ข่าว

สิทธิขอถูกลืมในโลกออนไลน์

สิทธิขอถูกลืมในโลกออนไลน์

18 พ.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : สิทธิขอถูกลืมในโลกออนไลน์

 
                          17 ปีที่แล้ว มาริโอ คอสเตฆา ทนายความชาวสเปน มีปัญหาการเงินอย่างหนัก ถูกบังคับให้สางหนี้ด้วยการนำอสังหาริมทรัพย์ชิ้นหนึ่งออกขาย หนังสือพิมพ์ ลา บานการ์เดีย ในสเปน ลงรายละเอียดทุกอย่างของเขา รวมทั้งหนี้สินและเอกสารกฎหมาย แบบตีพิมพ์และออนไลน์
 
                          เมื่อฝันร้ายผ่านพ้น หนี้สินหมดไป คอสเตฆาต้องการเดินหน้าและลืมเรื่องเก่าที่อาจส่งผลเสียต่อชีวิตในปัจจุบัน แต่ปัญหาคืออินเทอร์เน็ตไม่ลืมด้วย ทุกครั้งที่พิมพ์ชื่อตัวเองลงในเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลอันดับหนึ่งของโลกอย่างกูเกิล ข่าวข้อมูลเกี่ยวกับการขายสมบัติส่วนตัวทอดตลาด ยังปรากฏอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
 
                          สำหรับหลายคนอาจทำใจ ยอมจำนนต่อพลังของระบบข้อมูลออนไลน์เมื่อเกิดมาอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ตอย่างนี้แล้ว แต่คอสเตฆาต้องการกู้ชื่อของตัวเองด้วยการขอให้หนังสือพิมพ์ลบเนื้อหา และขอให้กูเกิล ลบลิงค์เหล่านั้นออก เมื่อปี 2552
 
                          เมื่อถูกปฏิเสธ จึงร้องเรียนกับสำนักงานคุ้มครองข้อมูลสเปน ว่าข้อมูลส่วนตัวของตนเองถูกละเมิด
 
                          ปีต่อมา สำนักงานคุ้มครองฯ สั่งกูเกิลลบลิงค์ แต่ไม่ได้สั่งหนังสือพิมพ์
 
                          กูเกิลยื่นอุทธรณ์ศาลสูงสเปน และศาลสเปนส่งคดีต่อไปยังศาลสูงสุดยุโรป (อีซีเจ) มีสำนักงานในลักเซมเบิร์ก และในที่สุด อีซีเจก็มีคำวินิจฉัยเมื่อวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า คนเราควรมีสิทธิในระดับหนึ่งที่จะปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตัวเองจากโลกออนไลน์ กูเกิลต้องยอมให้ผู้ใช้ถูกลืมไปบ้าง ด้วยการลบผลค้นหาบางส่วนออกหากได้รับการร้องขอ หากลิงค์นั้นพาไปยังเว็บไซต์แสดงข้อมูลที่ล้าสมัยแล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นอีกต่อไป
 
                          ไม่เหนือความคาดหมายที่จะมีพลเมืองยุโรปไม่น้อย แห่แหนทดลองขอใช้สิทธินี้แทบจะทันที รวมถึงอดีตนักการเมืองอังกฤษผู้หนึ่งที่กำลังพยายามลงเลือกตั้งอีกครั้ง และไม่อยากให้พฤติกรรมเก่าก่อนสมัยอยู่ในตำแหน่งปรากฏต่อสายตาสาธารณะ ชายคนหนึ่งที่เคยต้องความผิดฐานมีภาพเด็กถูกล่วงละเมิดในครอบครอง ที่ขอให้ลบผลค้นหาเกี่ยวกับคำตัดสินคดีของตัวเอง และหมออีกคนที่ไม่อยากให้ค้นหาเจอว่าผู้ป่วยเคยเขียนอะไรไม่ดีเกี่ยวกับการรักษาของตนไว้
 
