
'วรเจตน์'อัดวุฒิฯเด็กงอแงจะเอาม.7
17 พ.ค. 2557
'ส.ป.ป.' ยัน 'นิวัฒน์ธำรง' มีอำนาจเต็ม แนะเดินหน้าประกาศลต.ไม่ต้องรอ กกต. ชี้ เลือกปธ.วุฒิฯไม่ชอบ ตีความ นายกฯ ม.7 เหมือนเด็กงอแงจะเอา ไม่สนใจกติกา
17 พ.ค. 57 นักวิชาการกลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย เปิดห้องบรรยายรวมคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการเสวนาเรื่อง “เลือกตั้ง = ทางออก นายกเถื่อน คือ ทางตัน”
โดยเริ่มเปิดเวทีด้วยการอภิปรายของนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ในหัวข้อ “วิพากษ์นักสร้างสุญญากาศ” โดยนายวรเจตน์ กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งฉบับใหม่เพื่อทดแทนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 จึงเป็นปัญหาว่าการตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้งนั้น ใครเป็นผู้มีอำนาจทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งมีความชัดเจนว่า เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ใช่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี จึงมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 195 กำหนดไว้ชัดว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขาและพระบรมราโชวาทอันเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใด กำหนดให้ กกต.มีอำนาจทูลเกล้าฯ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ก็ระบุชัดว่า คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ให้ครม.แต่งตั้งรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีคนอื่นทำหน้าที่แทน
มีตัวอย่างชัดเจนครั้งสุดท้าย จากการรับสนองพระบรมราชโองการของนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รองนายกฯ ที่รักษาการแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่พ้นสภาพ หลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ส่วนประเด็นที่ กกต.ขอให้กำหนดถ้อยคำเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง เพื่อประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะ กกต.มีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้งกำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอยู่แล้ว ข้อเสนอของ กกต.จึงเป็นความต้องการได้อำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไม่รู้จบ หากคุยกันไม่ได้ ครม.และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ต้องเดินหน้าจัดเลือกตั้ง
นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า การลงคะแนนเลือกประธานวุฒิสภา วันที่ 9 พ.ค.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่า ในระหว่างการยุบสภาฯ จะมีการประชุมวุฒิสภาไม่ได้ ยกเว้นเรียกประชุมเพื่อพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การเรียกประชุมเพื่อประกาศสงคราม การเปิดประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานวุฒิสภา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผิดพลาดที่กระบวนการ นายนิวัฒน์ธำรง จึงไม่สามารถนำชื่อนายสุรชัย ขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนการประชุมนอกรอบต่างๆ ของส.ว.เป็นเพียงการกระทำของคณะบุคคล ซึ่งมีความผิดชัดแจ้ง นอกจากนี้ประธานวุฒิสภา ไม่มีอำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ต้องได้รับแต่งตั้งจากสภาฯ ทางออกง่ายๆ คือ ทำให้มี ส.ส.จากการเลือกตั้ง ไม่ต้องคิดซับซ้อน เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนให้ตั้งนายกฯ จากคนที่ชอบ หรือห้ามบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี
"ภาวะขณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะได้นายกรัฐมนตรี ม.7 การเสนอให้วุฒิสภา เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยใช้มาตรา 172 , 173 และ 180 โดยอนุโลม เป็นการอนุโลมที่มั่วมาก ตีความรัฐธรรมนูญแบบสุดๆ เหมือนเด็กงอแงร้องไห้จะเอา โดยไม่สนใจกฎกติกา และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเสนอชื่อนายกฯ เถื่อน ขึ้นมาซ้อนทับกัน ตราบใดที่ยังมีครม.รักษาการอยู่"
นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือเรียกเงินค่าจัดเลือกตั้งจากรัฐบาล ก็ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดอยู่กับ กกต. สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับฝูงหมาป่าล้อมลูกแกะ บ้านเมืองถึงทางตัน ไม่ใช่เพราะไม่รักษากฎหมาย แต่ถึงทางตัน เพราะไม่บังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา คนที่เรียกร้องไม่ให้กอดรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดตายตัว ควรจะละอายตัวเองบ้าง เพราะรู้ดีว่าคำตอบทางกฎหมายเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกใจตัวเอง
นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า ความผิดพลาดในการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทำลายหลักเสียงข้างมาก จนนำไปสู่การยุบสภาฯ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านและกลุ่มต่างๆ ไม่ควรขัดขวางการเลือกตั้ง ถ้าฝ่ายค้านฉลาดพอ ต้องนำไปเป็นประเด็นจูงใจในการเลือกตั้ง เปลี่ยนเสียงข้างมากให้เป็นข้างน้อย การขวางการเลือกตั้ง หรือพยายามหานายกรัฐมนตรีคนกลาง เป็นการนำไปสู่วิกฤตการเมือง และการปะทะกัน ถ้าเลือกตั้งแล้วโมฆะ ก็ต้องเลือกต่อไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเหนื่อย แล้วบอกว่ายอมให้ฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว จนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน
ทุกคนเป็นกลางใช้กาบัตรตัดสิน
นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เครือข่ายประชาชนคือคนกลาง อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนเป็นคนกลาง ไม่ต้องให้ใครมาเป็นคนกลางแทนตัวเรา คนที่วิจารณ์การปฏิรูปจะถูกกล่าวหาว่ารับเงินระบบทักษิณ ซึ่ง กปปส.มีจุดเริ่มต้นที่ดี โดยตนเป็นคนหนึ่งที่ออกมาเป่านกหวีดต้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่การเป่านกหวีดครั้งนั้นถูกไฮแจ็คกลางอากาศ การเมืองรูปแบบนี้เป็นเกมที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วดึงประชาชนเข้าในเกม เป็นเกมเดียวกับ เสธ.อ้ายและพันธมิตรเคยผ่านมาแล้ว มวลมหาประชาชนเป็นเพียงอารมณ์ร่วม เป็นไปไม่ได้ที่คนนับล้านคนจะออกมารวมตัวบนถนนได้ เพราะคนกรุงเทพฯ มีอยู่เพียง 12 ล้านคน ตัวเลขของมวลมหาประชาชนจึงต่างจากประชามติที่นับตัวเลขที่คูหาลงคะแนน
"การเมืองล้างสมองแบ่งแยกผู้คนออกเป็นสองขั้ว ไม่เหลือพื้นที่ตรงกลาง ถ้าเราปล่อยให้มีการแบ่งแยกระหว่าง กปปส.กับ นปช. คนไทยจะฆ่ากันเองอีกครั้ง ดังนั้นจึงเรียกร้องให้คนกลางหรือไทยเฉยออกมาเรียกร้องสันติภาพ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะชนะบนซากปรักหักพัง" นายเจษฎา กล่าว
ไม่เอากรวยอธิปไตย-อัศวินม้าขาว
นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวว่า วาทกรรมเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นการหลอกลวงและทำให้คนไทยไขว้เขว แนวทางการเคลื่อนไหวของ กปปส.สุดโต่ง ไม่นำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทำให้คนเริ่มถอนการสนับสนุนไปเรื่อยๆ บ้านเมืองอยู่ในสภาวะอันตราย ต้องโทษไปที่กลุ่มชนชั้นนำเก่า เพราะลำพังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.คงกระทำโดยลำพังไม่ได้ จึงขอให้สังคมไทยตั้งสติถอนตัวเองออกจากหลุมดำความขัดแย้ง เริ่มต้นจากรับการเลือกตั้งให้เป็นประตูไปสู่การปฏิรูป คืนความปกติสุขให้สังคมไทย
"ทุกประเทศทั่วโลกปรับเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นภายใต้ประชาธิปไตยปกติ ไม่มีประเทศใดแช่แข็งตัวเอง ยกอำนาจอธิปไตยของตัวเองไปให้คนส่วนน้อยจากการแต่งตั้ง ซึ่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรัฐบาลทุกพรรคไม่มีพรรคใดปราศจากการคอร์รัปชั่น กองทัพ ตำรวจ ศาล องค์กรอิสระล้วนพัวพันกับการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ต้องตรวจสอบทั้งหมดไม่ใช่มองว่ามีคนชั่วเพียงคนเดียวแล้วตั้งองค์กรกำจัดขยะ อัศวินม้าขาวไม่มีจริง สังคมไทยต้องไม่ยอมให้กับสภาวะอนาธิปไตย กรวยอธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ได้เริ่มจากคนดี แต่เป็นการต่อรองเพื่อกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ตอนนี้มีคนตายไปกว่า 20 ราย เศรษฐกิจพังพินาศ เราไม่ควรต้องจ่ายขนาดนี้เพื่อปฏิรูป เราจึงควรใช้ประชาธิปไตยปกติที่ทุกคนมีส่วนร่วม หรือต้องบอกให้ชัดว่าเป้าหมายของการปฏิรูปคืออะไร” นายประจักษ์กล่าว
ก้าวข้ามกรวยล้อเลียนกปปส.
ขณะที่ นายเกษียร เตชะพีระ กล่าวอภิปรายปิดการเสวนา เรื่อง “ข้ามกรวยไปเลือกตั้ง” ว่า สมมุติว่ากรวยเป็นอำนาจ กปปส.ก็เป็นอำนาจที่ไม่ถูกต้อง เป็นอำนาจที่เราไม่ได้เลือก ก็จำเป็นต้องข้ามกรวยไปเลือกตั้งให้ได้ แต่นายกฯ เถื่อนเป็นนายกฯที่เราไม่ได้เลือก ไม่ใช่นายกฯของเรา ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เลือกระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ยิ่งลักษณ์หรืออภิสิทธิ์ หรือทักษิณกับสุเทพ แต่เป็นการเลือกระหว่างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกับระบอบกรวยๆ คนไทยจะเลือกอะไร กปปส.วางกรวยขวางไว้ในใจเราให้เราเบื่อเลือกตั้ง
“การเลือกตั้งคือหนี้ที่อำมาตย์และชนชั้นปกครองติดค้างประชาชนอยู่ เราเป็นเจ้าหนี้ไม่จัดเลือกตั้งให้เรา เราก็มาทวง ไม่ได้มาขอ ยิ่งเลื่อนต้องเรียกดอกเบี้ย กกต.จะเจอเจ้าหนี้หน้าเลือดทวงการเลือกตั้งทุกๆ วัน จ่ายดอกเบี้ยเป็นความชอบธรรม การเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ชอบธรรมที่สุด ดังนั้นถ้าอยากได้ชีวิตปกติคืนสู่ประเทศก็จ่ายการเลือกตั้งคืนให้ประชาชน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเวทีได้ตั้งกรวยยางขนาดใหญ่สีส้มสูง 3 เมตร เอาไว้ และรายล้อมด้วยกรวยยางขนาดเล็ก โดยนายเกษียร เตชะพีระ ก่อนอภิปรายปิดงานได้ก้าวข้ามกรวย และก่อนปิดงานก็ยกมือไหว้กรวย สร้างความครื้นเครงให้แก่เวที



