
'องอาจ'แนะ'นิวัฒน์ธำรง-สุรชัย'จริงใจหารือให้ได้ข้อยุติ
18 พ.ค. 2557
"องอาจ" แนะ "นิวัฒน์ธำรง-สุรชัย" จริงใจหารือให้ได้ข้อ "โฆษก ปชป."จี้"นิวัฒน์ธำรง"ไขก๊อกปลดล็อกความขัดแย้ง เตรียมยื่นเอาผิดอธิบดีดีเอสไอปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
วันที่ 15 พ.ค.57 เมื่อเวลา 10.20 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการนัดหมายของนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ว่าคิดว่าการพบปะครั้งนี้ไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศ และตัวนายนิวัฒน์ธำรงก็พยายามหลีกเลี่ยงการนัดหมาย โดยอ้างว่าติดภารกิจที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตนหวังว่าการพบปะครั้งนี้จะไม่ใช่การพบปะแบบขอไปที แต่ทั้งสองฝ่ายควรจะมีความจริงใจในการพูดคุยเพื่อที่จะร่วมกันแก้ไขวิกฤตของประเทศอย่างจริงจัง ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ควรตั้งธงอยู่ในใจ แต่ทั้งสองฝ่ายควรที่จะต้องลดธง และแสวงหาจุดร่วมให้ได้มากที่สุด เพราะหากไม่เช่นนั้นการพบปะก็จะไม่เกิดประโยชน์ รวมถึงการพูดคุยควรยึดถือผลประโยชน์ส่วนร่วมของประเทศชาติเป็นหลักมากว่าประโยชน์ของคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งเท่านั้น
นายองอาจ กล่าวว่า การที่รัฐบาลยืนกรานเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง แต่ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศชัดเจนว่าหากมีการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูปก็จะคัดค้านการเลือกตั้ง ตนวอนรัฐบาลหากยังคงยึดมั่นในจุดยืนที่จะเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ รัฐบาลต้องยอมสละอำนาจเพื่อทำให้วิกฤตบ้านเมืองยุติลงคนไทยและไม่อยากเห็นเหตุความรุนแรงกับบ้านเมือง
นายองอาจ กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบขัดขวางการเคลื่อนไหวของ กปปส. โดยมีความรุนแรงเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเชื่อว่าเหตุรุนแรงที่เกิดกับผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน จะเป็นการเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ของผู้มีอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์จึงห่วงว่าจะมีความพยายามใช้ความรุนแรงในช่วงที่นายสุเทพประกาศเคลื่อนไหวตั้งวันที่ 18 -26 พ.ค.นี้
"เหตุผลของความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเป็นความพยายามสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนเพื่อไม่ให้เข้าร่วมกับการชุมนุม และมีจุดประสงค์เพื่อข่มขู่แกนนำและการ์ด กปปส. รวมถึงการกดดันการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ตนเชื่อว่าจะมีความพยายามใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้บรรลุตามเหตุผลสามข้อนี้ ขอให้คนไทยและสังคมไทยช่วยกันคัดค้านและประฌามการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม " นายองอาจ กล่าว
"โฆษก ปชป." จี้ "นิวัฒน์ธำรง" ไขก๊อก
นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สัปดาห์ที่จะถึงนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมือง โดยพรรคฯข้อเรียกร้องไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้อำนาจของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) โดยเฉพาะการใช้อำนาจของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ใช้อำนาจในการจับกุม มีความสงสัยในความชอบธรรมของการใช้อำนาจ เนื่องจากในโครงสร้างของ ศอ.รส.มีเพียงคำสั่งแต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรมว.แรงงานและผอ.ศอ.รส. แต่เมื่อร.ต.อ.เฉลิมพ้นจากตำแหน่งโครงสร้างการทำงานของ ศอ.รส.น่าจะหมดไปพร้อมกับ ร.ต.อ.เฉลิมด้วย
ทั้งนี้การดำเนินการของ ศอ.รส.หลายครั้งมีการดำเนินการด้วยความรีบเร่งลุกลี้ลุกลน ล่าสุดการออกหลายจับแกนนำ กปปส.ยังมีการดำเนินการที่แปลกประหลาด เช่นการขอหมายจับกับศาล ฯ ทำให้เข้าใจว่าผู้ที่กล่าวหาถูกอัยการสั่งฟ้องแล้วเมื่อไปรายงานตัวกับศาล ปรากฏว่า ศาลฯแจ้งว่าเป็นแค่หมายเรียกเพราะอัยการยังไม่สั่งฟ้อง เมื่อตรวจย้อนไปที่ดีเอสไอพบว่าเป็นเพียงความเห็นว่าสมควรสั่งฟ้องยังไม่มีข้อยุติว่าให้สั่งฟ้องได้แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการลักไก่ของอธิบดีดีเอสไอ
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า การไปจับกุมนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนายสาธิต เซกัล อดีตประธานหอการค้าไทย-อินเดีย ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายนิพิทธิ์ อินทรสมบัติ และฝ่ายกฎหมายพรรค จะดำเนินรวบรวมหลักฐานถึงการใช้อำนาจไม่ชอบของดีเอสไอ รวมถึงการทำงานของ ศอ.รส. เพื่อดำเนินคดีข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกินกว่าเหตุกับบุคคลเหล่านี้ให้ถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นข้าราชการรับใช้อย่างไม่ลืมหูลืมตา
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความสุมเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมโดยเฉพาะฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส. การที่รัฐบาลปล่อยให้ผู้ชุมนุมฝายหนึ่งโดนโจมตีฝ่ายเดียว โดยศอ.รส.ไม่เคยให้ความสนใจสอบถามข้อเท็จจริงหรือเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บ ไม่เคยมีการสอบสวนเอาจริงเพื่อเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ สัปดาห์ที่จะถึงนี้จึงเป็นสัปดาห์อันตราย
