ข่าว

ยุคนี้แมนฯ ซิตีครองเมือง

ยุคนี้แมนฯ ซิตีครองเมือง

17 พ.ค. 2557

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ยุคนี้แมนฯ ซิตีครองเมือง

 
                          การเอาชนะ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม 2-0 ในเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ฤดูกาลหลังสุด เป็นการคว้าแชมป์แบบสมบูรณ์แบบอีกครั้งกับการรับถ้วยแชมป์ในถิ่นตัวเองฉลองในวันปิดฤดูกาล การลุ้น 4 แชมป์ฤดูกาลนี้ คว้ามาได้ 2 แชมป์ นับว่าไม่เลว ข่มทั้งเพื่อนบ้านอย่าง "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด และบรรดาทีมใหญ่ในลอนดอน และลิเวอร์พูล อย่างหมดรูป
 
                          การลุ้นแชมป์ในวันปิดฤดูกาลเมื่อ 2 ปีก่อน ซิตี เจอกับงานหนัก และความกดดันจนเกือบจะชวดแชมป์ แต่ในฤดูกาลนี้ ทีมของ มานูเอล เปเยกรินี มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาตรฐานเกมรุกก็ดีขึ้นจากผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มาก ทำให้เรื่องความกดดันลดน้อยลงไปพอสมควร ชนิดที่ก่อนเกมทั้งสโมสรและแฟนบอลต่างเตรียมการฉลองแชมป์กันล่วงหน้า มีการจองรถบัสเปิดประทุนเอาไว้ก่อน และสินค้าเป็นเรื่องของแชมป์ปี 2014 ล้วนๆ
 
                          เช่นเดียวกับในห้องแต่งตัวที่มีการเตรียมเสื้อแชมป์สมัยที่ 14 รอเอาไว้ก่อน ที่เป็นอย่างนั้นหลายคนมองว่าอาจจะเป็นเพราะว่า เล่นแค่เสมอกับเวสต์แฮมก็เพียงพอกับการคว้าแชมป์แล้ว แต่ เปเยกรินี ก็ยังให้ลูกทีมเล่นในสไตล์เดิม คือเปิดเกมรุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่แนวรับมีความรัดกุมสักหน่อย ไม่ค่อยเล่นอะไรเสี่ยงๆ มากนัก
 
                          หลังจากเกิดประตูแรกที่ ซามีร์ นาสรี ยิงจากระยะ 30 หลา ก็เป็นอันว่าจบข่าว และบังเอิญเหลือเกินที่ได้ประตูในนาทีที่ 39 นาทีเดียวกับที่ พาโบล ซาบาเลตา ยิงใส่ ควีนส์ปาร์ค เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ที่ต่างกันคือเกมนี้ไม่ต้องการปาฏิหาริย์จากลูกยิงของ เซร์คิโอ อาเกโร อีกแล้ว
 
                          จบฤดูกาล แมนฯ ซิตี เป็นแชมป์อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการยิงถึง 102 ประตู และเสียไปเพียงแค่ 37 ประตูจากการลงสนาม 38 นัด
 
                          มานูเอล เปเยกรินี กุนซือวัย 60 ปีคือผู้นำแมนฯ ซิตี เข้าสู่อีกยุคของความสำเร็จ ได้ทั้งถ้วยลีกคัพ และพรีเมียร์ลีก ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆ มาเลยนับตั้งแต่ทำทีมในยุโรป
 
                          จากผลงานเป็นการตอบคำถามเรื่องข้อกังขาเรื่องความสามารถได้เป็นอย่างดี เมื่อต้นฤดูกาลทีมมีปัญหากับเกมเยือนอยู่ตลอด สุดท้ายก็แก้ได้ และที่สำคัญยามที่ทีมกำลังจะหมดใจเมื่อไปแพ้ ลิเวอร์พูล และเสมอ ซันเดอร์แลนด์ ก็ยังปลุกเร้าให้ทีมกลับมาได้
 