                          จริงอยู่ที่คนจำนวนมากอาจมีอดีตบางช่วงที่อยากให้อินเทอร์เน็ตลืมๆ ไปบ้าง แต่ไม่ใช่สิทธิที่จะขอล้างประวัติน่าอับอายหรือประวัติอาชญากรรมแบบไร้ขอบเขต ไม่ใช่ทุกคนที่อยากให้ลืมในอินเทอร์เน็ตก็ทำได้ แต่จะลบได้ต่อเมื่อผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว มีมากกว่าสิทธิของส่วนรวมที่จะรับรู้
 
                          บีบีซี ยกตัวอย่างเช่น การจะขอลบเรื่องการถูกจับกุมฐานทำร้ายร่างกายสัก 20 ปีที่แล้ว จะยากกว่ามาก หากคุณเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ช่างประปา และคำตัดสินของไอซีเจหมายถึงข้อมูลส่วนตัวนั้น ยังอยู่ในเว็บไซต์และคลังข้อมูลออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ เพียงแต่ต้องไม่รวมอยู่ในผลค้นหา ผู้คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอยู่ที่ไหน
 
                          แต่ปัญหาคือ ใครจะเป็นคนตัดสินว่าข้อมูลอะไรที่ลบได้ และข้อมูลไหนควรเก็บไว้ ประวัติส่วนไหนที่ไม่เกี่ยวข้อง
 
                          พลเมืองยุโรปร้องขอให้เว็บไซต์ค้นหา ลบข้อมูลส่วนตัวตามที่อีซีเจตัดสินได้ แต่เว็บไซต์ค้นหาจะต้องใช้วิจารณญาณว่าคำร้องนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิส่วนตัวเสรีภาพในการแสดงความเห็น และประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นโจทย์ทั้งแพงและซับซ้อนสำหรับกูเกิล ที่ครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องมือค้นหา
ข้อมูลออนไลน์ร้อยละ 90 ในยุโรป ซับซ้อนในแง่การจัดการคำร้องเป็นรายกรณี ภาษาที่ต่างกันและการพิจารณาอย่างรอบคอบ
 
                          ในกรณีเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ มีเกราะป้องกันชัดเจนเพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์ส่วนรวม แต่กูเกิลไม่มีเกราะนั้น
 
                          ไม่เพียงแต่กูเกิล เว็บไซต์สืบค้นข้อมูลอื่นๆ ในยุโรป รวมถึง บิง (Bing) ของไมโครซอฟต์ และยาฮูก็จะต้องวางขั้นตอนกระบวนการรับคำร้องขอลบลิงค์ข้อมูลจากผู้ใช้เช่นกัน แต่กูเกิลรับศึกหนักกว่าเพื่อนในฐานะเจ้าแรกที่จะต้องตรวจข้อสอบ “สิทธิที่จะถูกลืม”
 
                          สิทธิที่จะถูกลืม เป็นกรอบความคิดทางกฎหมายในยุโรปที่ถือว่า บุคคลมีสิทธิที่จะสลัดทิ้งอดีตของเขาหรือเธอไว้เบื้องหลังได้ โดยต้นกำเนิดมาจากสิทธิที่จะถูกลืมในฝรั่งเศส ที่อนุญาตให้อาชญากรต้องโทษ หลีกเลี่ยงการตีพิมพ์รายละเอียดการกระทำผิดและโทษจำคุกหลังรับโทษจำคุกได้ เมื่อนำมาประยุกต์กับอินเทอร์เน็ต คือการให้บุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทผู้ให้บริการ ลบข้อมูลส่วนตัวที่ล้าสมัยแล้ว ไม่ถูกต้องเป็นจริง หรือไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลนั้นอีกต่อไป
 
