเทพฯ แล้ว "รถเมล์" มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันจำนวนมาก นับเป็นพาหนะที่ผู้คนพึ่งพามากที่สุด ดังนั้นในเรื่องการบริการและความปลอดภัยจึงถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง แต่ที่ผ่านมาก็มักมีข่าวคราวเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากรถเมล์ออกมาบ่อยครั้ง แม้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะพยายามปรับปรุงทั้งเรื่องการให้บริการและการดูแลความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง
“ที่ผ่านมา ขสมก.มีการทำแผนเพื่อส่งเสริมการให้บริการและเน้นด้านความปลอดภัยของประชาชนต่อเนื่อง และหลายโครงการที่เริ่มผลักดันอย่างจริงจัง ล่าสุดเป็นเรื่องซ้ายตลอดจอดทุกป้าย เพิ่งดีเดย์ไปเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 รองรับช่วงเปิดเทอมพอดี เชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ไม่น้อย รวมถึงการสร้างวินัยการบริการของรถเมล์ฟรีที่มักมีการร้องเรียนเข้ามามาก” นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ระบุ
เพิ่มโทษรถร่วมฯ-ชูซ้ายตลอดจอดทุกป้าย
นายนเรศ กล่าวว่า ขสมก.ได้พัฒนาการบริหารงานให้คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 2100 และ 9800 มาอย่างต่อเนื่อง จนได้ ISO เกือบทุกเส้นทาง แต่ไม่ได้ขยายไปยังรถร่วม ขสมก. ทำให้มีการร้องเรียนเรื่องขับรถเร็วและมีอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบ่อยครั้ง จึงมอบหมายให้สายตรวจพิเศษเข้าไปดูแลในพื้นที่เป้าหมาย 48 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อหลายเส้นทาง โดยกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น หากสายตรวจพิเศษพบเจอจะมีมาตรการลงโทษรถร่วมฯ ที่ทำผิดอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ขสมก.ได้เสนอคณะกรรมการเพื่อเพิ่มอำนาจในการปรับรถร่วมฯ จากเดิมที่ผู้ประกอบการจะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น และสั่งงดพักการเดินรถ เป็นการปรับสูงสุด 5,000 บาท เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความตระหนักถึงความรับผิดชอบมากขึ้น หากคนขับรถทำผิดเจ้าของรถก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดด้วย เพื่อจะได้คัดเลือกคนขับและกระเป๋าด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพราะปัจจุบันรถร่วมฯ มีถึง 12,000 คัน ทำให้องค์การอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง ส่วนการยกเลิกสัญญารถร่วมฯ ก็จะมีความเข้มงวดในการพิจารณาต่อสัญญามากขึ้น หากเห็นว่าสายใดทำผิดร้ายแรงซ้ำในรอบ 1 ปี ก็จะยกเลิกการเดินรถของคันนั้นๆ ทันที
สำหรับโครงการซ้ายตลอดจอดทุกป้าย ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้บริการให้ประชาชนได้ เพราะทำให้รถเมล์ชะลอความเร็วลงและยังอำนวยความสะดวกให้แก่เด็กนักเรียนในช่วงเปิดเทอมนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้องค์การมีการอบรมพนักงานขับรถและกระเป๋ารถมาตั้งแต่วันที่ 1-12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยเน้นเรื่องวิธีปฏิบัติบนรถ รวมถึงให้สายตรวจและนายตรวจซักซ้อมกับเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ด้วย หลังจากเริ่มเข้มงวดจริงจังเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมแล้ว มีการร้องเรียนเข้ามาว่ารถสายใดคันใดไม่จอดป้าย นายท่าก็จะเรียกมาสอบถาม ที่ผ่านมาส่วนใหญ่พนักงานขับรถมักจะมีข้ออ้างต่างๆ ที่เอาตัวรอดไปได้ เช่น มีรถจอดขวาง เมื่อไม่มีหลักฐาน หรือเห็นการทำผิดจะจะก็มักจะเอาผิดไม่ได้ แต่ครั้งนี้จะให้นายตรวจพิเศษลงพื้นที่ตรวจสอบถี่ขึ้นและหากเห็นการทำผิดจะลงโทษทันที
อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนรักษาสิทธิและช่วยเป็นสายตรวจภาคประชาชนด้วย หากพบเห็นการทำผิดของคนขับและกระเป๋ารถเมล์สามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์ 1348 และ 1584 หากโทรเข้ามาทางองค์การจะส่งสายตรวจไปจับกุมภายใน 1 ชั่วโมง ที่ผ่านมาก็มีการโทรเข้ามาแจ้งประมาณวันละ 12-15 เรื่อง จากที่ร้องเรียนเข้ามาเดือนละ 70-80 ราย ส่วนใหญ่ขับรถเร็วหวาดเสียว ออกขวาไม่รับคน เป็นสาเหตุหลักให้เกิดอุบัติเหตุ โดยกว่า 60% ที่ร้องเรียนเข้ามาเป็นการให้บริการของรถร่วมฯ และที่เหลือ 40% เป็นรถของขสมก.