                          สิ่งพิเศษที่ เปเยกรินี สร้างความแตกต่างจากยุคของโรแบร์โต มันชินี คือปล่อยให้ทีมเล่นเกมรุกด้วยความอิสระมากขึ้น เซอร์คิโอ อาเกโร กับ ยายา ตูเร สลับหน้าทำประตูได้เกิน 20 ประตู ขณะที่ท้ายเกมมี เอดิน เชโก มาโกยประตูเป็นกอบเป็นกำ และอย่าลืมว่าในระหว่างฤดูกาลยังมี ซามีร์ นาสรี, อัลบาโร เนเกรโด และดาวิด ซิลบา ที่ยิงกันแบบเรื่อยๆ 
 
                          จากความสำเร็จที่เปเยกรินี และแมนฯ ซิตี ทำได้ในฤดูกาลนี้ ทำให้บรรดาทีมใหญ่หลายๆ ทีมในอังกฤษ เริ่มจะหนาวไปตามๆ กัน เพราะเกรงว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจจะเป็นยุคที่ แมนฯ ซิตี ขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ทั้งในเมืองแมนเชสเตอร์ และในอังกฤษ เหมือนอย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำมาแล้วในยุคของ "เฟอร์กี" เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน 
 
                          เมื่อ 2 ฤดูกาล แมนฯ ซิตี ก้าวขึ้นมา 1 ขั้นกับการเป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 44 ปี มาครั้งนี้นอกจากการเบิ้ลแชมป์จากทีม และกุนซือที่ลงตัวแล้ว สิ่งที่ทีมเรือใบสีฟ้ายังมีอยู่ก็คือเรื่องของเงินที่สามารถหานักเตะชั้นดีเข้ามาเสริมได้ตลอดเวลา
 
                          แวงซองต์ กอมปานี กองหลังกัปตันทีม อาจจะบอกให้ลืมเเรื่องของเงินไปก่อน เพราะจริงๆ แล้วทีมชุดนี้ก็ค่อยๆ สร้างกันขึ้นมา หลังจากที่เจ้าตัวอยู่กับทีมมาแล้ว 6 ปี และในที่สุดความฝันก็เป็นจริง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลหลังมาจากเงิน 1 พันล้านปอนด์จากกลุ่มทุนอาบูดาบี เจ้าของทีม 
 
                          เรื่องที่ว่า สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า จะมาหยุดการสร้างทีมด้วยเงินของแมนฯ ซิตี คงเป็นเรื่องยาก เงินค่าปรับจากการผิดกฎไฟแนนซ์ แฟร์ เพลย์ เป็นเงิน 50 ล้านปอนด์ คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องแคร์อะไรกันมากนัก และแม้ว่า เครก ไดค์ ประธานบริหารสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเอฟเอ จะบอกว่าเป็นเรื่องน่าเกลียดที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแบบแทบจะไม่มีนักเตะอังกฤษเลย ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจแม้กระทั่งแฟนบอลของซิตีเอง
 
                          ความสำเร็จของซิตี ใน 3 ปีคงทำให้บรรดาเจ้าของทีมใหญ่อย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี, "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด, "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล อาจจะต้องเอานโยบายของทีมตัวเองกลับมาคิดใหม่ หลังจากมองผลงานของซิตี ที่ซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีกคัพ อีก 1 ถ้วย
 
                          ก้าวต่อไปของแมนฯ ซิตี ในตอนนี้ คือดำรงความยิ่งใหญ่ให้ต่อเนื่องไปสักระยะ รวมทั้งค่อยๆ สร้างทีมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ยุโรป ถึงตอนนี้ มานูเอล เปเยกรินี จะอายุ 60 ปีแล้ว แต่น่าจะเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของแมนฯ ซิตี ในการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสโมสร
 
                          ถึงจะมีเงินถุงเงินถัง แต่เครดิตส่วนใหญ่ก็ต้องมอบให้ เปเยกรินี และลูกทีมเป็นหลัก ที่นอกจากจะคว้าแชมป์ได้แล้ว ยังมีการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ต้องการเกมรับเหนียวแน่นเพื่อประสบความสำเร็จ