                          ปัจจุบัน สิทธินี้ยังไม่เป็นกฎหมายยุโรป คำตัดสินของศาลเมื่อวันอังคารนั้น ผู้พิพากษาใช้หลักการอียูที่ออกมาในปี 2538 ว่าสมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องสร้างหลักประกันว่าข้อมูลส่วนตัวของบุคคล จะต้องถูกต้องและทันสมัย หากข้อมูลใดไม่สมบูรณ์และคลาดเคลื่อน ประเทศสมาชิกจะต้องช่วยให้พลเมืองมีหนทางลบหรือแก้ไขข้อมูลนั้น
 
                          อียูกำลังผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูล และสิทธิที่จะถูกลืม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ
 
                          เจนส์ เฮนริค เจปเซน ผู้อำนวยการศูนย์กิจการยุโรปเพื่อเทคโนโลยีและประชาธิปไตย กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสิน มีความเสี่ยงที่ผู้คนจะเรียกร้องให้ถอดข้อมูลสารพัดที่พวกเขารู้สึกว่าไม่เหมาะ เป็นไปได้หรือไม่ที่ต่อไป บริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำอาจจะยึดแนวทางปลอดภัยไว้ก่อน และอนุมัติคำร้องส่วนใหญ่เพื่อเลี่ยงถูกฟ้อง ซึ่งนั่นก็คือ ความเสี่ยงที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง
 
                          ผลสุดท้าย ผู้ใช้อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ผลลัพธ์ค้นหาแตกต่างกันสิ้นเชิงเมื่ออยู่ในยุโรป กับสหรัฐอเมริกา “เกือบจะเหมือนกรณีของจีน คุณได้ผลลัพธ์ค้นหาชุดหนึ่งจากจีน กับอีกชุดเมื่อค้นหาจากข้างนอก”
 
                          แต่นักวิชาการอีกคน อย่าง วิคเตอร์ ไมเออร์-เชินเบอร์เกอร์ที่ศึกษาด้านกฎระเบียบและการกำกับอินเทอร์เน็ต สถาบันออกซฟอร์ด อินเทอร์เน็ต กลับเห็นว่าความวิตกเรื่องเซ็นเซอร์ ไร้สาระเพราะนี่เป็นข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะและตีพิมพ์หลายปีก่อนหน้ายังไม่นับรวมเรื่องในทางปฏิบัติที่ยังมีข้อจำกัด จะมีสักกี่คนที่ยื่นร้องเรียนและติดตามเรื่อง ที่อาจจะต้องเสียทั้งเงินและเวลา
 
                          น่าสนใจอีกคำถามคือ สหรัฐจะเห็นด้วยกับสิทธิที่จะถูกลืมหรือไม่ นักวิชาการส่วนใหญ่บอกว่าแม้ยึดค่านิยมตะวันตกหลายอย่างแบบเดียวกับยุโรป แต่สหรัฐมีระบบกฎหมายและมุมมองทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน
 
                          ในยุโรป ความเป็นส่วนตัวระบุชัดเจนในมาตรา 8 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ขณะที่สหรัฐ สิทธิความเป็นส่วนตัว เปิดช่องให้ตีความทางกฎหมายได้
 
                          ยิ่งไปกว่านั้น มาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ว่าด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเสรีภาพสื่อ เป็นหลักการที่เกือบแตะต้องไม่ได้เลย ดังนั้นในทางทฤษฎี สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นกับพันธกรณีที่จะต้องลบข้อมูล หาจุดปรองดองได้ยากกว่า
 
                          แต่สหรัฐก็มีกฎหมายบางอย่างที่พยายามจะเพิ่มอำนาจพลเมืองในการร้องขอให้ลบเนื้อหาออนไลน์ อาทิ แคลิฟอร์เนีย ให้ผู้เยาว์มีโอกาสลบโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง และหลายรัฐกำลังพิจารณากฎหมายต่อต้านการแพร่ภาพอนาจารเพื่อล้างแค้นโดยฝีมืออดีตคู่รัก ทั้งสองกรณีคือการยอมรับว่าในบางสถานการณ์มีความจำเป็นที่จะต้องลบเนื้อหาจากอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่โดยสมัครใจหรือไม่