“ตอนนี้เรามีสายตรวจพิเศษ 190 ราย มีนายตรวจ 300 นาย รวมมีเจ้าหน้าที่เกือบ 500 ก็น่าจะทำให้คนขับรถมีความตื่นตัวมากขึ้นและส่งผลให้การร้องเรียนน่าจะลดลงไปได้อีก จากขณะนี้ถือว่าลดลงจากในอดีตถึง 20-30% และอุบัติเหตุก็ลดลงไป 8% ปีนี้จึงตั้งเป้าให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยและอยากเห็นอุบัติเหตุลดลงได้ 50%”
ปัญหารถน้อยแก้ยากจี้เร่งซื้อเอ็นจีวี
นายนเรศยอมรับว่า ปัญหาปริมาณรถมีจำนวนน้อยจนทำให้บางสายรถทิ้งช่วงประชาชนต้องรอนานเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะปัจจุบันรถของ ขสมก.มีจำนวนทั้งสิ้น 3,156 คัน แบ่งเป็นรถร้อน 1,579 คัน มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 22 ปี มีรถปรับอากาศ 1,577 คัน มีอายุการใช้งาน 14-16 ปี และจำนวนรถเมล์ก็อาจลดลงเรื่อยๆ เพราะเสียต้องส่งซ่อม โดยส่วนใหญ่การวิ่งรอบแรกช่วงเวลาตี 4 หรือตี 5 จะไม่มีปัญหามากนัก รถยังวิ่งได้ตามเวลา แต่หลัง 7 โมงเช้า เริ่มมีปัญหาการจราจรติดขัด ทำให้รถมีปัญหาวิ่งหมุนกลับมาไม่ทัน ส่วนรถร่วมฯ ก็มีปัญหาวิ่งไม่ได้ เพราะขาดคนขับและรถเสียเยอะเช่นกัน ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาคือ ต้องเร่งนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน เพื่อมาทดแทนรถเดิม เมื่อรวมกับรถเก่าที่เปลี่ยนไปใช้เอ็นจีวีแล้วจำนวน 377 คัน จะทำให้มีรถวิ่งรวม 3,560 คัน น่าจะเพียงพอในการให้บริการประชาชน
“การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีใช้เวลาค่อนข้างนานมาก และมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเงื่อนไขไปมาระหว่างการเช่าและการซื้อ รวมทั้งจำนวนรถ วงเงินงบประมาณ อีกทั้งยังมีกระแสโต้แย้งจากหลายฝ่าย ทั้งเรื่องสเปกของรถและราคากลาง ซึ่ง ขสมก.ได้สอบถามไปยังหลายหน่วยงานที่มีการจัดซื้อรถในลักษณะใกล้เคียงกัน และพบว่าราคากลางของ ขสมก.ถือว่าต่ำสุดแล้ว โดยรถร้อนอยู่ที่คันละ 3.8 ล้านบาท รถแอร์อยู่ที่คันละ 4.5 ล้านบาท เรื่องจึงได้ยุติ"
ส่วนสเปกของรถที่มีกลุ่มคนพิการเรียกร้องให้ใช้รถชานต่ำทั้งหมดนั้น ก็อาจมีปัญหาในการวิ่งบางเส้นทางที่มีสะพานสูง ซึ่งเท่าที่สำรวจพบว่า มีถึง 14 จุด ที่รถเอ็นจีวีจะวิ่งผ่านไม่ได้ จึงไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องได้ เพราะเราต้องซื้อรถที่ให้บริการได้ทุกคนและใช้บริการได้ทุกสถานที่ ขสมก.จึงถูกมองว่าไม่เห็นใจคนพิการ อย่างไรก็ตาม หลังจากชี้แจงทำความข้าใจกันแล้วและไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติมอีก มองว่าน่าจะเข้าสู่กระบวนการขายซอง ประกวดราคาและสามารถเซ็นสัญญาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีภายใต้วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2557 นี้ และน่าจะทยอยส่งมอบรถลอตแรกได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558
นายนเรศระบุว่า รถเมล์เอ็นจีวีใหม่จะเป็นการตอบโจทย์ในทุกปัญหาของ ขสมก. ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มคุณภาพในการให้บริการ และลดจำนวนพนักงานลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากมีรถเมล์เอ็นจีวีเข้ามาวิ่งแทนรถเดิมทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเก็บค่าโดยสาร เนื่องจากจะพัฒนาไปสู่ระบบการใช้บัตรโดยสารเหมือนในต่างประเทศด้วย แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ประชาชนต้องพร้อมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บัตรแทนเงินสดให้เกิดความเคยชิน และต้องมีวินัยในการใช้บริการด้วย และรถเอ็นจีวียังช่วยลดปัญหาการจรจาติดขัดด้วย เพราะจะไม่มีรถเมล์เสียจอดตายข้างทางอีกต่อไป