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า พรรคจึงขอเรียกร้องไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดย 1. ให้รัฐบาลจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ โดยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ต้องเสียสละลาออกโดยไม่ต้องมาอ้างว่าต้องรักษาการในตำแหน่ง ขอให้ทบทวนปลดล็อกเงื่อนไขที่สร้างความชัดแย้ง 2.ขอเรียกร้องไปยังวุฒิสภาและฝ่ายที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาของชาติ พรรคขอให้กำลังใจในการแสวงหาคำตอบที่เป็นจุดร่วมเหมาะสมของประเทศ การแสวงหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ โดยพรรคของให้รีบทำโดยเร็วไม่ควรปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงตายต่อไป
3. สำหรับทหารและฝ่ายความมั่นคง ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจังในการสกัดกั้นกลุ่มไม่หวังดีในการขนอาวุธมาทำร้ายประชาชน ขอให้ผู้บัญชาการทหารบกและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งเต็มที่ 4.สำหรับข้าราชการขออย่าปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้นักการเมืองหรือข้าราชการที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ ขอให้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอย่าตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้บังคับบัญชาที่ฉ้อฉล
และ 5. ขอให้คนเสื้อแดงอย่าหลงเชื่อแกนนำที่ใช้มุกเดิมๆ ที่กำลังมีการส่งท่อน้ำเลี้ยงมายังที่ชุมนุม ขออย่าได้ตกอยู่ในอำนาจแกนนำที่ใช้ประชาชนจัดอีเวนท์ทางการเมืองเพื่อรายได้ของแกนนำอีกต่อไป และขอให้ประชาชนทั่วประเทศได้แสดงออกเสียสละเพื่อให้ประเทศพ้นวิกฤตความขัดแย้งโดยแสดงจุดยืนให้ข้าราชการทุกฝ่ายทุกเหล่าปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มแข็งตรงไปตรงมา
ปชป. เตรียมยื่นเอาผิด "อธิบดี" ดีเอสไอปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
นายราเมศร์ รัตนเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การที่พนักงานสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นขอศาลยุติธรรมออกหมายจับ 57 แกนนำกลุ่ม กปปส. และมีการจับกุมพร้อมขอฝากขังนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ซึ่งศาลก็ได้ยกคำร้องฝากขังนั้น การกระทำของพนักงานสืบสวนฯของดีเอสอ เป็นการกระทำที่กระทบสิทธิเสรีภาพ ตนขอกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าแกนนำกปปส. ทั้ง 57 คนจะเป็นผู้ต้องหา แต่ศาลก็มีคำสั่งออกมายจับที่ระบุไว้ชัดเจนว่า เจ้าพนักงานมีอำนาจควบคุมผู้ที่ถูกจับกุมได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และให้มายื่นฟ้องต่อศาลสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานสืบสวนฯของดีเอสไอ กลับยื่นคำร้องเพื่อขอฝากขังต่อ ตามกฎหมายแล้วพนักงานสืบสวนดีเอสไอ ไม่มีสิทธิที่จะทำได้ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม นอกจากนี้ การจับกุมของพนักงานสืบสวนดีเอสไอ ถือเป็นการลักไก่ ขัดต่อหลักกฎหมาย เพราะเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะมีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังอัยการ แสดงความชัดเจนในการประสานงานระหว่างอัยการและดีเอสไอ ว่าได้มีการสั่งฟ้องแกนนำคนใดบ้าง ไม่ใช่มีการออกหมายจับอย่างเดียว และปล่อยปะละเลยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
“กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าดีเอสไอ ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย การดำเนินคดีที่ผ่านมาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานในประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยวิธีพิจารณาทางอาญา ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ต้องรับผิดชอบ เป็นถึงอธิบดีแต่ไม่รู้ข้อกฎหมายก็สมควรลาออก อย่าทำงานเพื่อสนองฝ่ายการเมือง ซึ่งนายธาริต คงรู้อยู่แล้วว่าหากคดีถึงศาลยุติธรรม ศาลก็จะให้ความเป็นธรรม นายธาริต จึงเกรงว่าธงที่ได้รับจากฝ่ายการเมืองจะไม่เป็นผล”นายราเมศ กล่าวและว่า ในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 11.00 น. ตนและนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค จะประชุมเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานในการดำเนินคดีกับพนักงานสืบสวนฯดีเอสไอ ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป
นายราเมศ ยังกล่าวด้วยว่า การที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี แจ้งความกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) เพื่อดำเนินคดีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เพื่อเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หลังมีคำวินิจฉัยคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะนักฎหมายตนขอประณามการกระทำของนายสุรพงษ์ เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนุญ โดยนายสุรพงษ์ ทราบดีอยู่แล้วว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกระบวนการวิธีพิจารณาในระบบไต่สวนไม่ใช่ระบบกล่าวหา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ดังนั้นการที่นายสุรพงษ์ กล้าทำเช่นนี้ก็ต้องกล้าที่จะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องสิทธิของตนเอง ?ตนจึงขอกล่าวหาว่าการกระทำของนายสุรพงษ์ เข้าข่ายแจ้งความเท็จ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ดูหมิ่นศาล และหมิ่นประมาท นี่คือผลที่นายสุรพงศ์ต้องน้อมรับ อีกทั้งการที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกโจมตี เพราะเป็นศาลที่วิ่งเต้นไม่ได้ จึงทำให้พรรคเพื่อไทยเดือดร้อน จึงขอให้ประชาชนให้กำลังใจการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ