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ขสมก.มีปัญหาพนักงานไม่เพียงพอ โดยขาดพนักงานเก็บค่าโดยสารอยู่ 400 คน เพราะบางส่วนได้อบรมและสอบเลื่อนชั้นไปเป็นพนักงานขับรถ ประกอบกับทางองค์การไม่มีนโยบายรับพนักงานประจำ แต่ใช้วิธีรับเป็นลูกจ้างชั่วคราวสัญญา 2 ปี ทำให้ไม่ค่อยมีคนมาสมัคร เพราะอาจรู้สึกไม่มั่นคง ดังนั้นแนวทางแก้ไขขณะนี้คือ ในส่วนของรถเมล์ฟรีที่วิ่งอยู่ประมาณวันละ 800 คันนั้น ครึ่งหนึ่งจะไม่มีพนักงานเก็บค่ารถ จึงยังพอทดแทนกันไปได้ จากจำนวนรถร้อนที่วิ่งในขณะนี้ 1,500 คัน รถปรับอากาศจำนวน 1,100 จำนวน จากจำนวนทั้งสิ้น 85 เส้นทาง (สาย)
หวังรถเมล์เอ็นจีวีช่วยลดขาดทุน
นายนเรศยอมรับว่า ทุกวันนี้ ขสมก.ยังขาดทุนจากการวิ่งรถอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้จะมีจำนวนผู้โดยสารมากถึงวันละ 1.5 ล้านคน แต่เป็นการใช้บริการรถปกติเพียง 8 แสนคน ส่วนที่เหลือ 7 แสนคน ใช้บริการรถเมล์ฟรี โดยในช่วงปิดเทอมรายได้อยู่ที่วันละ 9 ล้านบาท หากเปิดเทอมก็จะขยับขึ้นมาที่ 10 ล้านบาท แต่โดยเฉลี่ยยังขาดทุนถึงเดือนละ 500 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมียอดขาดทุนสะสมกว่า 8 หมื่นล้านบาท และเป็นปัญหาคั่งค้างมานานหลายปีทั้งจากค่าใช้จ่ายน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง
ทั้งนี้ มองว่าหากเปลี่ยนไปใช้รถเอ็นจีวีจะลดต้นทุนเชื้อเพลิงไปได้ถึง 2 ใน 3 ทีเดียว และในส่วนของค่าใช้จ่ายของพนักงานที่เพิ่มขึ้นปีละ 6.5% จากจำนวนพนักงานที่มีขณะนี้ 1.4 หมื่นคนนั้น หากเปลี่ยนไปใช้ระบบตั๋วโดยสารก็น่าจะช่วยลดพนักงานเก็บเงินไปได้เรื่อยๆ จนเหลือในอัตราที่เหมาะสม 9,000 คนในปี 2560 โดยเริ่มแรกอาจเปิดโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุการทำงาน แต่หากไม่มีก็รอให้เกษียณอายุไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2563 ก็จะลดลงมาเหลือตามเป้าหมายพอดี
“เมื่อถึงจุดที่เปลี่ยนมาใช้รถเอ็นจีวีทั้งหมดในปี 2559 ขสมก.ก็จะเปลี่ยนโฉมใหม่จากที่เคยขาดทุนทุกเดือนมาเป็นถึงจุดคุ้มทุนได้ ซึ่งถือว่าดีแล้ว เพราะ ขสมก.เป็นบริการสาธารณะที่ไม่ได้หวังสร้างผลกำไร และไม่สามารถปรับค่าโดยสารได้ง่ายนัก ทุกวันนี้ก็เก็บค่าโดยสารต่ำกว่ารถร่วมฯ แล้ว โดยส่วนของรถร้อนเก็บต่ำกว่ารถร่วมฯ 1.50 บาท และรถแอร์ต่างจากรถร่วมฯ ถึง 2 บาท หากในอนาคตปรับมาเท่ากันได้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว”
ส่วนของหนี้สะสม 8 หมื่นล้านบาทนั้น นายนเรศยอมรับว่า ยังเป็นปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ หลังจากที่รัฐบาลก่อนหน้านี้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังหารือเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยส่วนตัวเห็นว่าควรจะแยกหนี้ก้อนดังกล่าวออกไปพักไว้ก่อนหากมีการนำรถเอ็นจีวีมาให้บริการ เพราะหากนำมารวมบัญชีกันไม่ว่าจะบริหารจัดการเดินรถได้ดีหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ไม่มีทางทำให้หนี้ลดลงไปได้
ขอเป็นพระรองรองรับรถไฟฟ้าหนุนรถเมล์ฟรีดูแลเฉพาะกลุ่ม
ในอนาคตระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครน่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม หากมีระบบขนส่งทางรางเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโครงการรถไฟฟ้า 10 เส้นทางที่อยู่ในแผนของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว ซึ่งทาง ขสมก.ระบุว่า ได้เตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตมานานหลายปีแล้ว โดยจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากขนส่งมวลชนระบบหลักมาเป็นระบบรอง และเป็นระบบขนส่งต่อ โดยเส้นทางการเดินรถของ ขสกม.จะลดระยะทางให้สั้นลง ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนเที่ยวในการวิ่งให้บริการได้มากขึ้น และสามารถขยายออกไปรอบพื้นที่ปริมณฑลได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันมีการตัดถนนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายสาย และยังขาดรถเมล์วิ่งให้บริการตามตรอกซอกซอยต่างๆ อีกมาก
ในปัจจุบันนี้ ขสมก.มีรถเมล์สำหรับวิ่งให้บริการ 108 เส้นทาง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 155 เส้นทาง จนสุดท้ายน่าจะเพิ่มได้ถึง 188 เส้นทาง หากมีการนำรถเมล์เอ็นจีวีเข้ามาเพิ่มเติมก็สามารถนำมาปรับเส้นทางใหม่ๆ ได้ด้วย แต่บางเส้นทางที่วิ่งมาเป็นเวลานาน อย่างสาย 511 วิ่งให้บริการจากสายใต้-ปากน้ำ หรือ สาย 145 ที่วิ่งระยะไกล หรือ เรียกว่า ”เส้นทางน้ำหมาก” นั้น จำนวนผู้โดยสารและรายได้ไม่เคยตก ก็คงต้องรักษาเส้นทางเดิมเอาไว้
ส่วนของรถเมล์ฟรีตามนโยบายของรัฐบาลนั้น นายนเรศ ระบุว่า จากผลการศึกษาชี้ชัดว่าควรมีต่อไป แต่ไม่ใช่ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เปิดกว้างให้ใครก็ขึ้นได้ ทั้งชาวต่างชาติและคนที่มีรายได้สูง โดยระบบใหม่ต้องสามารถคัดเลือกคนที่ใช้บริการได้ โดยอาจต้องแสดงบัตร เช่น กลุ่มคนพิการ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สูงอายุ เพราะสามารถคัดแยกได้ง่ายกว่าการแบ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้สูง
“รถเมล์ฟรีมาถูกทางแล้ว และในนอาคตอาจยังจำเป็นสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่การช่วยเหลือต้องเป็นแบบเฉพาะเจาะจงลงไป ไม่ใช่ช่วยแบบเหวี่ยงแหเหมือนในปัจจุบัน โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า จำนวนผู้ใช้บริการลดลงเรื่อยๆ จากปี 2551 อยู่ที่วันละ 1 ล้านคน ขณะนี้เหลือแค่ 7 แสนคน และรัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้ ขสมก.เดือนละกว่า 250 ล้านบาท“
สำหรับสิ่งที่ลูกหม้อ ขสมก.อยากเห็นเกิดขึ้นก่อนเกษียณอายุการทำงานคือ การที่รถเมล์สามารถวิ่งได้ตามเวลาที่กำหนดและสามารถบอกข้อมูลผู้ใช้บริการได้ว่ารถสายใดจะเข้าป้ายและใช้เวลาอีกกี่นาที เหมือนกับที่เห็นในต่างประเทศ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ต้องมีการพัฒนาติดตั้งระบบจีพีเอสที่รถทุกคัน ควบคู่กับที่ทางกรุงเทพฯ ต้องลงทุนติดตั้งป้ายรถอัจฉริยะเพื่อให้ป้ายมีระบบจีพีเอสด้วย ขณะที่ ขสมก.จะลงทุนศูนย์ควบคุมกลาง ทำให้ตรวจสอบได้ว่ารถสายใด คันใด วิ่งอยู่จุดใด และมีวิทยุสั่งการไปที่คนขับโดยตรงเหมือนกับรถไฟฟ้า โดยการลงทุนดังกล่าว ขสมก.ได้ออกแบบยกร่างทีโออาร์ไว้แล้ว ถือเป็นการเตรียมพร้อมให้สอดรับกับการที่จะนำรถเอ็นจีวีเข้ามาให้บริการ หลังจากนั้นจะสามารถติดตั้งได้ทันที และหากทำได้ความฝันที่จะเห็นรถเมล์ไทยพัฒนาเทียบชั้นสากลคงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินจริง
..........................................
(หมายเหตุ : เชื่อ'รถเอ็นจีวีตอบโจทย์ทุกปัญหา' ขสมก.ตรวจเข้มรถร่วมฯ-เน้นปลอดภัยลดอุบัติเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง)



